ขายหนังโป๊


0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
ยอดยุทธทะยานฟ้า
« on: January 26, 2016, 10:09:48 PM »
“หากฟากฟ้ามีสรวงสวรรค์ บนผืนปฐพีก็มี ซู หัง"


ในคำกล่าวโบราณ ซู หมายถึง ซูโจว หัง ย่อมหมายถึง หังโจว ที่นี้นี่เอง

หลังจากราชวงศ์ถังถึงกาลล่มสลายแผ่นดินแตกออกเป็น ห้าราชวงศ์ทางตอนเหนือ สิบแคว้นทางตอนใต้ ทำสงครามรบพุ่งไม่เว้นวัน ไฟสงครามลามเลียไปทุกย่อมหญ้า  ในกลียุคเช่นนี้ จะหาที่ปลอดจากภัยสงครามยังมิง่ายดาย อย่าว่าแต่จะหาสรวงสวรรค์ เช่นนั้นนครหางโจวอันงามตระการแห่งนี้คงยิ่งกว่าสรวงสวรรค์บนแดนดินแล้ว

นครหางโจวปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของแคว้นอู๋เยี่ยว์ของตระกูลเฉียน  แคว้นอู๋เยี่ยว์เป็นแคว้นเล็ก กำลังอ่อนด้อย หากแต่ดำเนินนโยบายละมุนละม่อม ยอมส่งบรรณาการแก่ราชวงศ์ซ่งที่ผงาดขึ้นกลืนกินแคว้นเล็กแคว้นน้อยทางตอนใต้ไปมากมาย บางปีถึงกับยอมเสี่ยงให้พระคลังว่างเปล่าเพื่อส่งบรรณาการ แลกกับการไม่ต้องทำสงครามเพื่อความสงบสุขร่มเย็นของประชาชน แคว้นเล็กประชากรเพียงห้าแสนเศษนี้จึงยังดำรงอยู่มาได้ภายใต้กษัตริย์ถึง 3 พระองค์เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว

นครหางโจวมีทะเลสาบซีหูเป็นทะเลสาบเลืองชื่อของแผ่นดิน ทิวทัศน์งามตระการ ถ้าหากทะเลสาบซีหูราวกับไม่ได้อยู่ในโลกมนุษย์ เช่นนั้นคฤหาสน์ตระกูลเซียวริมทะเลสาปซีหูแห่งนี้คงเป็นส่วนหนึ่งของสรวงสวรรค์

ในห้องอาบน้ำของคฤหาสน์ตระกูลเซียว บุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งกำลังรับการปรนนิบัติจากโฉมสะคราญ 4 นาง แต่ละนางงามดั่งพระสนมของฮ่องเต้ ผิวพรรณเรียบลื่นประดุจหยก ผมดำขลับ รูปร่างงดงาม นัยน์ตาใสกระจ่างประดุจนิล ไม่ว่านางใดล้วนมีความงาม แม้ไม่ถึงระดับยิ้มเดียวล่มเมืองแต่นับว่าหาได้ยากยิ่งแม้แต่ในวังหลวง แต่ในที่นี้กลับมีถึงสี่นาง

“อาจูพี่สาว ท่าน...ท่านทำความสะอาดตรง... อืม ...ตรงจุดนั้นมากเกินไปหรือไม่” ชายหนุ่มส่งเสียงครางออกมาอย่างไม่สามารถอดกลั้นได้เนื่องจากเหม่ยจูผู้เลอโฉมกำลังลูบไล้จุดสำคัญอย่างจดจ่อ

“มิได้หรอก นายน้อย คราวก่อนข้าโดนตำหนิจากท่านเพ่ยอิง นางบอกว่า...บอกว่านางได้กลิ่นไม่งามเมื่อนาง...นางใช้ปากกับ...ข้าไม่พูดต่อแล้ว” เหม่ยจูกล่าวตอบพลางหน้าแดงซ่าน

“แต่ว่าท่านลูบไล้แบบนี้ ข้าเกรงว่าจะทานทนไม่ได้ สมควรสะอาดพอแล้วกระมัง” ชายหนุ่มกล่าวตอบ

“อาจู เจ้ากลัวว่าไม่สะอาดพอเจ้าก็ทดลองใช้ปากดูสิ” เหม่ยหลินกล่าวสัพยอก ในกลุ่มสาวงามทั้งสี่ นับนางขี้เล่นที่สุด นางมีดวงตากลมโต มีลักยิ้มแลดูซุกซน นางและเหม่ยจูเติบโตมาด้วยกันจึงสนิทสนมดังพี่น้อง

“อาหลิน! เจ้ากล้าก็ทดลองเอง” อาจูตอบหน้าแดงซ่านกว่าเดิม ถึงนางจะปรนนิบัตินายน้อยเช่นนี้ทุกวันแต่นางยังคงเป็นสาวบริสุทธิ์ ตอนแรกที่ได้สัมผัสความเป็นบุรุษยังคงกล้าๆ กลัวๆ นานมาก็เริ่มชิน แต่ถ้าให้นางทำมากไปกว่านี้ ถึงใจนางจะยินดีแต่ยังคงเขินอาย

“ถ้าเช่นนั้น เปลี่ยนหน้าที่ให้เพ่ยเพ่ยทำ จะอย่างไรนางมองไม่เห็นอยู่แล้วคงไม่เขินอายเกินไปกระมัง” ลี่ลี่ พี่ใหญ่ในหมู่สี่สาวสั่งการ

“พี่ลี่ลี่! ถึงในนี้ข้าจะมองอะไรไม่ค่อยเห็น แต่ข้าก็...ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว” เพ่ยเพ่ย โฉมสะคราญแก้มป่องกล่าวตอบด้วยใจระทึก นางมีดวงตากลมโต แต่ว่านางสายตาสั้นมาก ปกตินางต้องใช้แว่นตาตลอดเวลา แต่ในห้องอาบน้ำอุ่นนี้มีไอน้ำมากมายนางจึงใส่แว่นไม่ได้ มองทุกสิ่งพร่ามัวไปหมด ปกตินางจึงรับผิดชอบการขัดหลังให้นายน้อยเท่านั้น

“หยุด! พี่สาวทุกท่านไม่ต้องทดลอง ข้าคิดว่าสะอาดพอแล้ว อีกอย่างอย่าเรียกข้าว่านายน้อยเลย เราไม่ได้เป็นนายบ่าวกัน เรียกข้าว่าเฟยเทียนก็พอ”

ชายหนุ่มผู้นี้คือเซียวเฟยเทียน (เซียวเป็นแซ่ เฟยเทียนแปลว่าทะยานฟ้า) เป็นนายน้อยของตระกูลเซียว ปีนี้อายุ 20 ปีแล้ว ท่านพ่อสละเรื่องทางบ้านให้ดูแลแล้วออกท่องเที่ยวทั่วแผ่นดินพร้อมท่านแม่ตั้งแต่สองปีก่อน แม้เรียกว่านายน้อย ที่แท้เป็นนายใหญ่แห่งตระกูลเซียวแล้ว

ตระกูลเซียวแห่งหางโจวเป็นตระกูลร่ำรวยอันดับหนึ่งของแคว้นอู๋เยี่ยว์ เนื่องจากแคว้นแคว้นอู๋เยี่ยว์อยู่ติดทะเล ตระกูลเซียวจึงร่ำรวยจากการทำการค้ากับญี่ปุ่น, โกคูเรียว, แพคเจ, ชิลลา และป๋อไห่ เซียวเฟยเทียนเองเคยเดินทางไปอาณาจักร์เหล่านี้หลายครั้ง

แล้วเหตุใดตระกูลเซียวจึงมีสาวงามระดับนางสนมฮ่องเต้เป็นสาวใช้ได้เล่า? เรื่องนี้มีการเข้าใจผิดและข่าวลือมากมายโจษจันกันไปต่าง ๆ นานาทั่วแผ่นดิน ความเข้าใจผิดอย่างแรกคือพวกนางไม่ใช่สาวใช้! แต่พวกนางยินดีรับใช้เช่นนี้เองเนื่องเพราะพวกนางนอกจากรับใช้เช่นนี้แล้ว ไม่เคยถูกฝึกสิ่งอื่นใด ข้อที่สองคือพวกนางมิใช่งดงามดั่งนางสนม แต่พวกนางเป็นนางสนมจริง ๆ!

ศักดิ์ฐานะลับๆ ของตระกูลเซียวคือสำนักสราญรมย์ ท่านปู่ของเซียวเฟยเทียนเป็นผู้ก่อตั้งสำนักและบัญญัติท่าเท้าท่องคลื่น, ลมปราณภูติอุดร และมือหักเหมยสราญรมย์จนสามารถท่องทะยานไปทั่วแผ่นดิน แม้ยังห่างไกลกับคำพิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้าน แต่สำหรับต่อสู้เอาตัวรอดนับว่าเหลือเฝือ โดยเฉพาะท่าเท้าท่องคลื่นนั้นลึกล้ำพิสดาร ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถคาดเดาก้าวต่อไปได้ทำให้สะดวกต่อการหลบหลีกหรือหลบหนีแม้ฝ่ายตรงข้ามจะใช้พวกมากกลุ้มรุมก็ตาม

จากปมเด่นด้านความคล่องแคล่วและสูงสง่าของท่าเท้าท่องคลื่นนี้เอง วิชานี้จึงเหมาะให้อิสตรีฝึกปรือด้วย เจ้าสำนักรุ่นแรกจึงตั้งปณิธานถนอมหยกพิทักษ์บุปผาโดยลอบช่วยเหลือสาวงามจากเมืองต่าง ๆ ที่ย่อยยับจากไฟสงครามให้มาพักพิงในที่แห่งนี้ เนื่องจากแคว้นอู๋เยี่ยว์ยึดนโยบายรักสงบ จึงเป็นเหตุให้ตระกูลเซียวตั้งรกราก ณ ที่นี้นั่นเอง

เหม่ยหลินและเหม่ยจูเคยเป็นนางสนมของฮ่องเต้แคว้นโฮ่วสู ลี่ลี่และเพ่ยเพ่ยเป็นนางสนมฮ่องเต้แคว้นหนันผิง เพ่ยอิงที่พวกนางกล่าวถึง ถึงกับเป็นสนมเอกแคว้นโฮ่วสู! ทั้งสองแคว้นล้วนถูกโค่นล้มโดยราชวงศ์ซ่ง ในยุคสงครามเช่นนี้ผู้ที่เคราะห์ร้ายที่สุดคือสาวงาม ยิ่งงามหนึ่งส่วน ยิ่งเพิ่มอันตรายอีกหนึ่งส่วน บิดาของเซียวเฟยเทียนลอบเข้าวังไปช่วยพวกนางและเพื่อนสนมจำนวนหนึ่งออกมาได้ พวกนางทั้งสี่ขอปรนนิบัติรับใช้ในบ้านตระกูลเซียวเนื่องจากไม่มีญาติที่ไหน คนอื่น ๆ บ้างรั้งอยู่บางกลับบ้านช่องของตัวเอง ตระกูลเซียวได้ถ่ายทอดวิชาให้เรียนรู้ตามปฏิภาณของแต่ละคน มอบทรัพย์ให้จำนวนนึงแล้วส่งกลับบ้านเดิม ทั้งสี่สามงามแม้มีฐานะเป็นนางสนมแต่เนื่องจากบ้านเมืองล่มสลายก่อนได้ถวายตัวรับใช้จึงยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง

เนื่องจากในบ้านมีแต่สาวงาม เพื่อป้องกันปัญหา บ้านตระกูลเซียวจึงไม่มีชายคนอื่นนอกจากเซียวเฟยเทียน แน่นอนเขาอยู่ท่ามกลางบุปผางามเหล่านี้ย่อมต้องหวั่นไหวใจ แต่บางนางเติบโตมาด้วยกัน ประกอบกับนิสัยถือดีไม่นิยมบังคับหรือใช้ศักดิ์ฐานะหรือบุญคุณช่วยชีวิตในการครอบครองสาวงาม ทำให้มิได้มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสาวงามในบ้านมากเกินไปนัก แม้แต่กับสนมทั้งสี่ที่ปรนนิบัติทุกวันก็ยังมิได้ลึกซึ้งกัน แต่กับสนมเอกเพ่ยอิงแล้ว เป็นความพอใจของเพ่ยอิงเอง อีกทั้งนางยังเป็นคนแรกของเซียวเฟยเทียนอีกด้วย นับว่าเป็นอาจารย์บนเตียงท่านแรก

“พวกเจ้าปรนนิบัตินายน้อยอาบน้ำอย่างไร ไฉนจึงนานนัก” เสียงของเพ่ยอิงดังออกมาจากหน้าห้องอาบน้ำ ต่อจากนั้นเป็นเสียงฝีเท้านางเดินเข้ามาในห้อง

“อา... พี่เพ่ยอิง !” โฉมสะคราญทั้งสี่สะท้านขึ้นพร้อมกัน จากนั้นแยกย้ายออกมายืนสองข้างของนายน้อย ปล่อยให้เพ่ยอิงซึ่งขณะนี้เปลือยเปล่าเช่นเดียวกันเดินเข้ามาสวมกอดเซียวเฟยเทียน

“ไหน เฟยเทียนน้อยของข้าสะอาดดีหรือยัง” เพ่ยอิงกล่าวพร้อมวักน้ำทำความสะอาด “เฟยเทียนน้อย” แล้วใส่ปาก ดูด เลียอย่างชำนาญ

“อา... พี่เพ่ยอิง ช้าก่อน อูย...” ถึงชำนาญสนามบ้างแล้ว แต่โดนจู่โจมไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ เซียวเฟยเทียนถึงกับครวญคราง จากนั้น ตอบโต้กลับไป มือหนึ่งลูบไล้เต้าเต่งอย่างมันมือ ส่วนอีกมือหนึ่งส่งไปสำรวจความฉ่ำเยิ้มที่เบื่องล่างทันที

“อืม ไฉนท่านจึงชุ่มฉ่ำถึงเพียงนี้” เซียวเฟยเทียนกล่าวถาม

เพ่ยอิงกำลังถูกใจกับความแข็งแกร่งและใหญ่โตของเฟยเทียนน้อย นางจึงมิได้ตอบคำถาม นอกจากส่งเสียงครางอย่างสบใจที่ศิษย์รักใช้วิชาที่นางสอนให้กับนางได้ดียิ่งนัก เซียวเฟยเทียนเล้าโลมหน้าอกของนางโดยเคล้าคลึงเป็นวงกลมโดยละเว้นยอดอกของนางไว้ก่อนแม้ใจจะอยากสัมผัสเพียงใด ส่วนมือที่อยู่ด้านล่างก็ลูบไล้ไปตามกลีบรักอย่างยั่วเย้า ทำให้น้ำรักของเพ่ยอิงหลั่งออกมาจนชุ่มมือของเขา

