ขายหนังโป๊


0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
ขุนช้างขุนแผน
« on: December 02, 2014, 10:13:31 PM »


ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑ (ขุนไกรพลพ่าย)


มาจะกล่าวถึงแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา (ตอนต้น) เมื่อครั้งสมเด็จพระพันวษา ได้ทรงขึ้นครองราชย์
บ้านเมืองก็ประสบกับความสุขอันเนื่องมาจากการที่หัวเมืองสำคัญๆ เช่น เมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน เมืองเชียงทอง ได้เข้ามาร่วมสวามิภักดิ์
ขอเป็นเมืองขึ้นกับกรุงศรีอยูธยา อันส่งผลให้กรุงศรีอยุธยามีความมั่นคง มั่งคั่ง ประชาราษฏร์เป็นสุขกันทั่วหน้า

ณ เมืองสุพรรณบุรี อันเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ก็ได้รับทราบข่าวว่า
สมเด็จพระพันวษา จะเสด็จออกมาประพาส ล่าสัตว์ ซึ่งอยู่ในการดูแลของขุนไกร นายกองซึ่งมีความสามารถ วิชาอาคม ก็ขมังนัก
หนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้า เคยบวชเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ที่วัดป่าเลไลย์ ได้รับวิชาอาคมขลัง จากท่านสมภารมาจนหมดสิ้น

จากการที่ได้รับทราบข่าวนี้ ขุนไกรจึงพาบ่าวไพร่ ทั้งหมดออกจัดทำประรำพิธี คอกต้อนสัตว์
และที่สำหรับประทับของสมเด็จพระพันวษา ณ บ้านของขุนไกร ซึ่งเป็นบ้านที่ปลูกอย่างกว้างขวาง อาณาบริเวณกว้างใหญ่
ภายในปลูกเต็มไปด้วย สวนมะม่วง สวนมะพร้าว และผลไม้ต่างๆ นานาชนิด ยังความร่มรื่นให้แก่บ้านเป็นอย่างยิ่ง
ภายในบ้านมีห้องหับต่างๆ มากมาย และยังปลูกบ้านให้บ่าวไหร่ได้อยู่อาศัยกันอย่างฉันท์พี่ฉันท์น้อง
“อาว์ ซี๊ด พี่ขุน แรงๆ หน่อย ข้าเสียวจังเลย” เสียงครางจากนางทองประศรีดังเบาๆ ออกมาจากห้องที่ปิดไม่สนิทนัก
“เออ ข้ากำลังกระแทกเอ็งอยู่ไง เป็นไง ชอบไหม ว่าแต่นมเอ็งเด้งดีจังเลย ขอข้าดูดหน่อยเหอะวะ” เสียงจากขุนไกรดังตอบมา

จากนั้นก็มีเสียงเตียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ดังเป็นจังหวะต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่ในลานข้างล่าง หยุดเงี่ยหูฟังเสียงนั้นอย่างสนใจ
“เฮ้ย ไอ้พลายแก้ว พ่อมึงจะฆ่าแม่มึงซะละมั้ง” เสียงจากเด็กชายหัวล้าน ตัวดำ หน้าตาน่าเกลียด ดังขึ้น
“ไอ้ช้างบ้า มึงหัวล้านแล้วยังไม่มีความคิดอีก พ่อแม่ของพลายแก้วเขารักกันอย่างนั้น จะมาฆ่ากันได้ยังไง รูปชั่วตัวดำ แล้วยังคิดอุบาทว์อีก”

เสียงใสๆ ดังมาจากเด็กหญิงตัวเล็กๆ หน้าใส ฟันมีเขี้ยวสองข้าง แถมด้วยลักยิ้มสองข้าง น่ารักน่าชังนัก
“เฮ้ย พ่อแม่ข้า เขารักกันอย่างที่น้องพิมบอกแหละ เอ็งคิดบ้าๆ”
เสียงจากเด็กชายหน้าตาหล่อเหลาน่าเอ็นดู อนาคตภายภาคหน้าต้องเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาอย่างแน่นอน
“ก็กูได้ยินอยู่นี่ไง มึงมาฟังสิ เสียงครางของแม่มึง เสียงพูดของพ่อมึง กูจำได้ มาซิ มาฟังดูซิ ยังดังอยู่เลย”
เด็กชายช้างพูดขึ้น (เด็กชายช้าง เป็นบุตรชายของขุนศรีวิชัย และนางเทพทอง ซึ่งร่ำรวยมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐีของเมืองสุพรรณบุรีทีเดียว)
“ไหนวะ ถ้ามึงโม้ มึงโดนตีนกูแน่ ไอ้ช้าง” พลายแก้วพูด พลางชวนพิมพิลาไลเดินเข้ามานั่งยองๆ ฟังอยู่ใต้บ้านข้างๆ กับเด็กชายช้าง
“เออ จริงๆ ด้วยนะ พลายแก้ว พ่อของเธอ กำลังทำร้ายแม่ของเธอแน่ๆ เลยนะ” พิมพิลาไลยกระซิบเบาๆ ข้างหูพลายแก้ว
(พิมพิลาไลย เป็นบุตรสาวของพันศรโยธา และนางศรีประจัน ซึ่งมีอาชีพเป็นพ่อค้า)
“วะ เอาไงดี ข้าชักเป็นห่วงแม่ข้าแล้ว เราหารูแอบดูดีไหม ถ้าเห็นพ่อข้าแกกำลังจะทำร้ายแม่ของข้า เราไปเรียกคนอื่นมาช่วยดีหรือเปล่า”
พลายแก้วเอ่ย และแล้วเด็ก ๆ ทั้ง ๓ ก็เดินด้อมๆ มองๆ อย่างเงียบกริบขึ้นไปบนเรือน ค่อยๆ ย่อง หารูเพื่อมองเข้าไปยังภายในห้อง