เพ่ยอิงอายุ 20 เศษ นางไม่ยอมบอกอายุที่แน่นอน คนอื่นย่อมไม่สะดวกจะถามไถ่ นางมีเสน่ห์ความงามของวัยสาวเต็มเปี่ยม รูปหน้ารูปไข่ ตาหงส์ทั้งคู่เปี่ยมไปด้วยสง่าราศีและความเย้ายวน รูปร่างของนางอวบอัดเต็มสาว ปทุมถันสวยงามได้รูปและเต็มแน่นด้วยวัยสาว ไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่านางมีความงามพอล่มเมืองเนื่องจากแคว้นของนางเองล่มสลายจากการที่แม่ทัพใหญ่พยายามแย่งชิงนางจากฮ่องเต้นั่นเอง แต่จะโทษว่านางได้อย่างไร นางไม่เคยคิดจะยั่วยวนผู้ใด แต่ในขณะนี้นางกำลังสนุกกับการยั่วยวนเซียวเฟยเทียนอย่างเต็มที่

“อา... ที่แท้มือหักเหมยใช้การแบบนี้เอง... ข้าเกรงว่าแม้ดรรชนีเอกสุริยันอันเลื่องชื่อ ก็ยังเป็นรองมือของเจ้าเป็นแน่ อา...” หลังจากกระตุ้นความเป็นชายจนแข็งแกร่งเป็นที่พอใจแล้ว นางจึงเงยหน้าขึ้นมาหยอกเย้า จากนั้นก็ต้องส่งเสียงครางออกมาอย่างอดกลั้นไม่ไหว

“จ๊วบ ๆๆๆ ท่านอาจารย์นางงามที่รัก ข้ายังมีวิชาก้นหีบ ชิวหาเอกสุริยัน อีกด้วย เป็นอย่างไร ร้ายกาจหรือไม่” เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางระรัวลิ้นไปยังยอดเต้างามสีชมพู บางครั้งถึงกับดูดดุนยอดปทุมถันนั้นไว้ในปาก

“อา... ที่แท้ ชิวหาเอกสุริยัน ร้ายกาจเพียงนี้เท่านั้น” เพ่ยอิงแสร้งข่มความเสียวซ่านเอาไว้ กล่าวพร้อมส่งสายตายั่วยวน

เซียวเฟยเทียนกดร่างเพ่ยอิงให้นอนหงายลงกับพื้น ลี่ลี่ได้สติรีบนำผ้ามารองแผ่นหลังให้นาง จากนั้นเซียวเฟยเทียนบรรจงตวัดปลายลิ้นไปยังจุดอ่อนไหวของเพ่ยเพ่ยอย่างรวดเร็ว ลิ้นของเขาเดี๋ยวก็ปาดไปมาที่ร่องรัก เดี๋ยวก็ชอนไชเข้าไปยังร่องรักอย่างรวดเร็ว แหมเพ่ยอิงไม่ใช่หยกบริสุทธิ์แต่นางเพียงผ่านฮ่องเต้ไก่อ่อนมาเท่านั้น ร่องรักของนางจึงยังงดงามไม่มีส่วนเกินใดให้รำคาญใจ ภายในร่องรักเป็นสีชมพูใส ตามสีผิวกายที่ขาวนวลอมชมพูของนาง

“อา... โอ เฟยเทียน เช่นนี้จึงนับเป็นวิชาไม้ตายอย่างแท้จริง” เพ่ยอิงส่งเสียงครางอย่างสมใจ

“ให้อาจารย์ทำให้เจ้าบ้าง” หลังจากนางเกือบจะถึงจุดหมายด้วยปลายลิ้นของศิษย์รัก เพ่ยอิงดันศีรษะเซียวเฟยเทียนออกจากนั้นจัดท่าราวกับปลาขาวดำในยันต์แปดทิศ จากนั้นต่างคนต่างใช้ชิวหาและปากทำให้อีกฝ่ายมีความสุขอย่างที่สุด เสียงครางกระสันของชายหญิงดังประสานไปทั่วห้องอาบน้ำ

“อา... ใช้ดรรชนีช่วยเช่นนี้ ดรรชนีทะยานฟ้า (เฟยเทียน) ของเจ้าร้ายกาจจริง ๆ เจ้าโกงข้า อา... ไม่ไหว... ไม่ไหวแล้ว  อ๊า......” เพ่ยอิงหวีดร้องเสียงยาวเมื่อเขาสอดดรรชนีเข้าไปยังร่องรักพร้อมระรัวปลายนิ้วไปยังจุดกระสันอย่างรวดเร็ว จนนางได้เสร็จสมเป็นครั้งแรกในวันนี้ แม้เพียงใช้ดรรชนีร่องรักของนางยังกระชับแน่นและตอดรัดปานนี้ ถ้าใช้เฟยเทียนน้อย...

“พอ...พอก่อน” เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นพร้อมดันตัวเซียวเฟยเทียนออกจากร่างนาง

“ทำไมกัน พี่เพ่ยอิง” เซียวเฟยเทียนถามอย่างประหลาดใจ เนื่องจากปกติแล้วนางไม่ยอมเลิกราจนกว่านางจะเคลิ้มหลับไปเอง

“เจ้าช่างเสียที ที่เป็นยอดยุทธ เจ้าไม่ใส่ใจสังเกตรอบ ๆ ลานประลองเลยรึ” เพ่ยอิงกลั้นหัวเราะ พร้อมสัพยอก แววตาซุกซน

เมื่อกำลังเกี่ยวก้อยขึ้นเขาวูซันกับสาวงามระดับเพ่ยอิง ผู้ใดจะมีกระใจสนใจสิ่งรอบตัว เซียวเฟยเทียนหันมองรอบ ๆ ห้อง พบว่าโฉมสะคราญทั้งสี่นาง ตอนนี้ยืนหนีบขาแน่น ขบริมฝีปาก ใบหน้าแดงร้อนผ่าว มีหยาดน้ำใสๆ ไหลรินจากบริเวณร่องสาว ปกติถึงพวกนางจะทราบว่าเซียวเฟยเทียนและเพ่ยเพ่ยมีสัมพันธ์กันอย่างไร แต่นี้เป็นครั้งแรกที่พวกนางได้เห็นกับตาตนเอง จึงมีปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติ

“วันนี้ข้าจะทดสอบการฝึกของเจ้า เจ้าจงกำหราบสาวงามทั้งสี่นี้ให้หมดสิ้น ใครจะเป็นคู่ประมือคนแรก” เพ่ยอิงกล่าวถามพร้อมกับมองไปยังสี่สาวงาม

“อา...” เสียงอุทานดังอาหลุดออกมาพร้อมกันทั้งสี่เสียงราวกับนัดแนะกันไว้ เซียวเฟยเทียนเองรับรู้ได้ทันทีว่าเขาตกไปยังหลุมพรางของเพ่ยอิงแล้ว

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ยอดยุทธทะยานฟ้า
« Reply #1 on: January 26, 2016, 10:10:07 PM »
โฉมสะคราญทั้งสี่ในขณะนี้ร้อนรุ่มด้วยไฟปรารถนา นับแต่ได้พ่อลูกตระกูลเซียวช่วยเหลือ พวกนางก็เริ่มมอบความรักแก่คุณชายรูปงามผู้มีพระคุณท่านนี้ ในช่วงเวลากลียุคเช่นนี้ ชีวิตของหญิงสาวเช่นพวกนางดุจจอกแหนไร้ราก ได้แต่พึ่งพิงผู้เข้มแข็งเพื่อมีชีวิตต่อไป พวกนางถูกคัดเลือกเข้าวังตั้งแต่อายุ 13-14 ปี จากนั้นพวกนางก็ไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตตัวเองอีก ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรักชายใด พวกนางถูกฝึกอย่างเข้มงวดให้ปรนนิบัติผู้เป็นนายเท่านั้น จนกระทั่งได้รับคัดเลือกเข้าเป็นนางสนมรอวันถวายการรับใช้ แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตอันสงบสุขของพวกนางก็จบลง ไฟสงครามลามมายังแคว้นของพวกนาง  แคว้นหนันผิงที่มีกำลังอ่อนด้อยไม่อาจต่อต้านทัพราชวงศ์ซ่งได้ ส่วนโฮ่วสูแม้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าแต่ฮ่องเต้และแม่ทัพใหญ่กลับขัดขากันสืบเนื่องจากสตรี ในที่สุดทั้งสองแคว้นถูกทัพซ่งล้มล้างไป ในยามศึกจะไม่มีผู้ใดให้จัดทหารคุ้มครองพวกนาง ในขณะที่ทหารทัพซ่งบุกเข้าพระราชวังหมายจะจับพวกนางเป็นรางวัลแห่งชัยชนะนั้นเอง สองบุรุษหนึ่งฉกรรหนึ่งชราได้ลอบเข้ามาด้วยกำลังไม่กี่คนแล้วช่วยพวกนางหลบหนีออกมาได้ท่ามกลางกองทัพนับหมื่น วีรกรรมเช่นนี้ย่อมเพียงพอให้พวกนางยอมพลีทั้งใจและกายให้ แค้นใจนักที่บุรุษหนุ่มรานน้ำใจนั้นไม่ยอมรับความปรารถณาดี

“เฟยเทียน ข้าว่าเจ้าเลิกแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ความรู้สึกของพวกนางได้แล้ว พวกนางรักเจ้ามานาน อีกอย่างพวกนางล่วงเลยวันที่ควรออกเรือนมาแล้ว เจ้าคิดทำลายวัยสาวของพวกนางแบบนี้หรือไร รับพวกนางไว้ซะเถอะ” เพ่ยอิงกล่าวอย่างจริงจัง

“ใช่! พวกเรารักนายน้อย พร้อมจะเป็นของนายน้อย โปรดรับพวกเราไว้ด้วยเถอะ” ทั้งสี่นางสลัดความเอียงอายกล่าวขึ้นพร้อมกันด้วยน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยว

“แต่ว่าข้าไม่ได้ช่วยพวกท่านเพื่อหวังผลตอบแทนใด ๆ พวกท่านไม่จำเป็นต้องตอบแทนเช่นนี้ วันหน้าพวกท่านได้พบผู้รู้ใจ ย่อมสามารถจากไปได้ทุกเมื่อ” เซียวเฟยเทียนตอบอย่างนุ่มนวล

“ไม่ พวกเรารักเพียงนายน้อยเท่านั้น พวกเราต้องการเป็นของนายน้อยคนเดียวโปรดอย่าพลักไสพวกเราอีกเลย เหตุใดท่านยอมรับพี่เพ่ยอิง แต่ไม่ยอมรับพวกเราทั้งสี่ไว้ แม้พวกเราไม่งดงาม แต่พวกเรามั่นใจว่าจะปรนนิบัตินายน้อยได้ดี” ลี่ลี่ในฐานะพี่ใหญ่ของกลุ่มกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง

“พวกท่านอย่าเข้าใจข้าผิด ถ้าพวกท่านไม่งดงาม เช่นนั้นสตรีทั้งแผ่นดินคงอัปลักษณ์แล้ว แต่ว่า ข้ารู้สึกกับพวกท่านเช่นพี่น้องเท่านั้น” เซียวเฟยเทียนยิ้มพลางกล่าวตอบ จริง ๆ แล้วเขาย่อมเห็นว่าพวกนางไม่เพียงงดงาม ซ้ำยังงดงามยิ่ง ในใจเขาก็รักพวกนางทุกคน เพียงแต่มีความตะขิดตะขวงใจไม่อยากประพฤติเป็นสมภารกินไก่วัดเท่านั้นเอง เมื่อคราวเพ่ยอิง เขาที่ไม่เคยสัมผัสสตรีมาก่อนย่อมทนทานนางไม่ได้ แต่หลังจากนั้นเขามีความอดทนมากขึ้นจึงประคองตัวอยู่ท่ามกลางหมู่ดอกไม้งามเหล่านี้ได้โดยมิได้ประพฤติเหลวแหลก
สตรีทั้งสี่หันไปมองหน้ากัน จากนั้นพร้อมใจกันรุมล้อมเซียวเฟยเทียนไว้ ต่างคนต่างสวมกอดเซียวเฟยเทียนไว้อย่างแนบแน่น

“วันนี้พวกเราตกลงใจว่าจะเป็นของนายน้อยแน่นอนแล้ว” กล่าวจบลี่ลี่ซึ่งอยู่หน้าเซียวเฟยเทียนก็นั่งลงแล้วประคองความเป็นชายของเขาด้วยสองมือ ริมฝีปากงามของนางดูดดุนส่วนปลายอย่างแผ่วเบา

“พี่ลี่ลี่ อย่า อา...” เซียวเฟยเทียนส่งเสียงครางออกมา เขาไม่สามารถใช้มือพลักเพ่ยเพ่ยออกไปได้เนื่องจากเหม่ยหลินและเหม่ยจูกอดรัดแขนของเขาไว้คนละข้างแนบกับทรวงอกอวบของพวกนางอย่างแนบแน่น พร้อมกับซุกไซร้ที่ต้นคอคนละข้าง แม้พวกนางไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อย่างไรเคยได้รับการฝึกฝนมา เจอหมากตานี้เข้าเซียวเฟยเทียนตาลายสมองหมุมเนื่องจากอารมณ์ที่ยังมิได้ระบายออกกับเพ่ยอิงก่อนหน้านี้บวกกับกลิ่นกายสาวอันหอมหวานและลีลาของพวกนาง

ฉับพลันเพ่ยเพ่ยซึ่งมองเห็นเพียงลางๆ เลื่อนมือมายังพวงไข่ของเข้าพร้อมลูบไล้อย่างแผ่นเบา จากนั้นนางย่อตัวลงแล้วใช้ลิ้นกับพวงไข่จากทางด้านหลัง เซียวเฟยเทียนเสียวกระสันสุดพรรณนาแต่ไม่อาจส่งเสียงครางออกมาได้เนื่องจากริมฝีปากของเพ่ยอิงได้ประกบลงมาแล้ว

“เฟยเทียน เจ้าอ่อนหัดยิ่งนัก สาวๆ ใครจะเป็นคนแรก?” เพ่ยอิงถอนจูบพลางกล่าวถามหญิงสาวทั้งสี่

“พี่สาวทั้งหลาย ช้าก่อน โปรดระงับสติก่อน อย่าได้ อืม...” เซียวเฟยเทียนกล่าวยังไม่จบก็ถูกริมฝีปากของลี่ลี่ประกบไว้ จากนั้นลี่ลี่ยกขาข้างหนึ่งขึ้นหนีบไว้ที่เอวของเขาพร้อมกลับจับแท่งหยกมาจ่อไว้ยังกลีบสาวของนางแทนคำตอบ

ตอนนี้ปากทางเข้าถ้ำหยกของลี่ลี่เผยอออกเล็กน้อย หยาดน้ำไหลเอ่อจนชุ่มฉ่ำ เป็นสัญญาณว่านางพร้อมรับการรุกรานจากเขาเป็นครั้งแรกแล้ว นางจับปลายแท่งหยกถูไถไปที่กลีบสาวช้า ๆ พร้อมครางงึมงำเนื่องจากริมฝีปากยังประกบกันอยู่

“น้องลี่ลี่ อย่าเพิ่งรีบร้อน ให้พี่ช่วยเจ้าอีกแรง เจ้าหนุ่มซื่อบื้อนี่ดีแต่ยืนนิ่งอยู่เฉย ๆ เช่นนี้แท่งหยกของมันอาจทำให้เจ้าขยาดได้” เพ่ยอิงกล่าวพลางเคล้าคลึงปุ่มเสียวของลี่ลี่อย่างแผ่วเบา ทำให้นางเสียวซ่านจนทนไม่ไหว ครางดังขึ้นจนเสียงรัญจวนใจนั้นลอดริมฝีปากที่ประกบอยู่ออกมาได้ หยาดน้ำหล่อลื่นของนางไหลออกมามากขึ้นจนมือของเพ่ยอิงเปียกแฉะไปหมด สาวงามอีกสามนางได้ยินเสียงนั้นต้องรู้สึกกระสันรัญจวนใจเพิ่มขึ้นอยากช่วยไม่ได้ เหม่ยหลินและเหม่ยจูจับมือของเซียวเฟยเทียนมาลูบไล้ปากทางเข้าถ้ำหยกของพวกนาง พร้อมเบียดตัวเข้าหามากขึ้น ส่วนเพ่ยเพ่ยลุกขึ้นสวมกอดเซียวเฟยเทียนจากด้านหลังใช้เต้างามของนางเคล้าคลึงกับแผ่นหลังของเขาเพื่อระบายความเสียวซ่านในใจ เสียงครวญครางดังประสานกันระงมไปทั่วห้องอาบน้ำ

กลีบกุหลาบของลี่ลี่ค่อยๆ กลืนกินส่วนปลายของแท่งหยกเข้าไปช้า ๆ ความอบอุ่นและนุ่มนวลแต่กระชับนั้นทำให้เซียวเฟยเทียนไม่สามารถสะกดจิตใจได้อีกต่อไป เขาสอดลิ้นเข้าไปในปากของลี่ลี่และสวมกอดนางอย่างแนบแน่น ทำให้อารมณ์ของนางเตลิด

“พี่ลี่ลี่ พี่สาวทุกท่าน ข้ารักพวกท่านยิ่งนัก” เซียวเฟยเทียนถอนจูบพร้อมกับบอกรักต่อทั้งหมดจากนั้นประทับจูบลี่ลี่อย่างดูดดื่มอีกครั้ง

“พี่ลี่ลี่ ท่านร้องไห้หรือ” เขากล่าวอย่างแปลกใจ หลังจากประทับจูบแล้วสัมผัสได้ถึงความเค็มประแล่มที่ปาก

“ข้าดีใจมาก นายน้อย ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเรารอวันนี้มานานแค่ไหน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ตกอยู่ในอ้อมกอดของท่านเมื่อท่านพาพวกเราฝ่าวงล้อม ใจของพวกเราก็เป็นของท่าน” นางกล่าวพลางซบหน้าลงกับบ่าของเซียวเฟยเทียน

“พี่ลี่ลี่ ท่านเรียกผิดแล้ว ท่านยังเรียกข้าเป็นนายน้อยอีกหรือ” เซียวเฟยเทียนกล่าวยิ้มๆ

“โอ เทียนหลาง” ลี่ลี่และสาวงามที่เหลือกล่าวออกมาพร้อมกัน

ลี่ลี่กอดรัดเขาแน่นยิ่งขึ้น เซียวเฟยเทียนซุกไซร้ที่ซอกคอระหงของนางพลางพยายามกดแก่นกายของเขาเข้าไปยังกลีบกุหลาบที่ฉ่ำเยิ้ม ส่วนปลายเริ่มรุกล้ำเข้าไปได้ จากนั้นเขาขยับแก่นกายเข้าออกช้า ๆ อย่างนุ่มนวล

“อ๊ะ อา...” ลี่ลี่ส่งเสียงครางกระเส่าทุกครั้งที่เขาขยับเข้าออก

“อา... เทียนหลาง ดีเหลือเกิน ข้าเสียว... อา ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว อ๊า ....” ไม่นานนัก ลี่ลี่ครางอย่างยาวนาน ปากถ้ำหยกของนางบีบรัดแท่งหยกของเขาอย่างรุนแรงเป็นระยะ ๆ นางรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ลี่ลี่ขึ้นสวรรค์ทั้งที่แท่งหยกของเขาเข้าไปแค่ปลายเท่านั้น

“พี่ลี่ลี่ ดีหรือไม่ นี่เพียงเริ่มต้นเท่านั้นนะ ท่านพร้อมสำหรับบทต่อไปหรือยัง?” เซียวเฟยเทียนกระซิบถามอย่างแผ่วเบาข้างใบหูลี่ลี่ นางได้แต่พยักหน้ารับ หน้าแดงก่ำ หายใจเหนื่อยหอบจากความเสียวที่ได้รับ

“ข้าจะทำต่อแล้ว ถ้าท่านทนไม่ไหวบอกข้านะ”

“ทำเถอะ ข้าทนไหว” ลี่ลี่ตอบอย่างตื่นเต้น แค่ส่วนปลายนางยังเสียวซ่านจนทานทนไม่ได้ ถ้าเข้าไปจนหมดจะเป็นอย่างไร

“นายน้อย ๆ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” เสียงสาวใช้ที่ระเบียงวิ่งตึงตังมาทางด้านห้องอาบน้ำพร้อมตะโกนอย่างตะหนก

เซียวเฟยเทียนรีบพละจากเหล่าสตรีทั้งหลายอย่างไม่เต็มใจ แล้วรีบแต่งตัวอย่างลวกๆ เมื่อออกมาจากห้องอาบน้ำ พบสาวใช้ที่มาส่งข่าวหน้าตาตื่นตกใจ ผมกระเซิงเหมือนรีบวิ่งมาจนหัวทิ่มหัวตำ

“มีเรื่องใดหรือ จึงรีบร้อนเช่นนี้”

“มีทหารปะทะกันแถวป่าสนใกล้ท่าเรือเจ้าค่ะ” หญิงรับใช้ตอบ

“เรื่องปกติในกลียุคเช่นนี้มิใช่หรือ เจ้าตื่นตกใจไปทำไม” เซียวเฟยเทียนตอบยิ้มขำๆ

“คุณหนูเจียวเมิ่งอยู่กลางวงล้อมทหารเจ้าค่ะ” หญิงรับใช้รีบละล่ำละลักตอบ

“ว่าไงนะ!” เซียวเฟยเทียนกล่าวอย่างตื่นตะหนก

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ยอดยุทธทะยานฟ้า
« Reply #2 on: January 26, 2016, 10:11:11 PM »
เดือนสามปีนี้ ทำเนียบสี่ยอดพธูแห่งหางโจวต้องเปลี่ยนเป็นห้ายอดพธูแห่งหางโจวแล้ว เนื่องจากหลินเจียวเมิ่ง (หลินเป็นแซ่ เจียวเมิ่งแปลว่าความฝันอันอ่อนหวาน) เติบโตเป็นสาวสะคราญโฉมอายุ 16 ปี ความงามแรกแย้มของนางเป็นที่เลื่องลือจนต้องนับนางรวมไว้ด้วย  สี่ยอดพธูเดิมล้วนเป็นสตรีมีเจ้าของ ดังนั้นบุรุษหนุ่มที่ยังไม่มีคู่ครองในเมืองต่างหลงงมงายในความงามและนุ่มนวลอ่อนหวานสมดังชื่อของนางเป็นพิเศษ ยกเว้นเพียงผู้เดียวคือเซียวเฟยเทียน

หลินเจียวเมิ่ง เป็นลูกสาวคนเดียวของเถ้าแก่ใหญ่กิจการเรือขนส่งของหางโจว เนื่องจากหางโจวเป็นจุดสิ้นสุดของคลองขุดต้ายุ่นเหอที่เชื่อมต่อดินแดนภาคเหนือและใต้เข้าด้วยกัน ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างเมืองหางโจวและลั่วหยางมีความสะดวกรวดเร็ว กิจการของเถ้าแก่หลินจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของแคว้นอู๋เยี่ยว์เป็นอย่างยิ่ง บ้านตระกูลเซียวประกอบการค้า ดังนั้นตั้งสองตระกูลเป็นคู่ค้ากันมาแต่ครั้งรุ่นปู่ เซียวเฟยเทียนมีอายุมากกว่านาง 4 ปี จึงเห็นนางมาแต่เด็ก ด้วยความคุ้นเคยจึงทำให้มองอย่างไรก็ไม่เห็นว่านางงามอย่างที่ร่ำลือ กับเซียวเฟยเทียนแล้ว นางมิได้อ่อนหวานอย่างที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นเนื่องจากเติบโตมาด้วยกันนั่นเอง นางมักหาเรื่องกลั่นแกล้งให้เขาปวดหัวอยู่เสมอ นับเป็นปีศาจน้อยที่งดงามนางหนึ่ง เรื่องนี้บอกไปมิมีผู้ใดยอมเชื่อเพราะใบหน้าของหลินเจียวเมิ่งนั้นดูสุภาพอ่อนหวานเป็นอย่างยิ่ง กิริยาท่าทางก็เรียบร้อยน่ารักสมเป็นคุณหนูตระกูลร่ำรวยที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี

ไม่ว่าอย่างไรนั่นเป็นน้องสาวที่ผูกพันกันอย่างยิ่ง เมื่อฟังว่านางตกอยู่ในวงล้อมของทหาร เซียวเฟยเทียนจึงตื่นตระหนกจนมิได้ถามไถ่สาเหตุ ไม่ได้สนใจแม้จำนวนของทหาร รีบแต่งตัวคว้ากระบี่คู่กายกระโดดขึ้นม้าควบขับไปทางท่าเรือหางโจวทันที

เมื่อมาถึงชายป่าตามที่หญิงรับใช้บอกกล่าว เซียวเฟยเทียนพยายามมองหาและฟังเสียงการไล่ล่าหรือการต่อสู้ แต่ในป่าที่มีต้นไม้แน่นขนัดเช่นนี้ การจะหาคนกลุ่มหนึ่งพบย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

“นายน้อย รอข้าด้วย” เพ่ยเพ่ยรีบใส่แว่นสายตา แต่งตัว แล้วควบม้าตามมาติดๆ แม้นางรีบแต่งกายอย่างรวดเร็วแล้วยังชักช้ากว่าเซียวเฟยเทียนครู่หนึ่ง นางมีสายตาสั้นมาแต่กำเนิด เมื่อตอนนางยังเล็กที่บ้านยากไร้ไม่สามารถหาแว่นสายตาให้นางได้ นางจึงมีหูที่ดีกว่าผู้อื่นเป็นการทดแทน สำหรับการค้นหาคนที่ถูกทหารไล่ล่าในป่าเช่นนี้ นางสามารถระบุตำแหน่งและทิศทางได้จากการฟังเสียงฝีเท้าในระยะหลายลี้ เพ่ยอิงจึงสั่งให้นางตามมาช่วยอีกแรงหนึ่ง

“ขอบใจเจ้ามาก” เซียวเฟยเทียนกล่าวอย่างซาบซึ้งในน้ำใจเมื่อมองเห็นเพ่ยเพ่ยรีบตามมาทั้งที่ยังแต่งกายไม่เรียบร้อย ใบหน้าเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อ

เพ่ยเพ่ยเผยอยิ้มรับคำขอบคุณ จากนั้นรีบสงบสติตั้งใจค้นหาสุ่มเสียงที่ผิดปกติรอบบริเวณใกล้เคียง

“ข้าได้ยินเสียงคล้ายคุณหนูเจียวเมิ่งทางด้านนี้ห่างไปราวสองลี้ (ราว 1 กิโลเมตร) นางกำลังวิ่งพลางสู้พลาง ผู้ไล่ตามมีราวสิบคน” เพ่ยเพ่ยกล่าวพลางชี้ไปทางทิศตะวันออก

“เจ้ารั้งอยู่ที่นี้ ข้าจะรุดไปช่วยคน จำไว้หากมีอันตรายให้รีบหนี ไม่ต้องเป็นห่วงข้า” เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางวิ่งตะบึงไปตามที่เพ่ยเพ่ยชี้บอก ทางข้างหน้าเป็นป่ารก เขาจึงทิ้งม้าเอาไว้กับเพ่ยเพ่ย

หลินเจียวเมิ่งยืนหันหลังพิงต้นไม้ใหญ่ขนาดห้าคนโอบต้นนึง มือขวาตกลงมีโลหิตไหลจากไหล่ขวา นางจึงถือกระบี่ด้วยมือซ้าย พลังฝีมือลดทอนลงกว่าครึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เห็นได้จัดว่านางคงต้านทานได้อีกไม่นาน ฝั่งตรงข้ามมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยสามคน ผู้คนทั้งหมดสิบเอ็ดคนล้อมนางไว้ นางเลือกหันหลังพิงต้นไม้ใหญ่เพื่อให้สามารถรับศึกด้านหน้าเพียงด้านเดียว

ทุกผู้คนจ้องมองนางด้วยสายตาหื่นกระหาย แม้นางต่อสู้และหลบหนีเป็นเวลานานจน ใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อแต่ความงามของนางยังเพียงพอสะกดสายตาบุรุษทุกผู้ เสื้อผ้าที่เริ่มหลุดลุ่ย เสียงหอบหายใจและทรวงอกอวบอิ่มที่สะท้อนขึ้นลงจากการหายใจเหนื่อยหอบนั้นยิ่งกระตุ้นราคะได้มากขึ้น

“แม่นางน้อย อย่าขัดขืนเลย หากพวกเราพลั้งมือไป ทำร้ายใบหน้าอันงดงามของเจ้า จะรับได้อย่างไร จะอย่างไรเจ้าหนีไม่รอดแล้ว ยอมพวกเราแต่โดยดี รับรองพวกเราจะดูแลเจ้าอย่างดี รับรองเจ้าจะมีความสุขอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน หึหึหึ” บุรุษนำขบวนกล่าวกับนางพลางหัวเราะอย่างชั่วช้า มันจ้องมองที่ทรวงอกนางตาไม่กระพริบ