แต่แล้วเด็กชายช้างก็เจอก่อน มันเป็นรูที่แตกจากฝ้ากระดานที่แห้ง มีรูแยกเกิดขึ้น จึงได้ทาบตาเข้าไปมอง
แล้วก็ตะลึงค้างอยู่อย่างนั้นจนกระทั่ง พลายแก้วสังเกตเห็นอาการจึงเข้ามาดึงตัวเด็กชายช้างออกมา
แล้วทาบสายตาของตนเข้าไปแทนแล้วพลายแก้วก็ได้เห็นภาพ นางทองประศรี มารดาของตน
กำลังถูกบิดาของตนทำร้าย จริงๆ โดยบิดาของตนเอาทวนเนื้อ แทงเข้าไปในตัวของมารดาตน จนมิดด้ามทุกๆ ครั้ง
แถมทุกๆ ครั้งยังมีการกัดฟัน ขบกราม และคำรามเบาๆ ออกมา ส่วนมารดาของตน ก็คงจะทรมาณมาก
เพราะเห็นเอามือสองข้างมาจับแขนของบิดา เหมือนกับจะห้ามไม่ให้ทำ แต่กลับเด้งสะโพกรับ จนนมสองเต้า กระเพื่อมไปมา รับการแทงของบิดา
“พลายแก้ว ๆ ของพิมดูมั่งซิ” พิมพิลาไลยกระซิบบอกกับพลายแก้ว พลายแก้วจึงถอยออกมาให้พิมพิลาไลยได้ดูบ้าง
พิมพิลาไลย ดูได้ซักพัก ก็ถอนตัวออกมา แล้วเดินลงเรือนไปในพุ่มไม้ด้านล่าง โดยไม่พูดไม่จากับใครเลย
เด็กชายช้างก็รีบเข้ามาแทนที่รูนั้นทันที ส่วนพลายแก้วก็เดินตามพิมพิลาไลยลงไป ด้วยเป็นห่วงว่านางจะไม่สบาย

พิมพิลาไลย เดินหลบเข้ามาในดงไม้มิดชิด และเริ่มแก้ผ้าออกทีละชิ้น เริ่มจากถอดเสื้อออก
มองเห็นหน้าอกที่เริ่มตูมน้อยๆ หัวนมน้อยๆ แดงชูชันอย่างเห็นได้ชัด ตามมาด้วยผ้านุ่ง
มองเห็นหีที่ยังไม่มีขนขึ้นสักเส้นเลย ขาวสะอาดเกลี้ยงเกลา โหนกนูนพูนงาม สองแคมปิดสนิท ซึ่งมีน้ำเยิ้มๆ ออกมา
เมื่อถอดเสื้อผ้าเสร็จพิมพิลาไลยก็นั่งลงกับพื้น แล้วเอานิ้วเกลี่ยเบาๆ ที่ร่องหีที่ปิดสนิท
แตดอันน้อยๆ ยังไม่โผล่หัวออกมา ก็ถูกนิ้วคลึงเคล้าจนกระทั่งมันเริ่มพองตัวสู้มือออกมา
พิมพิลาไลย รู้สึกเสียวอย่างมาก ตั้งแต่ได้ดูพ่อกับแม่ของพลายแก้วเย่อกัน
จึงได้มาทำการตกเบ็ดตามที่ได้เคยเห็นพวกบ่าวสาวๆ มันแอบทำกัน ยิ่งเธอบี้แตดแรงเท่าไหร่
เธอก็ยิ่งเสียวมากขึ้น น้ำเหนียวไหลเยิ้มออกมาเปียกมือของเธอจนเป็นมันเยิ้ม