“พวกเจ้าเหล่าบุรุษใช้พวกมากรุมสตรีคนเดียวเช่นนี้ เป็นพฤติกรรมของชายชาติหรือ” หลินเจียวเมิ่งตวาด

“แม่นางน้อยร้ายกาจขนาดนี้ พวกเราไม่ร่วมมือกันจะกำราบเจ้าได้อย่างไร เจ้าอย่าให้พวกเราเปลืองเรี่ยวแรงอีกเลย มิเช่นนั้นถ้าพวกเราไม่มีเรี่ยวแรงปรนนิบัติเจ้าจะเสียดาย”

“ชั่วช้า!” หลินเจียวเมิ่งตวาดแต่ยังยืนอยู่กับที่เดิม นางปารถนาจะสับพวกมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น แต่หากนางไม่ระงับความโกรธ แล้วทะยานออกไปต่อสู้ในสภาพนี้ นางต้องตกอยู่ในวงล้อม พ้ายแพ้เร็วกว่าเดิม

“แม่นางน้อยฉลาดนัก รู้จักหลังพิงต้นไม้ใหญ่ให้พวกเรารุมไม่สะดวก พวกเรา! พลัดกันเข้าไปสู้กับนาง บีบให้นางหมดแรง จำไว้จับเป็น อย่าทำให้ใบหน้านางมีริ้วรอยเด็ดขาด”

บุรุษทั้งสิบเอ็ดค่อยๆ บีบวงล้อมเข้าหา หลินเจียวเมิ่งจับจ้องความเคลื่อนไหวของแต่ละคนตาไม่กระพริบ หรือว่าวันนี้นางต้องถูกหยามย่ำยีโดยชายโฉดเหล่านี้เสียแล้ว

ผู้นำขบวนกุมดาบปราดเข้าหานางเป็นคนแรก เช่นนี้สบใจหลินเจียวเมิ่งพอดี นางตั้งรับอย่างใจเย็น ขอเพียงนางโค่นผู้นำขบวนนี้ลงได้อาจมีทางรอด อีกอย่างฝีมือของผู้คนขบวนนี้ไม่สูงส่งนัก ฟันไปฟันมามีเพียงไม่กี่กระบวนท่า

ผ่านไปไม่กี่กระบวนท่านางเริ่มเป็นฝ่ายมีเปรียบ จากนั้นอาศัยจังหวะเหมาะฟันดาบผู้นำขบวนหลุดจากมือ ผู้นำขบวนนั้นเห็นท่าไม่ดีรีบถอยหนีอย่างลนลาน นางย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสดีเช่นนี้ผ่านไป รีบก้าวปราดออกจากต้นไม้เพื่อสังหารผู้นำขบวนนี้ให้ได้ เห็นได้ชัดว่ากระบี่นี้ต้องแทงทะลุอกคนผู้นี้แน่นอนแล้ว

“อา…” ก่อนที่กระบี่ของนางจะประสบผล พลันรู้สึกทั้งร่างอ่อนระทวย อดอุทานออกมามิได้ กระบี่พลัดหลุดจากมือ ร่างนางล้มลงกับพื้น นางอยากหันกลับไปดูผู้ที่ลอบทำร้าย จนใจที่ถูกปิดสกัดจุดหลายจุด ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ นี่เป็นวิชาฝีมือใดกลับสามารถสกัดจุดหลายจุดที่แผ่นหลังของนางได้โดยการโบกฝ่ามือผ่านเพียงครั้งเดียวโดยที่นางไม่รู้สึกถึงการมาของคนผู้นี้แม้แต่น้อย

“ขอบคุณสหายท่านนี้ที่ยื่นมือช่วยเหลือ ไม่ทราบท่านมียศใด สังกัดใด? เห็นแก่บุญคุญช่วยชีวิต หากสหายพึงตาต้องใจแม่นางน้อยนี้ ข้าให้ท่านชิมน้ำแกงถ้วยนี้เป็นคนแรก จากนั้นเราท่านแบ่งปันกันดื่มเป็นอย่างไร?” ผู้นำขบวนรีบระงับขวัญที่แตกตื่นลง มันแม้เพิ่งถูกความตายกรายศีรษะ รอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ขวัญราคะยังไม่เสื่อมคลาย

“ข้าไม่เคยแบ่งปันน้ำแกงกับสุนัขมาก่อน แม่นางนี้เป็นของข้า พวกเจ้าไสหัวไป” บุรุษผู้มากล่าวอย่างแข็งกร้าว ซุ่มเสียงแหบพร่า เห็นได้ชัดว่าจงใจดัดเสียง คาดว่าไม่มีเจตนาดี

”ที่แท้ท่านต้องการครอบครองนางไว้คนเดียว พวกข้าไล่ต้อนนางมาอย่างเหนื่อยยาก ท่านจึงลงมือประสบผลอย่างง่ายดาย ท่านทำเช่นนี้ โลกนี้ยังมีหลักเหตุผลหรือ อย่างมากให้ท่านเชยชมนางสักหลายวันก่อนแล้วค่อยถึงรอบพวกเราก็ได้” ผู้นำขบวนไม่ทราบฝ่ายตรงข้ามมาได้อย่างได้อย่างไร รอจนเห็นฝ่ายสกัดจุดหลินเจียวเมิ่งล้มลงหลังจากนั้นจึงเห็นคนผู้นี้อยู่ด้านหลังนาง ความสูงส่งของฝีมือเป็นที่คาดได้ อย่างไรก็ตามแม่นางนี้สวยงามอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน หากวันนี้ไม่มีโอกาสได้นาง ชาตินี้คงไม่อาจหาหญิงสาวสะคราญโฉมเช่นนี้ได้อีกแล้ว อย่างไรต้องพยายามต่อรอง

“พวกเจ้าจะไสหัวไปเอง หรือจะให้ข้าลงมือ” ผู้มายืนยันหนักแน่น

“ได้ ท่านฝีมือสูงส่ง พวกเราสู้ท่านไม่ได้ พวกเราไป” อย่างไรรักษาชีวิตไว้สำคัญกว่า แม่นางน้อยนี้แม้งดงาม ยังไม่คุ้มกับการเสี่ยงชีวิต หัวหน้านำขบวนสั่ง จากนั้นทั้งหมดหันหลังกลับเดินออกไป

“ข้าบอกให้ไสหัวไป” บุรุษนั้นกล่าวขึ้น ทันใดนั้นทหารโจรทั้งสิบเอ็ดต่างหน้าทิ่มไถลไปตามพื้นเกือบจะพร้อมกัน หลินเจียวเมิ่งที่หมอบอยู่กับพื้นเห็นคนผู้นั้นยกเท้าถีบบั้นท้ายทหารโจรทีละคน แต่ด้วยความว่องไวของท่าเท้า ทั้งหมดต่างถลาออกไปแทบจะเป็นเวลาเดียวกัน ส่วนบุรุษนั้นปราดเข้ามาได้อย่างไรกลับไม่อาจเห็นชัดตา ตอนนี้นางเห็นหลังผู้มาแล้ว เป็นทหารในชุดเครื่องแบบเดียวกับโจรโฉดเหล่านั้นเอง

“เรื่องในวันนี้ อย่าคิดว่าจะจบลงง่ายๆ ข้าจะให้ท่านแม่ทัพมาคิดบัญชีกับเจ้าแน่นอน พวกเราไปสมทบกับกลุ่มหนึ่ง แม่นางน้อยทางนั้นไม่ด้อยกว่าแม่นางดุร้ายนี้ ไปตอนนี้อาจยังได้แบ่งปันบ้าง” หลังจากลุกขึ้นมาได้ ทหารโจรไม่รอช้า ต่างรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจก็หายไปจากสายตา

ถึงพวกมันจะจากไปแล้ว หลินเจียวเมิ่งทราบดีว่าตัวเองยังไม่พ้นอันตราย ซ้ำร้ายนางยังไม่มีหวังผ่านคราวเคระห์ครั้งนี้ไปได้ ก่อนหน้านี้นางยังสามารถต่อสู้ดิ้นรน แต่ตอนนี้แค่ขยับตัวยังทำไม่ได้

“ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้า พี่เฟยเทียนต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่นอน” หลินเจียวเมิ่งกล่าวข่มขู่ บิดานางไม่รู้จักวรยุทธ คนที่นางพอจะยกมาข่มขู่ได้คงมีแต่พี่เฟยเทียนของนางเอง เท่าที่นางรู้เซียวเฟยเทียนฝีมือพื้นเพธรรมดา พวกนางเรียนกระบี่มาด้วยกัน แม้แต่นางพี่เฟยเทียนยังเอาชนะไม่ค่อยได้ แต่ยามสิ้นหนทางนางเพียงนึกถึงเขาเพียงคนเดียว

“พี่เฟยเทียนของเจ้าเป็นตัวอะไร? ข้าไยต้องเกรงกลัวมัน?” บุรุษนั้นกล่าวพลางหันมา ใบหน้าของมันหยาบกร้านดุร้าย หลินเจียวเมิ่งต้องสยิวกายด้วยความกลัว เทียบกันทหารชั่วช้าเหล่านั้นแล้วคล้ายทหารเหล่านั้นยังน่าดูกว่า

“แม่นางหลิน ท่านไม่ต้องพยายามขู่ข้า ข้าเฝ้าดูท่านมานาน วันนี้ถึงสามารถมาได้จังหวะเวลาพอดีเช่นนี้ พี่เฟยเทียนของท่านโดนท่านกลั่นแกล้งสารพัด มันยังจะมาแก้แค้นแทนท่านหรือ ต่อให้มันมา มันจะทำอันใดได้ อย่าว่าแต่ถึงเวลานั้น ท่านจะแค้นสามีของท่านได้อย่างไร ห้าห้าห้า” มันกล่าวพลางหัวเราะเย้ยหยัน แววตาแฝงไฟราคะ

“วางใจเถอะ ข้ารับรองว่าท่านต้องชอบแน่นอน” มันกล่าวพลางจัดร่างหลินเจียวเมิ่งให้อยู่ในท่านอนหงาย แล้วขึ้นคร่อมตัวนางไว้พลางยื่นหน้ามาใกล้

“จุ๊ จุ๊ ข้าได้แต่มองเจ้าแต่ไกลมานาน คิดไม่ถึงเจ้ามอมแมมขนาดนี้ยังคงงดงาม อืมหอมยิ่งนัก” มันกล่าวอย่างพึงพอใจ พลางทำจมูกฟุดฟิดอยู่บริเวณซอกคอของนาง

หลินเจียวเมิ่งถูกสะกัดจุดได้แต่นอนนิ่งๆ ปล่อยให้มันทำตามใจ น่าแปลกที่เวลานี้ใจนางกลับร่ำร้องหาแต่พี่เฟยเทียนของนาง พี่เฟยเทียนที่น่าตาย ท่านหายหัวไปที่ไหน ไยไม่มาช่วยข้า ถึงนางจะรู้ว่าโอกาสที่พี่เฟยเทียนจะมาช่วยนางได้แทบไม่มี แต่ใจนางยังคงภาวนา ในใจลึกๆ นางรักเขา ต้องการเป็นภรรยาของเขา แต่ตอนนี้คงไม่มีโอกาสแล้ว นึกถึงตอนนี้น้ำตานางไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ แต่ด้วยถือทิฐิ นางไม่ยอมกล่าววิงวอนแม้สักครึ่งคำ

”เจ้าดีใจที่จะมีสามีจนร้องไห้เลยรึ ไม่ต้องห่วงวันนี้เจ้าได้มีแน่”บุรุษนั้นยกมือปาดน้ำตาให้นาง ดูเหมือนว่าน้ำตาของนางจะยิ่งกระตุ้นให้มันอยากย่ำยีนางมากกว่าเดิม

โจรชั่วนั้นเริ่มลงมือไซร้ซอกคอของหลินเจียวเมิ่ง ถึงนางจะไม่ยินยอมและหวาดกลัว แต่ตัวเลวร้ายนี้กลับร้ายกาจยิ่งนัก มันไซร้ซอกคออย่างชำนาญ สลับกับการพรมจูบไปทั่วคอของนาง จากนั้นค่อยๆ ไซร้มายังใบหู

“อา…”

เมื่อมันขบกัดติ่งหูของนางเบาๆ หลินเจียวเมิ่งอดครางออกมาคำนึงมิได้ นี่นางเป็นอะไรไป คนคนนี้กำลังหยามย่ำยีนาง เหตุใดนางรู้สึกตื่นเต้นและเคลิบเคลื้มเช่นนี้ รู้สึกทั่วร่างเบาหวิวดั่งล่องลอย

“หึหึ เจ้าเริ่มชอบแล้ว”

มันกล่าวอย่างผู้มีชัย จากนั้นรุกนางหนักกว่าเดิม มือมารของมันเริ่มลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังของนาง สร้างความสบายแก่นางอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกมีลมปราณเบาสบายสายหนึ่งถ่ายทอดมาทุกจุดที่มันลูบไล้ไป จนนางต้องขบริมฝีปากเพื่อไม่ให้ส่งเสียงครางออกมา

“กลั้นไว้ไยกัน หึหึ ได้ ข้าจะทำให้เจ้าครางออกมาเอง อืม เจ้าหอมยิ่งนัก ผิวช่างเรียบลื่นนวลเนียน”

มันกล่าวกระซิบที่ข้างหูของนาง พร้อมกับสอดมือเข้าไปในเสื้อของนางทางด้านหลัง ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นสัมผัสกับแผ่นหลังเปล่าเปลือยของนาง มันให้ความรู้สึกสยิว เคลิบเคลิ้มกว่าการสัมผัสนอกร่มผ้าเมื่อครู่เสียอีก ใจนางเริ่มเตลิด อยากให้มันลูบคลำอย่าได้หยุด แต่ยังคงขบริมฝีปากแน่น ฝ่ามือของมันร้ายกาจยิ่งนัก จมูกปากของมันกลับร้ายกาจยิ่งกว่า ไม่นานหลินเจียวเมิ่งเริ่มลืมเลือนว่าตอนนี้โดนบุรุษที่ไม่รู้จักย่ำยีอยู่กลางป่า นางกลับรู้สึกเบาสบายเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ สายรัดตัวเอี๊ยมของนางถูกแกะออกโดยที่นางไม่รู้ตัว จากนั้นฝ่ามือหยาบใหญ่นั้นเริ่มรุกคืบมาทางด้านหน้า

“อา… ซี้ด…”

ในที่สุดนางไม่สามารถกลั้นไว้อีกต่อไป ต้องครางออกมาอย่างสยิว สมองขาวโพลนไปหมด

“ไม่นึกว่าเจ้าจะซ่อนของดีไว้ขนาดนี้”

บุรุษนั้นกล่าวอย่างพึงพอใจเมื่อได้สัมผัสความอวบอิ่มเต็มไม้เต็มมือของหลินเจียวเมิ่ง มือมารนั้นเคล้าคลึงปทุมถันอวบอิ่มอย่างนุ่มนวลจนทำให้นางครางออกมาอย่างลืมตัวในที่สุด

“อึ๋ย… อา… เจ้า เจ้า เอามือของเจ้าออกไปนะ!”

นางพยายามข่มความเสียวซ่านห้ามปราม แต่ดูจะไม่เป็นผลแม้แต่น้อย มือของมันยังเคล้าคลึงเต้าอวบของนางไม่ยอมหยุด ลึกๆ ใจนางเองก็ไม่แน่ใจว่าอยากให้มันหยุดหรือไม่ โอ บุรุษที่น่าตายนี้ ภายนอกดูหยาบกร้าน แต่กลับนุ่มนวลถึงเพียงนี้ ทำให้นางเตลิดจนไม่อาจควบคุมได้แล้ว จากนั้นนางก็ต้องตกใจยิ่งขึ้นเมื่อสาบเสื้อด้านหน้าถูกแบะออก พร้อมกับตัวเอี๊ยมถูกถอดออกไป

“แม่นางหลิน เจ้าสวยมาก สวยจริงๆ”

มันกล่าวอย่างพึงใจเมื่อได้เห็นปทุมถันของหลินเจียวเมิ่งเต็มตา เป็นปทุมถันของหญิงวัยแรกแย้ม ขาวผ่องปานเย้ยหิมะ ผิวพรรณนวลเนียน ไร้สิวฝ้าให้รำคาญตา ปลายถันสีชมพูนั้นยามนี้ชูชันราวกับท้าทายให้ลองลิ้ม

“ว้าย…”

หลินเจียวเมิ่งอุทานออกมาเมื่อบุรุษนั้นใช้ลิ้นสากโลมเลียไปที่ฐานปทุมถันของนาง จากนั้นนางต้องครางออกมาอย่างเสียวซ่านกว่าเดิมเมื่อมันละเลงลิ้นไปที่ปลายถัน

“ซี้ด…อา….”

นางครางออกมาอย่างเสียวซ่าน เป็นความเสียวซ่านที่นางไม่เคยพบพานมาก่อนในชีวิต นางแอ่นอกให้มันเชยชมอย่างลืมตัว

“จ๊วบๆๆๆ อืม “

มันละเลงลิ้นหนักยิ่งขึ้น จากนั้นจึงดูดอมปลายถันของนางเข้าไปในปากหยาบหนานั้นจนหมด พลางดูดอย่างแผ่วเบา สร้างความซาบซ่านให้หลินเจียวเมิ่งอย่างยิ่ง เสียงดูดที่หยาบคายนั้นกลับกระตุ้นอารมณ์ดำกฤษณาในตัวนางให้ประทุจนแทบทานทนไม่ได้ นางแอ่นอกให้มันดูดอย่างลืมตัด มันดูดถันด้านซ้ายจนพอใจ จากนั้นมันลากลิ้นผ่านหว่างอกของนางไปยังอกข้างขวา มือของมันไม่ปล่อยให้อกซ้ายอยู่ว่าง มันเคล้าคลึงอกซ้ายที่ฉ่ำไปด้วยน้ำลายนั้นอย่างนุ่มนวล ยามนี้จุดที่ถูกปิดสกัดของนางคลายออกแล้ว แต่นางคล้ายไม่รู้ตัว แทนที่จะขัดขืนกลับเป็นฝ่ายกอดรัดศีรษะของมันอย่างลืมตัว ราวกับว่ากลัวมันจะหยุดกระนั้น

“อา…. ข้า….เสียว…ไม่ไหวแล้ว….อา…หยุดเถอะ….ข้าจะขาดใจแล้ว”

หลินเจียวเมิ่งครวญครางออกมาหลังจากมันดูดดุนโลมเล้าถันซ้าย ขวาสลับกันไปมาพักหนึ่ง ตอนนี้มันรู้แล้วว่านางต้องการสิ่งใด มันประกบจูบหลินเจียวเมิ่งอย่างดูดดื่ม นางจูบตอบอย่างดูดดื่มเช่นกัน วงแขนของนางกอดรัดมันแนบแน่น

“อืม….”

หลินเจียวเมิ่งครางออกมาเมื่อลิ้นซุกซนนั้นชอนไชเข้ามาล้อเล่นกับลิ้นของนาง ปากของทั้งสองประกบ ร่างทั้งสองประกบกันนางรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของมันที่พาดอยู่กับหน้าขาของนาง นั่นช่างน่ากลัวยิ่งนัก มันช่างแข็งแกร่ง ใหญ่โต และร้อนลวก สิ่งนี้จะแทรกเข้ามาในร่างกายนางหรือ โอ นางจะรับมันไหวหรือ พอคิดความเสียวซ่านก็ยิ่งพลุ่งขึ้น หล่อลื่นไหลออกมาจนนางรู้สึกฉ่ำชื้นที่หว่างขา

“เจ้าแฉะขนาดนี้เชียว รู้สึกดีใช่ไหม”

ไม่ทราบมือของมันรุกรานลงมาด้านล่างตั้งแต่เมื่อไร กระโปรงของนางถูกถกขึ้นถึงเอว ช่างน่าอายนัก นี่นางมีอารมณ์ร่วมไปกับชายที่กำลังขืนใจนางหรือนี่ มือมารนั้นลูบไล้ไปตามร่องสาวที่ชุ่มชื้นอย่างแผ่วเบา นางรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นแปร๊บเข้าสู่สมอง ไม่มีความคิดจะต่อต้านแม้แต่น้อย

“ซี๊ด… เจ้าทำอะไร เอามือออกไปนะ อา…”

มันไม่เพียงไม่เอามือออก ซ้ำยังกดปลายนิ้วลงยังตำแหน่งที่ไวต่อความรู้สึกของนาง เมื่อแตกเนื้อสาว นางเคยสัมผัสโดนมันเมื่อยามอาบน้ำ แต่ความเสียวซ่านนั้นไม่อาจเทียบได้เลยกับการโล้มเล้าของมือเจ้าผู้นี้ จากนั้นมันรูดกางเกงชั้นในของนางออก จากนั้นระรัวนิ้วลงไปยังเม็ดแตดของนาง

“อ๊ะๆๆๆ… อ๊า….”

ไม่นานนักหลินเจียวเมิ่งก็ได้สัมผัสถึงจุดสุดยอดเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่นางรู้ว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในวันนี้อย่างแน่นอน

“เจียวเมิ่ง เป็นของข้าเถอะนะ ข้าจะถนุถนอมเจ้าเอง”

มันพูด โอ นี่จะให้นางตอบอย่างไร มันเป็นใครนางยังไม่ทราบ แต่ความเสียวสยิวนี้ความตื่นเต้นนี้ ทำให้นางอยากลองสักครั้ง ใช่ นางอยากให้มันนำความแข็งแกร่งนั้นใส่เข้ามา

บุรุษนั้นประทับจูบนางอีกครั้ง นางจูบตอบอย่างดูดดื่ม อารมณ์กระเจิดกระเจิงไม่สามารถหยุดยั้งได้แล้ว ฝ่ามือของมันยังคงลูบไล้ที่ปทุมถันและปากถ้ำหยกของนาง จากนั้นมือที่ลูบไล้ปากถ้ำหยกกลับกลายเป็นแหวกกลีบดอกกุหลาบของนางออกจากกัน

“อย่า…. อย่า…..”

หลินเจียวเมิ่งร้องห้ามแต่นางรู้ดีว่านางต้องการมัน ตอนนี้สิ่งที่นางต้องการจดจ่ออยู่ที่ประตูหยกแล้ว นางรับรู้ได้ถึงความร้อนลวก สิ่งนั้นกำลังฝ่าเข้ามาอย่างช้าๆ แค่ส่วนปลายก็ทำให้นางรู้สึกคับตึงปานจะถูกฉีกออกจากกัน

“อึ๋ย...โอย…”

นางส่งเสียงลอดริมฝีปากที่ประกบกันออกมา นางหลับตาด้วยความเจ็บปวด

พี่เฟยเทียน ข้าผิดต่อท่านแล้ว ในวินาทีสำคัญนั้นนางพลันนึกถึงเซียวเฟยเทียน ฉับพลันนางถอนริมฝีปากหนี แล้วกัดไปที่ริมฝีปากมันอย่างรุนแรง จากนั้นกระชากดึงจนริมฝีปากมันหลุดติดปากนางออกมา เอ๊ะ! เป็นไปได้อย่างไร นางกัดริมฝีปากคนผู้นี้จนขาดได้หรือ หลินเจียวเมิ่งตกใจราวถูกฟ้าผ่า นางรีบลืมตาขึ้นทันที เพื่อพบกับเรื่องน่าตกใจยิ่งกว่า

“พี่เฟยเทียน! เป็นท่าน!”

“ถูกต้องเป็นข้าเอง เจ้าคิดว่ากำลังจะเป็นภรรยาใครหรือ” เซียวเฟยเทียนยิ้มตอบ

“ท่าน ท่าน เลวยิ่งนัก อ๊า…”

เซียวเฟยเทียนใช้จังหวะที่นางไม่ทันสนใจส่วนล่าง สอดใส่เข้าไปจนมิดส่วนหัว

“เจ็บ เจ็บ พี่เฟยเทียน ข้าเจ็บ”

เซียวเฟยเทียนไม่เคยมีประสบการณ์กับสาวบริสุทธิ์มาก่อน ดังนั้นจึงชะงักเล็กน้อย เขาคิดว่าผู้อื่นเหมือนกับพี่เพ่ยอิงที่กระทำได้อย่างเต็มที่

“เจียวเมิ่ง เจ็บมากหรือ หยุดก่อนดีหรือไม่” เขาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

“ถ้าท่านหยุด ข้าจะคิดบัญชีกับท่าน อ๊า…” หลินเจียวเมิ่งกระเง้ากระงอดพลางปั้นหน้าดุใส่

เมื่อเห็นนางไม่เป็นไรแล้ว เขาขยับแท่งหยกเข้าออกอย่างช้า ๆ เพราะกลัวนางจะเจ็บ ความอบอุ่น คับแน่นของถ้ำหยกเกือบทำให้เขาทนทานไม่ไหว การรุกคืบทำได้เพียงทีละน้อยอย่างยากเย็น ดีที่ได้ฝึกกับพี่เพ่ยอิง จึงยังประคองตัวได้

“เจียวเมิ่ง อา... คับแน่นอะไรอย่างนี้”

“พี่เฟยเทียน เฟยหลาง อา... ดีหรือไม่ ซี้ดส...”

แทนคำตอบเซียวเฟยเทียนขยับเข้าออกเร็วขึ้น ปากถ้ำที่เกร็งมากในช่วงแรกค่อยผ่อนคลาย คุ้นชินกับการบุกรุกมากขึ้น ในที่สุดปลายแท่งหยกก็ผ่านเข้าไปได้สามส่วน แล้วชนเข้ากับเยื่อบาง ๆ ภายใน

“เจ็บนิดนึงนะ”

“อืม”

เซียวเฟยเทียนกอดรัดหลินเจียวเมิ่งแน่นขึ้น ประกบจูบอย่างดูดดื่ม เมื่อเห็นนางเคลิ้มแล้วจึงออกแรงดัน มีเสียงฉีกขาดเบาๆ ดังขึ้น

“อ๊า….”

หลินเจียวเมิ่งผวาดิ้นด้วยความเจ็บปวด เซียวเฟยเทียนกอดรัดนางไว้นิ่งเพื่อให้นางปรับตัวรับแท่งหยกซึ่งขณะนี้เข้าไปมิดโคนแล้ว

“อา... พี่เฟยเทียน...คับมาก ตัวข้าแทบจะแยกออกจากกันแล้ว อยู่นิ่งๆ สักครู่นะ”

“เจียวเมิ่ง ข้ารักเจ้า”

“ขืนใจข้าแล้วเพิ่งจะมารักหรือ”

นางทำหน้าล้อเลือนแต่นัยน์ตาฉ่ำเยิ้ม

เซียวเฟยเทียนไม่ตอบคำ แต่เริ่มขยับอีกครั้ง

“อ๊า... บอกให้อยู่เฉยๆ ไง คนเลว อ๊า... อาเสียวจัง แน่นไปหมด อา...”

ต่อจากนั้น ไม่มีผู้ใดมีใจจะสนทนาอีก มีแต่เสียงครวญครางด้วยความสุขกระสันดังไปทั่วป่า

ถ้ำหยกของหลินเจียวเมิ่งตอดรัดแท่งหยกของเซียวเฟยเทียนแนบแน่น ตอนแรกเซียวเฟยเทียนเพียงขยับได้ช้าๆ จากนั้นเมื่อนางเริ่มปรับตัวได้ ลีลารักจึงดำเนินไปอย่างเร่าร้อนขึ้น น้ำหล่อลื่นออกมามากขึ้น กระนั้นแท่งหยกยามเข้าออกยังคงเสียดสีกับความคับแน่นจนทั้งสองต้องคราญครางประสานกัน เซียวเฟยเทียนเริ่มทำรุนแรงมากขึ้นของหลินเจียวเมิ่งครวญครางรับอย่างเร่าร้อน

เมื่อเซียวเฟยเทียนเห็นว่านางพร้อมแล้วจึงสาวแท่งหยกออกมาจนเกือบหมด หลินเจียวเมิ่งแอ่นเอวตามราวกับกลัวเขาจะถอนออกไป แต่เซียวเฟยเทียนกลับอัดมันกลับเข้าไปรวดเดียวจนมิด

“อ๊า...คนเลว...อูย...”

นางพูดได้เพียงเท่านั้นเซียวเฟยเทียนสาวแท่งหยกเข้าสุดออกสุดสลับกับเข้าออกสั้นๆ ถี่ๆ สมองของหลินเจียวเมิ่งขาวโพลน นางไม่ทราบถึงจุดสุดยอดไปกี่ครั้ง

“พี่เฟยเทียน เร็วอีก เร็วอีก ข้า...ข้า...จะถึงแล้ว”

เซียวเฟยเทียนได้ยินดังนั้นจึงเร่งจังหวะขึ้น เสียงเนื้อกระทบเนื้อถี่ยิบดัง พั่บ พั่บ พั่บ

“อ๊า.... เสียว...เสียวมาก...อ๊า......”

หลินเจียวเมิ่งกระสันถึงที่สุด ร่างงามกระตุกเกร็ง กอดรัดเซียวเฟยเทียนแน่น แหงนหน้าเริ่ดครางออกมาอย่างสุขสม

ถ้ำหยกของหลินเจียวเมิ่งบีบตอดรัดแท่งหยกจนในที่สุดเซียวเฟยเทียนทนไม่ไหว ต้องขบกราม กระแทกครั้งสุดท้ายเข้าไปจนมิดปล่อยน้ำรักเข้าไปในถ้ำหยก ความอุ่นของน้ำรักที่ฉีดรดมดลูกเป็นครั้งแรกทำให้หลินเจียวเมิ่งเสียวจนตัวกระตุกถึงจุดสุดยอดไปอีกครั้ง ถ้ำหยกจึงตอดรัดซ้ำราวกับว่าต้องการรีดน้ำรักออกมาทุกหยาดหยด

“อา... เสียวเหลือเกิน... พี่เฟยเทียน ไม่ไหวแล้ว ข้าเกือบขาดใจตายแล้ว อืม” หญิงสาวพักหอบหายใจหลังเพิ่งพบกับความสุขที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนนับครั้งไม่ถ้วน

เซียวเฟยเทียนโอบนางเข้ามายังอ้อมอกประกบจูบหลินเจียวเมิ่งอย่างดูดดื่ม ในเวลานี้ถ้อยจำนรรจาใดล้วนไม่สำคัญแล้ว

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ยอดยุทธทะยานฟ้า
« Reply #3 on: January 26, 2016, 10:11:42 PM »
เมื่อทราบตำแหน่งของหลินเจียวเมิ่ง เซียวเฟยเทียนอาศัยท่าเท้าท่องคลื่นตะบึงผ่านระยะทางเพียงสองลี้ในเวลาไม่นาน ระหว่างทางพบทหารแคว้นอู๋เยี่ยว์ที่ไล่ล่าหลินเจียวเมิ่งไม่ทันถูกทิ้งไว้ล้าหลัง เซียวเฟยเทียนฉุกคิดได้ว่าครานี้มีเรื่องกับทหารทางการ ทางที่ดีควรพยายามปกปิดร่องรอย จึงจี้จุดสลบแล้วขโมยชุดทหารมา แล้วสวมหน้ากาก เมื่อมาถึงเขาพบว่าทหารเหล่านั้นฝีมือพื้นเพธรรมดา หลินเจียวเมิ่งบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ยังคงปลอดภัย เขานึกอยากทราบว่าหลินเจียวเมิ่งตอแยทหารเหล่านี้ได้อย่างไร จึงแอบแฝงตัวอยู่บนต้นไม้ แต่แล้วหลินเจียวเมิ่งลงมืออย่างดุดันเกือบสังหารหัวหน้าทหารกลุ่มนั้น เขาไม่ต้องการให้มือของนางเปื้อนเลือดจึงลงมือสยบจุดนางไว้ จากนั้นนึกสนุกขึ้นมา

ตอนแรกเซียวเฟยเทียนเพียงต้องการหยอกล้อเอาคืนหลินเจียวเมิ่งบ้างเท่านั้น เขาคิดเพียงจะทำให้นางเกิดความต้องการแล้วปล่อยนางไว้อย่างนั้นสักพัก จุดที่สกัดไว้เพียงตื้นๆ จะคลายออกเอง แต่เพราะนางงดงามเกินไป ก่อนนี้เขาเองก็มองว่านางงดงาม เพียงแต่เติบโตมาด้วยกัน บวกกับเขาห้อมล้อมด้วยสาวงาม จึงมองไม่ออกว่านางงดงามเฉิดฉันกว่าหญิงใด ยามนี้พิศดูอย่างใกล้ชิด กอปรกับเขายังคั่งค้างจากเพ่ยอิงและลี่ลี่ ยามเข้าด้ายเข้าเข็มจึงไม่อาจหยุดได้ เรื่องจึงเกินเลยมาขนาดนี้ จะอย่างไรทั้งสองบ้านมีพันธะหมั้นหมายกำหนดไว้ในใจอยู่แล้ว ทั้งเขาเองก็รักนาง แต่ด้วยความแสบซนของนางบวกกับนางยังเป็นเด็กหญิงจึงหักห้ามใจไว้ ยามนี้นางเองก็เติบโตเป็นสาวแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องหักห้ามใจอีก ก่อนนี้เขาไม่แน่ใจว่าคิดอย่างไร นางรักเขาหรือเห็นเขาเป็นพี่ชาย แต่เมื่อเห็นน้ำตานางเมื่อยามเอ่ยถึงเขา หากไม่ทราบความในใจนางคงเป็นตัวโง่งมใหญ่แล้ว

“พี่เฟยเทียน ข้ามีคำถาม พี่ต้องตอบมาตามตรง” หลินเจียวเมิ่งเอ่ยขึ้น หลังจากพักผ่อนในอ้อมกอดเขาอยู่พักหนึ่ง

“เจียวเมิ่ง พักผ่อนก่อนดีหรือไม่ มีเรื่องใด กลับไปค่อยสนทนา” เซียวเฟยเทียนพยายามยื้อเวลา เขาทราบดีว่านางจะถามอะไร

“ท่านอย่าได้เฉไฉ ข้าไม่เหนื่อยแล้ว”

“ถ้าเช่นนั้น ต่ออีกดีหรือไม่”

“ฮึ ตัวเลวร้าย ถ้าข้าไม่เผลอ ท่านอย่าได้หมาย ตอบข้ามาตามตรง ท่านเป็นใครกันแน่ ทำไมท่านถึงมีฝีมือสูงส่งปานนี้”

“ข้าสูงส่งที่ไหนกัน ทหารเหล่านั้นปลายแถวเท่านั้น”

“ความว่องไวแผ่วพริ้วของท่าร่างของท่าน การสกัดจุดของท่าน ท่าเท้าของท่าน อย่าว่าแต่เคยเห็น ได้ยินยังไม่เคยได้ยินมา ยังเฉไฉว่าพื้นเพอีก แม้แต่อาจารย์เราท่านก็คงสู้ท่านไม่ได้ ถ้าท่านไม่บอกตามตรง อยากหวังจะได้เข้าใกล้ข้าอีก”

“ถ้าบอกตามตรงแล้วจูบปากอีกได้หรือไม่ ตกลงข้าจะบอกเจ้าตามตรง ข้าคือเจ้าสำนักสราญรมย์รุ่นที่ 3 อาจารย์ของเจ้าคือทูตซ้ายสราญรมย์ ท่านจึงช่วยปิดบังให้ข้า เจ้าอย่าได้เข้าใจว่าท่านพื้นเพธรรมดา แท้ที่จริงพลังฝีมือเหนือกว่าข้าด้วยซ้ำ”

“สำนักสราญรมย์ ชื่อนี้กลับไม่เคยได้ยินมา” หลินเจียวเมิ่งกล่าวอย่างแปลกใจ ตามเหตุผลฝีมือระดับนี้สมควรมีชื่อจึงถูกต้อง

“สำนักเราเน้นความสราญรมย์ ลาภยศชื่อเสียงดั่งหมอกควัน มีชีวิตพึงหฤหรรษ์ให้เต็มที่ หากมีชื่อเสียงแล้วต้องประมือกับผู้คนมิได้ขาด ต้องทำทุกทางเพื่อคงไว้ซึ่งลาภยศชื่อเสียง จะสราญรมย์อย่างไรกัน” เซียวเฟยเทียนกล่าวยิ้มๆ

“เช่นนี้เอง” หลินเจียวเมิ่งผงกศีรษะเห็นพ้อง ต้องเกิดความนับถือเล็ก ๆ ขึ้นในใจ

“แต่ถ้าไม่ต้องการสร้างชื่อ ท่านฝึกฝีมือถึงขั้นนี้ เพื่ออะไรกัน”

“หากฝีมืออ่อนด้อย ในกลียุคเช่นนี้ไม่สามารถปกป้องตัวเอง ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ หากเจ้าเป็นอะไรไป มีชีวิตอยู่ไปไยกัน” เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางมองตาหลินเจียวเมิ่งอย่างอ่อนหวาน

“อย่ามาปากหวาน ปกป้องพี่เพ่ยอิง และพี่ลี่ลี่ทั้งสี่ด้วยกระมัง” หลินเจียวเมิ่งรู้สึกหวานวูบในใจ แต่อดสัพยอกมิได้ อย่างไรก็ตามพี่เฟยเทียนมีผู้หญิงห้อมล้อมมากเกินไปแล้ว ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่บุรุษจะมีสามภรรยาสี่นางบำเรอ แต่นางยังรู้สึกรับไม่ได้อยู่บ้าง

“รายละเอียดค่อยเล่าให้เจ้าฟังภายหลัง ที่นี้มิอาจรั้งอยู่นาน พวกเรากลับบ้านแล้วค่อยว่ากล่าว” เขากล่าวกลบเกลื่อนเมื่อเห็นนางหึงหวง

“เฮอะ เมื่อทราบว่าที่นี้มิอาจอยู่นาน ไฉนเมื่อครู่ เมื่อครู่...เฮอะ ตัวเลวร้าย ปากท่านชอบว่าข้าไม่สวย แล้วทำเช่นนั้น...ฮึ” นางกล่าวพลางทุบหน้าอกเขาอยู่แรง

“โอย… ท่านทำร้ายข้าสาหัสนัก” นางพยายามลุกขึ้นรู้สึกเจ็บแปลบที่หว่างขายิ่งนัก อดอุทานออกมามิได้

“เจ็บมากหรือไม่ วางใจเถอะ เจ็บแค่ครั้งแรกเท่านั้น”

“นี่ ท่านยังคิดจะมีครั้งต่อไปอีกหรือ เฮอะ อย่าได้คิดหมาย”

“ฮ่า จริงสิ เจ้ามีเรื่องกับพวกทหารได้อย่างไร พวกมันเพียงคิดลวนลามเจ้าหรือ”

“มิใช่ วันนี้ข้าไปดูกิจการท่านพ่อที่ท่าเรือ ขากลับ... เดินเล่นเข้ามาในป่า เห็นทหารล้อมจับคนกลุ่มหนึ่งอยู่ จึงรีบหันกลับมิคาดพวกทหารเห็นข้าเข้าจึงแบ่งกำลังตามข้ามา ข้าถูกหน้าไม้ยิงเฉี่ยวบาดเจ็บในระหว่างหนีจึงสู้พวกมันไม่ได้”

ที่จริงแล้วหลินเจียวเมิ่งไม่ได้ตั้งใจเดินเล่นเข้ามาในป่า เมื่อเช้านางแอบดูหนังสือที่ท่านพ่อเก็บซ่อนไว้ หนังสือนั้นบรรยายถึงเรื่องที่นางไม่ค่อยเข้าใจ แต่อ่านแล้วรู้สึกรัญจวนใจ นางจึงแอบดูมาหลายครั้ง ขณะอ่านเพลินๆ ท่านแม่พลันให้คนมาตามหาเพื่อให้ไปธุระที่ท่าเรือ ขากลับจิตใจกลับรำลึกถึงเรื่องในหนังสือ เดินเหม่อลอยเข้าไปในป่า จนในที่สุดโดนตัวเลวร้ายนี้สอนให้เข้าใจเรื่องในหนังสือจนได้

“พวกมันถึงกับยิงหน้าไม้ใส่เจ้า แล้วส่งคนตามเจ้ามา แสดงว่าต้องการฆ่าปิดปาก ทหารอู๋เยี่ยว์ทำลับๆ ล่อๆ ในแคว้นตัวเอง เรื่องนี้ต้องมีเลศนัยแน่ ไม่ได้การ เรากลับไปหาเพ่ยเพ่ยกันก่อน ข้าต้องไปดูให้รู้แน่ว่าเป็นเรื่องราวใด เรื่องนี้อาจมีภัยถึงแคว้นอู๋เยี่ยว์เราได้ ท่าทางเจ้าคงเดินไม่ไหว มาให้ข้าอุ้มเจ้าไป”
เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางอุ้มหลินเจียวเมิ่งขึ้น หลินเจียวเมิ่งความจริงจะตอบว่านางเดินเองได้ แต่รู้สึกหมดเรี่ยวแรงจึงปล่อยให้เขาอุ้มแต่โดยดี ท่าเท่าท่องคลื่นโลดแล่นดั่งเหินบิน บวกกับเซียวเฟยเทียนมีกำลังภายในล้ำลึกจึงสามารถอุ้มนางวิ่งโดยไม่ลำบากกินแรง หลินเจียวเมิ่งมีความรู้สึกคล้ายลอยลมดั้นเมฆาในอ้อมอกของคนรัก การเดินทางช่วงนี้ช่างวาบหวามดื่มด่ำนัก


เพ่ยเพ่ยมีขีดความสามารถในการหลบหนี เซียวเฟยเทียนจึงกล้าปล่อยนางไว้ลำพัง ยามนี้นางไม่พบเจออันตรายจึงยังรออยู่ที่เดิม เมื่อเห็นเซียวเฟยเทียนอุ้มหลินเจียวเมิ่งโลดแล่นมาก็ใจหายวาบ คิดว่าหลินเจียวเมิ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ตรงเข้ารับหน้าทันที

“คุณหนูเจียวเมิ่งท่านบาดเจ็บหรือไม่ เหตุใดดูอิดโรยปานนี้ เอ๊ะ ท่านหน้าแดงมาก มีไข้หรือ” นางเห็นหลินเจียวเมิ่งท่าทางดูอ่อนแรงอิดโรย แต่สีหน้าแดงสดใสมีเลือดฝาด หว่างคิ้วดูแฝงไปด้วยความสุข อดสงสัยมิได้

“ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณพี่เพ่ยเพ่ยที่เป็นห่วง” หลินเจียวเมิ่งกล่าวตอบพลางก้มหน้าด้วยความเขินขาย จะให้บอกสาเหตุที่นางอิดโรยได้อย่างไรกัน

“พี่เพ่ยเพ่ยข้ามีเรื่องรบกวนท่านสองเรื่องได้หรือไม่”

“นายน้อยโปรดสั่งการ บ่าวยินดีรับใช้”

“งั้นเป็นสามเรื่องแล้ว เรื่องแรกท่านช่วยหาตำแหน่งผู้คนต่อสู้กันละแวกนี้ เรื่องที่สอง ช่วยพาคุณหนูเจียวเมิ่งกลับไปพักผ่อน ให้ท่านทั้งสองกลับไปยังคฤหาสน์ทันที ไม่ต้องเป็นห่วงข้า เรื่องที่สาม ต่อไปห้ามท่านเรียกข้าเป็นนายน้อย ท่านเป็นบ่าวอีก ทำได้หรือไม่”

“นายน้อย...เอ่อ ข้าจะทำตามเฟยเทียนสั่งการ” เพ่ยเพ่ยกล่าวอย่างเป็นสุขใจ เซียวเฟยเทียนกล่าวเช่นนี้แสดงว่ารับนางไว้แน่แล้ว นางจึงมีความสุขมาก

“เฟยเทียน ข้าได้ยินเสียงกลุ่มคนตามล่ากันเคลื่อนไปทางตะวันตกราว 4 ลี้ ระยะทางไกลเกินไปข้าไม่สามารถบอกได้ว่ามีกี่คน ขออภัยด้วย เสียงโลหะกระทบกันมีไม่มากคาดว่าไม่กี่คนเท่านั้น”

“แย่แล้ว หูนางดีป่านนี้ นางได้ยินเสียงข้าครวญครางหรือไม่ โอ...” ครานี้ถึงรอบหลินเจียวเมิ่งลอบตื่นตะหนก หน้าแดงซ่าน

“หรืออาจเป็นว่าฝ่ายหนึ่งเสียที แทบไม่มีกำลังต่อสู้แล้ว ข้าจะรีบมุ่งตะวันตกไปชมความสนุกสนาน พี่เพ่ยเพ่ยรีบพาคุณหนูกลับไป ท่านสองคนนำม้าไปทั้งสองตัวไม่ต้องทิ้งไว้ให้ข้า เรื่องไม่อาจชักช้าพวกเราแยกกัน” เซียวเฟยเทียนกล่าวจบ ไม่รอให้ทั้งสองทัดทาน พุ่งกายออกไปทันที เพ่ยเพ่ยเห็นหลินเจียวเมิ่งหน้าแดงยิ่งขึ้น คิดว่าอาการนางแย่ลงจึงเร่งให้นางขึ้นควบม้ากลับคฤหาสน์ตระกูลเซียว


เมื่อเซียวเฟยเทียนเร่งฝีเท้ามาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง ก็เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว เห็นหน้าปากถ้ำยืนไว้ด้วยบุรุษเหล็กผู้หนึ่ง อายุราว 40 ปี รูปกายสูงใหญ่ ในมือถือทวนยาว พู่ของทวนไม่ทราบเป็นสีแดงแต่แรกหรือดื่มโลหิตจนแดงฉาน ท่าทางน่าเกรงขามนัก มันคนเดียวอยู่กลางวงล้อมทหารอู๋เยี่ยว์ราว 70 นายยังไม่แสดงความพรั่นพรึง เพียงกำลังขวัญนี้ก็สะกดให้ทหารอู๋เยี่ยว์ไม่กล้าลงมือโดยผลีผลาม เมื่อเซียวเฟยเทียนเร้นกายเข้าใกล้ เห็นว่าบุรุษนั้นได้รับบาดเจ็บไม่น้อย คาดว่าคงต้านทานได้อีกไม่นาน ผู้อยู่ในถ้ำมีความเป็นมาอย่างไรจึงมีผู้คุ้มกันเข้มแข็งปานนี้

“หลินเหยินจ้าว พวกเรายอมรับท่านเก่งกล้าสามารถ แต่ท่านยอมตายเพื่อสตรีนางหนึ่งเช่นนี้ สมควรแล้วหรือ ยอมมอบนางให้พวกเราแต่โดยดี ดีกว่า” นายทหารนายหนึ่งกล่าวขึ้น ท่าทางมันไม่เหนื่อยอ่อนแม้แต่น้อย มันสมควรออมกำลังไว้รอจับปลาตอนน้ำขุ่น เห็นนายทหารนั้นร่างสูงตระหง่าน ท่าทางเป็นมือดี

“หลินเหยินจ้าว! นั่นมิใช่แม่ทัพใหญ่แห่งหนันถังหรือ เขามายังที่นี้ได้อย่างไร สตรีในถ้ำนั้นหรือจะเป็นฮูหยินของเขา” เซียวเฟยเทียนตื่นตระหนกยิ่งนัก หากแม่ทัพใหญ่แห่งหนันถังตายใต้เงื้อมมือทหารอู๋เยี่ยว์ ในพื้นที่อู๋เยี่ยว์เช่นนี้ ต้องเกิดสงครามแน่นอน อย่างไรต้องหาทางช่วยเหลือให้ได้ จะทำเช่นไรดี อีกฝ่ายหนึ่งเป็นทหารอู๋เยี่ยว์คงไม่อาจฆ่าฟันพวกมัน เซียวเฟยเทียนคิดพรางเร้นกายเข้าหากลุ่มคนเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว

“พวกเจ้าไม่ต้องกล่าวข่มขู่ หากเก่งกล้าสามารถ ก็ข้ามศพข้าเข้าไปจับนาง มิใช่รวบรัดยิ่งหรอกหรือ” หลินเหยินจ้าวกล่าวพลางทะยานออกจากหน้าถ้ำ ทหารที่อยู่หน้าสุดมิทันรับมือก็ตกตายในทวนเดียว ทหารอีก 5 นายรีบสะอึกเข้ามาพัวพันไว้ นายทหารนั้นรีบถอยออกจากวงต่อสู้

เซียวเฟยเทียนยามคับขันคิดได้แผนการหนึ่ง เมื่อเห็นหลินเหยินจ้าวพุ่งออกจากหน้าถ้ำจึงรีบถลันเข้าไปในถ้ำอย่างรวดเร็ว ทหารอู๋เยี่ยว์กำลังพัวพันอยู่กับหลินเหยินจ้าวบวกกับท้องฟ้าเริ่มมืดจึงมิมีผู้ใดสังเกตเห็น เมื่อเซียวเฟยเทียนเข้าสู่ถ้ำพลันเห็นประกายกระบี่จู่โจมมาอย่างสะเปะสะปะ จึงรีบลงมือสยบคนไว้

“หลินฮูหยิน ข้ามิได้มีเจตนาร้าย โปรดฟังข้าก่อน” เห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นสตรีรูปกายงดงาม ใบหน้ามีม่านคลุมไว้ ตามกฎหมายสตรีออกนอกบ้านต้องคลุมหน้ามิใช่เรื่องแปลก เพียงแต่กฎหมายข้อนี้หาผู้ปฏิบัติตามได้น้อยมาก นอกจากสตรีมีเจ้าของหรือสตรีสูงศักดิ์แล้ว ไม่มีผู้ใดคลุมหน้า หากท่านใช้เวลาหลายชั่วยามประทินโฉมจะมีผู้ใดยินยอมคลุมหน้าอีก? ดังนั้นเซียวเฟยเทียนมั่นใจว่านางต้องเป็นฮูหยินของหลินเหยินจ้าวแน่นอน ที่ทหารโฉดเหล่านั้นกล่าวว่านางงดงามอาจเป็นเพราะม่านคลุมหน้าหลุดออกมายามหลบหนีแล้ว แม้เซียวเฟยเทียนรู้สึกคันที่หัวใจ แต่อีกฝ่ายเป็นสตรีมีเจ้าของ มิหนำซ้ำยังอาจสูงด้วยวัยวุฒิ จึงมิได้สนใจจะเห็นหน้านางอีก

“เชิญท่านกล่าว เมื่อท่านสามารถเข้ามาในถ้ำและสยบข้าได้ แต่แล้วท่านไม่ได้ทำร้ายข้า คงเป็นพวกเดียวกันแล้ว” สตรีนั้นกล่าวอย่างเยือกเย็น น้ำเสียงไพเราะอ่อนเยาว์ เซียวเฟยเทียนอดประหลาดใจมิได้ ขณะเดียวกันเขารู้สึกนับถือนาง นางเมื่อเผชิญเหตุร้าย กลับรับมือเหตุเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างสงบนิ่ง สมเป็นฮูหยินแม่ทัพเอกแห่งหนันถังยิ่งนัก

“ท่านหลินแม้คับขัน แต่หากให้เขาหลบหนีเพียงผู้เดียวย่อมไม่ลำบากกินแรง ให้ข้าพาท่านแยกหลบหนีไปอีกทางหนึ่งแล้วค่อยนัดพบกันภายหลัง พวกเราย่อมปลอดภัยแล้ว ท่านยินยอมเชื่อใจข้าหรือไม่” เซียวเฟยเทียนอธิบายแผนคร่าวๆ จากการจู่โจมเมื่อครู่ของนาง เขาทราบว่านางไม่รู้จักวิทยายุทธ ดังนั้นเขาคงต้องแบกนางไป ด้วยท่าเท้าท้องคลื่นของเขา แบกสตรีอีกนางหนึ่งหลบหนีย่อมกระทำได้ดั่งที่เคยกระทำมาแล้วหลายครั้ง

“ได้ ข้าเห็นด้วยกับวิธีของท่าน เมื่อพวกเราออกไปยังหน้าถ้ำข้าจะบอกให้ท่านหลินรีบแยกย้ายหลบหนีไปเอง ส่วนจะพบกันได้อย่างไร พวกเราค่อยหาวิธีการภายหลัง ท่านรีบพาข้าออกไปได้แล้ว” นางคิดอยู่อึดใจหนึ่งก็ตอบตกลง ประโยคสุดท้ายแฝงแววออกคำสั่ง เซียวเฟยเทียนรู้สึกขัดใจเล็กน้อย อดหน้าแปรเปลี่ยนมิได้ ในชีวิตเขานอกจากท่านพ่อ ท่านแม่แล้ว ไม่มีผู้ใดกล่าวราวสั่งเขาเช่นนี้มาก่อน แม้แต่นางปีศาจน้อยนั้น ยามต้องการให้เขาทำสิ่งใดให้ยังออกปากขอร้อง แต่เวลานี้ไม่ใช้เวลาพิรี้พิไร เขาจึงโอบอุ้มนางทะยานออกนอกถ้ำทันที

“ล่วงเกินแล้ว”

“อืม...” สตรีนั้นตกใจเล็กน้อย แต่เข้าใจได้โดยเร็วว่าเขามิได้คิดเป็นอื่น จึงปล่อยให้เขาอุ้มแต่โดยดี

“มีคนมาช่วยข้าแล้ว แยกย้ายกันหลบหนีก่อน” พริบตาเดียวทั้งสองออกมานอกถ้ำ เซียวเฟยเทียนรีบปราดเข้าใกล้หลินเหยินจ้าว จากนั้นสตรีนางนั้นจึงตะโกนบอกหลินเหยินจ้าวเพียงสั้นๆ เซียวเฟยเทียนอาศัยช่วงเวลาที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันรับเหตุเปลี่ยนแปลงรีบหลบหนีออกจากวงต่อสู้ทันที เขาไม่ได้ปลอมแปลงโฉมเนื่องจากหน้ากากถูกหลินเจียวเมิ่งกัดขาดไปแล้ว เขาจึงไม่กล้าเสียเวลาเข้าช่วยเหลือหลินเหยินจ้าว หากทหารอู๋เยี่ยว์จำได้ย่อมยุ่งยากมากแล้ว


หลังวิ่งตะบึงมาสักครู่เซียวเฟยเทียนรู้สึกแปลกใจที่ทหารตามเขามาเกือบทั้งหมด ถึงเขาจะมีท่าเท้าท่องคลื่นแต่ตอนนี้อุ้มสตรีนางหนึ่งบวกกับวันนี้ใช้กำลังไปมากมายยามตามหาหลินเจียวเมิ่ง โดยเฉพาะยามร่วมสัมพันธ์กับนาง อดรู้สึกขาอ่อนแรงมิได้ ตอนแรกเขาคิดว่าทหารต้องการจับแม่ทัพหลินเท่านั้น ที่ต้องการจับฮูหยินด้วยเพื่อใช้บังคับให้แม่ทัพหลินยอมจำนน อย่างมากคงแบ่งกำลังสองถึงสามส่วนไล่ตามเขามา ยามนี้หวนนึกถึงคำที่แม่ทัพหลินกล่าวกับทหารเหล่านั้น ฉุกคิดได้ว่าทหารต้องการจับนางเท่านั้น เช่นนี้สตรีนางนี้เป็นใครกัน ถ้านางเพียงแต่งดงามทหารเหล่านั้นคงไม่โง่งมถึงกับเสี่ยงตายกับผู้ห้าวหาญเช่นแม่ทัพหลินเป็นแน่

“ท่านเป็นชาวอู่เยี่ยว์หรือ ท่านจัดการทหารเหล่านี้ได้หรือไม่” สตรีนั้นเอ่ยถามขึ้นหลังพบว่าทหารเหล่านั้นใกล้ไล่เข้ามาทัน

“ถูกแล้วข้าเป็นชาวอู่เยี่ยว์ ทหารเหล่านี้เพียงอาศัยพวกมากเท่านั้น ข้าพอต่อกรได้หากแบ่งพวกมันออกเป็นกลุ่มย่อย” เขากล่าวตอบ

“เช่นนั้นเป็นว่าท่านกลัวพวกมันจดจำออกจึงได้แต่หนีแล้ว เช่นนี้เถอะ ท่านสวมม่านคลุมหน้าของข้าไว้ แต่ต้องรับปากห้ามมองดูใบหน้าข้า” นางเสนอแผนการ

“ท่านคาดเดาได้ชาญฉลาดนัก ข้าจะหลอกล่อให้พวกมันแบ่งเป็นกลุ่มๆ จากนั้นให้ท่านอยู่ในที่ปลอดภัยค่อยจัดการพวกมัน”

“หลอกล่ออย่างไร เอ๊ะ” นางถามอย่างประหลาดใจ ทันใดนั้นก็เข้าใจทันที

เซียวเฟยเทียนทุ่มเทท่าเท้าท่องคลื่นถึงที่สุด ฉับพลันกลายเป็นเงามายาห้าสายคล้ายแยกย้ายกันไปคนละทาง ยามปกติเขาอาจแบ่งเงามายาได้มากกว่านี้ แต่ยามนี้ห้าสายก็สิ้นเปลืองพลังมากแล้ว ทหารเหล่านั้นพากันอุทานออกมา จากนั้นนายทหารนั้นสั่งให้พวกมันแยกออกเป็นห้ากลุ่มตามแต่ละร่างไป
ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา ตัวจริงยังมีเพียงหนึ่งเดียว เซียวเฟยเทียนภาวนาให้กลุ่มที่ตามมาถูกเป็นกลุ่มนายทหารนั้น จะได้ลงมือจับหัวหน้าเสียทีเดียว แต่ฟ้ามิเป็นใจ ที่ตามมาเพียงเป็นกลุ่มย่อยราว 12 นายเท่านั้น เขารีบหาต้นไม้ใหญ่กิ่งใบแน่นหนา ทะยานขึ้นไปแล้ววางสตรีนางนั้นลงบนกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่ง นางรู้สึกราวเหินบิน ตื่นเต้นยิ่งนัก อดกรีดร้องออกมามิได้ ทหารกลุ่มนั้นได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งมาทางต้นไม้นี้โดยเร็ว

“หลับตาลง” สตรีนั้นระงับสติกล่าวพลางถอดม่านคลุมหน้าออกแล้วสวมให้เซียวเฟยเทียน เขาพลันรู้สึกถึงความหอมที่แฝงมากับผ้าคลุมหน้านั้น ต้องเคลิบเคลิ้มเล็กน้อย โอ นี่เป็นหญิงงามเช่นไรกัน เพียงผ้าคลุมหน้ายังหอมละมุนถึงเพียงนี้ เซียวเฟยเทียนนึกถึงคำที่ทหารโจรเหล่านั้นกล่าวว่านางงามเทียบเทียมหลินเจียวเหมิ่งต้องรู้สึกคันที่หัวใจยากจะเกา

“หลังจากท่านจัดการพวกมัน กลับมายังที่นี้ หลับตา ห้ามมองข้า เข้าใจหรือไม่” นางกล่าวราวสั่งการ

“เข้าใจแล้ว” เขาเริ่มเข้าใจว่านางสั่งผู้คนจนเคยชิน ยามนี้จึงใส่ใจอีก รีบละลิ่วลงจากกิ่งไม้เข้ารับหน้าทหารเหล่านั้น

“เจ้าเป็นใคร ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่เช่นนี้มีความผิดสถานใดทราบหรือไม่” ทหารที่ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่มตะโกนข่มขู่

“ผิดหรือไม่ยังกล่าวเร็วไป ก่อนหน้านั้นขึ้นกับว่าพวกท่านจับข้าได้หรือไม่” เซียวเฟยเทียนกล่าวพร้อมกับพริ้วเข้าไปในกลุ่มทหาร ทหารสามนายที่ที่เผชิญหน้ากับเขาก่อนรู้สึกละลานตาแต่ยังฟันดาบประจำกายใส่อย่างรวดเร็ว ทหารนายอื่นพยายามโถมเข้ามาช่วย สตรีบนต้นไม้ต้องอุทานออกมาอย่างลืมตัว นางไม่คิดว่าเขาจะบ้าบิ่นถึงขนาดพุ่งเข้าไปในวงล้อมเองเช่นนี้ แต่แล้วพริบตานั้นเงาดาบทั้งหมดกับชะงักค้างกลางอากาศ นางเห็นเพียงเงาจางๆ สายหนึ่งพุ่งผ่านฉวัดเฉวียนในกลุ่มทหาร จากนั้นทหารทั้งหมดกลับกลายเป็นรูปปั้นทหารทีละคน อย่างรวดเร็วทั้งหมดก็กลายเป็นรูปปั้น

จากนั้นเซียวเฟยเทียนถลันกลับมายังข้างกายนางพร้อมหลับตา นางแอบดีใจที่เขารักษาคำพูด จึงปลดผ้าคลุมหน้าจากเขามาคลุมไว้ จากนั้นพบว่าเขาเหนื่อยหอบ ใบหน้ามีเหงื่อโทรม

“ท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” นางกล่าวถามอย่างห่วงใย

“ไม่เป็นไร...เพียงเหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น” เขาตอบพลางหลับตาโคจรพลัง ที่แท้ทุ่มเทท่าเท้าท่องคลื่นติดต่อกันขนาดนี้ บวกกับใช้มือหักเหมยเทียนซัวเข้าสกัดจุดในพริบตา สิ้นเปลืองลมปราณเป็นอย่างมาก

ท่าเท้าท่องคลื่นแม้ดูเหมือนเป็นเพียงการก้าวเท้าสลับไปมา ที่จริงแต่ละก้าวต้องใช้ลมปราณควบคุมเพื่อให้ก้าวไปยังทิศทางที่ปกติก้าวไปได้ยาก ยิ่งทิศทางพิสดารเช่นเปลี่ยนทิศทางเป็นมุมฉากหรือกลับหลังในพริบตาต้องอาศัยการเปลี่ยนลมปราณในทันใด มือหักเหมยเทียนซัวยิ่งต้องใช้การหายใจที่ผิดธรรมดาถึงใช้ออกได้ เซียวเฟยเทียนมีอายุเพียง 20 ปี อย่างไรการฝึกลมปราณยังจำกัด ทั้งยังต้องเพ่งสมาธิอ่านวิธีดาบทั้ง 12 เล่ม คำนวณทิศทางการก้าวเท้า จำแนกจุดผู้คน 12 คน จากนั้นใช้เคล็ดปาดในมือหักเหมยเทียนซัวสกัดจุด ดูเผิน ๆ ราวกับเดินเล่นในสวน แท้จริงยากลำบากกินแรง
ทหารอีกกลุ่มหนึ่งถูกร่างมายาล่อลวงไปอีกทางหนึ่งแต่ไม่ไกลจากที่นี้มากนัก ยามนั้นได้ยินเสียงอุทานของสตรีจึงเร่งรุดมาทางด้านนี้ เซียวเฟยเทียนยังโคจรพลังได้เพียงห้าส่วน ยามนี้อดเสียใจที่ก่อนหน้านี้เสียพลังไปมากมายในการกลั่นแกล้งหลินเจียวเมิ่งมิได้

“ท่าน…ท่านรีบคลุมหน้าให้ข้า” เขากล่าวพลางหลับตาลง

“หนีก่อนดีหรือไม่ ตอนนี้ท่านดูเหนื่อยอ่อนยิ่งนัก” นางกล่าวอย่างห่วงใย

“ไม่ได้ หากทุ่มเทลมปราณหนีต่อไปจะยิ่งสุ่มเสี่ยง หากลมปราณไม่ต่อเนี่องอาจล้มลงกลางทาง จะอันตรายมากแล้ว ตอนนี้ได้แต่ฝืนใจสยบทหารกลุ่มนี้ก่อน ค่อยหาที่ซ่อนตัว” เขาอธิบาย นางได้ยินดังนั้นรีบสวมผ้าคลุมหน้าให้กับเขาโดยเร็ว

“ระวังตัวด้วย ข้า...ข้าไม่อนุญาตให้ท่านตายเด็ดขาด” นางกล่าวตอนท้ายน้ำเสียงขวยเขินเล็กน้อย ราวกับทราบว่าพลั้งปากไป

“น้อมรับคำสั่ง” นี่เป็นคำสั่งที่หวานชื่นที่สุดที่เขาเคยได้ยินแล้ว เซียวเฟยเทียนยิ้มให้นางพลางพลิ้วลงจากต้นไม้

“อา หากนางยังไม่มีคู่คงดียิ่ง” เซียวเฟยเทียนรู้สึกเสียดายในใจ

ครานี้เขาทราบดีว่าตัวเองยืนหยัดอีกไม่ได้นาน เมื่อลงถึงพื้นไม่พูดจาก็หยิบยืมกำลังที่สัมผัสพื้นเปลี่ยนเส้นทางเข้าหากลุ่มทหารทันที ครานี้ท่าเท้าชักช้าลงเล็กน้อย

ทหารที่โดนจู่โจมก่อนกวาดดาบออกตามสันชาติญาณ ครานี้เซียวเฟยเทียนไม่สามารถใช้ท่าเท้าท่องคลื่นได้แล้ว เขาต้องทุ่มเทสมาธิอ่านทิศทางดาบ ดีที่มือหักเหมยเทียนซัวแฝงเพลงดาบในฝ่ามือจึงใช้ต่อกรกับดาบได้ เซียวเฟยเทียนกราดฝ่ามือเลียดไปตามตัวดาบเอนตัวหลบเล็กน้อย เมื่อฝ่ามือปะทะกับมือที่จับดาบ เขาพลันจี้จุดที่ข้อมือ ทหารนั้นต้องปล่อยดาบอย่างหมดเรี่ยวแรง ถึงตอนนี้ทหารอีกนายหนึ่งฟันดาบมาทางด้านหลัง ถึงจะใช้ท่าเท้าท่องคลื่นไม่ได้เต็มที่ ลำพังท่าเท้าที่ไม่ใช้กำลังภายในยังพอเคลื่อนกายหลบในทิศทางที่ศัตรูคาดเดาไม่ออกได้ ทหารนั้นพลันรู้สึกละลานวูบเซียวเฟยเทียนไม่ทราบมาถึงข้างหลังมันได้อย่างไร ดาบที่มันฟันออกเกือบโดนเพื่อนทหารคนแรกแทนมันจึงรีบรั้งดาบไว้ เซียวเฟยเทียนจึงจี้จุดทั้งสองจากข้างหลังพร้อมกัน

ดาบเล่มหนึ่งพลันแทงมาจาด้านหลัง อีกสองเล่มหนึ่งฟันมาจากทางขวาและซ้าย เซียวเฟยเทียนถลันออกทางขวาเล็กน้อย คมดาบเฉียดผ่านลำตัวอย่างหวุดหวิด จากนั้นเขาหนีบแขนข้างนั้นไว้กำลำตัว พลันลอยตัวขึ้น กราดเตะดาบที่ฟันมาจากซ้ายขวาพร้อมกันทั้งสองเท้า ท่าเท้านี้เตะออกอย่างรุนแรงจนดาบทั้งสองเล่มหลุดออกจากมือเจ้าของ จากนั้นเซียวเฟยเทียนลอยล่ะลิ่วขึ้นแล้วทิ้งตัวลงด้านหลังผู้ลอบทำร้ายแล้วจี้จุดมันไว้

ทหารอีกสองนายรู้สึกข้อมือชาด้าน เท้านี้เซียวเฟยเทียนยั้งมือไว้ไมตรีเพราะพวกมันเป็นทหารแคว้นอู๋เยี่ยว์ มิเช่นนั้นคงเตะข้อมือพวกมันหักไป ยามตะลึงลาน เซียวเฟยเทียนถลันถึงเบื้องหน้าพวกมันแล้วจี้สกัดจุดทั้งสองคน

หางตาเขาพลับเหลือบเห็นทหารที่เหลือวิ่งไปยังต้นไม้ เช่นนี้สบใจเซียวเฟยเทียนพอดีเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามเท่ากับหันหลังให้เขา เขารีบตะบึงเข้าไปด้านหลัง ทหารสองนายที่รั้งท้ายไม่ทันจะหันกลับมารับมือก็ถูกจี้จุดล้มลง

ทันใดนั้นหน้าไม้สามดอกฝ่าอากาศมาถึง เซียวเฟยเทียนใช้ออกด้วยมือหักเหมยเทียนซัวกระแทกทั้งสามดอกเบนเบือนไปพร้อมกัน แต่แล้วมีดอกหนึ่งจู่โจมมาทางข้างหลัง ที่แท้เมื่อครู่ยามรีบร้อนจำแนกจุดคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ทหารนายหนึ่งไม่ได้ถูกสกัดจุดเพียงแต่ล้มลงตามแรงฝ่ามือ ยามนี้จึงยิงหน้าไม้ใส่ในระยะใกล้

จากบทเรียนคราวก่อน ครานี้สตรีบนต้นไม้มิได้อุทานอีก นางยกมือปิดปาก ตาเบิกโพลงอย่างตื่นตะหนก หน้าไม้ดอกนั้นพลันยิงเฉียดแขนซ้ายของเซียวเฟยเทียนไป เขาจำแนกเสียงลมจึงหลบได้อย่างหวุดหวิด เพียงรับบาดเจ็บภายนอกเล็กน้อย ฝีเท้าไม่กล้าชักช้าก่อนที่ทหารเบื้องหน้าทั้งสามจะทันบรรจุหน้าไม้ เซียวเฟยเทียนทุ่มเทท่าเท้าท่องคลื่นอีกครั้ง เคลื่อนตัวเข้าหาทหารทั้งสามแล้วสยบพวกมันอย่างรวดเร็ว

ทหารที่ลอบจู่โจมรีบหันหลังกลับวิ่งหนี แต่จะอย่างไรระยะห่างไม่มากนัก เซียวเฟยเทียนเกร็งกำลังอีกอึดหนึ่งใช้ท่าเท้าท่องคลื่นเข้าสกัดจุดมันจากข้างหลังอย่างรวดเร็ว

เมื่อจัดการทหารทั้งหมดแล้ว เขารีบวิ่งกลับมายังต้นไม้ใหญ่พุ่งกายขึ้นยังกิ่งไม้ นั่งลงแล้วหลับตาลง

“ท่าน...ท่านบาดเจ็บมากหรือไม่ โอ ท่านทุ่มเทเพื่อข้าเช่นนี้ไม่ทราบตอบแทนอย่างไร” นางกล่าวพร้อมถอดผ้าคลุมหน้าจากเขามาคลุมหน้าไว้

“ท่านไม่ต้องตอบแทนข้าหรอก อา...”

“อา...” ทั้งสองอุทานขึ้นพร้อมกัน เพราะเซียวเฟยเทียนรู้สึกไหววูบ เขาสูงใหญ่กว่านาง ยามให้นางถอดผ้าคลุมหน้าจึงต้องก้มตัวเล็กน้อย เนื่องจากเสียลมปราณไปมาก ยามนี้วิงเวียนกะทันหัน เขาค้อมตัวไปทางนางอยู่แล้ว บวกกับนางหัวตัวมาเพื่อถอดผ้าคลุมหน้าให้เขา เขาจึงล้มลงในอ้อมอกของนางพอดี

“ท่าน...ท่าน...” นางกล่าวอย่างตกใจนั่งตัวแข็ง

“ท่านงามยิ่งนัก” เนื่องจากตกใจเซียวเฟยเทียนจึงลืมตาขึ้น ยามนี้ศีรษะเขาพิงอยู่กับอ้อมอกของนาง เมื่อมองขึ้นไปผ้าคลุมหน้าเผยออกเล็กน้อย มองเห็นเพียงริมฝีปากรูปกระจับ ปลายคางเรียว ผิวพรรณขาวนวลละเอียดอ่อน ต้องละลานตาวูบ กล่าวชมออกมาคำหนึ่ง

“ท่านเอาเปรียบข้า” นางกล่าวพลางผลักเขาออกจากอ้อมอก มิคาดเซียวเฟยเทียนกลับหล่นวูบลงจากกิ่งไม้ กระแทกพื้นโดยแรง

*

Offline thep59

  • *
  • 1217
  • 11
    • View Profile
Re: ยอดยุทธทะยานฟ้า
« Reply #4 on: March 21, 2016, 03:21:14 PM »
ขอบคุณครับ

*

Offline kk2fly

  • **********
  • 216
  • 0
    • View Profile
Re: ยอดยุทธทะยานฟ้า
« Reply #5 on: April 13, 2016, 12:08:18 PM »
ขอบคุณมากครับ