พลายแก้วที่เดินตามมาทีหลังก็หาพิมพิลาไลยไม่เจอ จึงนั่งรออยู่ที่ริมพุ่มไม้แห่งหนึ่ง รอจนหลับไป
ขุนไกรที่กำลังกระแทกหีเมียตัวเองอย่างเมามัน กระดกตูดอย่างถี่ยิบ ตัวก็ก้มลงไปฟัดหัวนมนางทองประศรีที่เด้งไปมา
รูหีที่รัดควยของขุนไกรเป็นฟองขาว น้ำเงี่ยนไหลเยิ้มลงไปเปียกที่นอนไปหมด
นางทองประศรีร้องครางอย่างถึงใจกับความสุขที่ผัวประทานให้ พลางเด้งตูดรับการกระแทกอย่างเต็มใจ
พร้อมแอ่นนมให้ขุนไกรดูดนม ขุนไกรกระแทกจนเกือบจะเสร็จ ก็หยุด แล้วให้นางทองประศรียืนขึ้นให้เห็นรูปร่างชัดเจน
นมของนางทองประศรีคล้อยเล็กน้อยแต่ปลายงอนช้อยขึ้น หัวนมสีน้ำตาล ตั้งชูชันเป็นเม็ดเขื่อง
เนื่องจากอายุที่ไม่น้อยและการมีบุตรแต่ยังไม่ทำให้เสียความสวยงาม แต่กลับเพิ่มความงามของสาวใหญ่

ต่ำลงมาเป็นหน้าท้องที่อวบยุ้ยน้อยๆ และมาถึงโหนกนูน ที่มีปุยขนดำขลับเปียกน้ำเงี่ยนชุ่มโชกจนลู่ลง
ขุนไกรมองดูรูปร่างของนางทองประศรีแล้วกล่าวชมว่า
“เอ็งนี่รูปร่างยังมีเสน่ห์เสมอเลยนะ ข้ามองยังไงก็ไม่เบื่อ”
“พี่ขุนนี่แหละ ตัวพี่ขุนเองก็หล่อไม่เบาเหมือนกันน้า” ทองประศรีกล่าวเขินๆ
“มามะ เอ็งคลานขึ้นมาบนตัวข้านี่มา มาขี่ข้าบ้างซิ ข้าทำให้เอ็ง เมื่อยเอวไปหมดแล้ว”

ขุนไกรกล่าว พลางนอนลงกับที่นอน ทำให้ลำควยท่อนเขื่องขนาดความยาวไม่น้อยกว่า ๖ นิ้ว ตั้งเด่
หัวบานเป็นดอกเห็นสีม่วงแก่ กระดกไปมารอรูหีที่จะมาถึง
ศรีประจันก็คลานเข้ามาจูบที่ควยของผัวรัก พร้อมอ้าปากอมหัวควยเข้าปาก พลางขยอกหัวควยไปมา
ทำให้ขุนไกรเสียวจนแทบระเบิด แล้วดึงตัวเมียรักขึ้นมา นางทองประศรีก็คลานขึ้นมาบนตัวผัวรัก
นั่งยองๆ แล้วค่อยๆ จับควยของขุนไกร สอดเข้ามายังช่องทางรักอันฉ่ำเยิ้มของตนเอง
แล้วค่อยๆ ห่มตัวลง ให้หัวควย ค่อยๆ แทรกผ่านช่องรูหีเข้าไปทีละน้อย พลางขมวดคิ้วนิ่วหน้า พร้อมสูดปากเบาๆ

ขุนไกรที่ทนเสียวไม่ได้จึงกระแทกควยขึ้นใส่รูหีของนางทองประศรีจนมิดโคน หัวควยไปยันมดลูกของนาง
ทำให้นางทองประศรีซีดปากด้วยความเสียว พลางทุบไปที่ขุนไกร
“พี่ขุนนี่แหละ ชอบกระแทกข้าแรงๆ อย่างงี้ อีกหน่อย หีข้าพังไปละ พี่จะรู้สึก”
“ทองประศรีเอ๋ย หีเอ็งน่ะชั้นหนึ่งนัก ข้าเอาเอ็งมาตั้งแต่ยังสาวๆ จนตอนนี้ก็ยังฟิต ดูดควยของข้าไม่มีเปลี่ยน จะไม่ให้ข้าชอบกระแทกเอ็งได้ไง”
ขุนไกร กล่าวพลางเด้งตูดรับการไสจากนางทองประศรี จนในที่สุด นางทองประศรีก็ร้องครางออกมาดังๆ
“เร็วๆ พี่ขุน เด้งรับข้าหน่อย ข้าจะถึงแล้ว”
“เออ มาเลย เข้าเด้งสุดแรงแล้ว” ขุนไกร กล่าวพลางเด้งตูดรับการกระแทกจากนางทองประศรีเป็นพัลวัน
“เร็วอีกพี่ขุน อีก อีกกกก” นางทองประศรีกระแทกหีใส่ควยของขุนไกรเป็นครั้งสุดท้าย แล้วตัวสั่นนอนฟุบไปกับตัวของขุนไกร

เด็กชายช้างแอบดูถึงตอนนี้ก็รีบถอยออกมาจากรู แล้วย่องอย่างเงียบกริบลงลงไปจากเรือนของขุนไกร แล้วก็เดินไปที่ดงไม้
เห็นพลายแก้วนอนหลับอยู่ ส่วนพิมพิลาไลย ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน จึงเดินหา แล้วก็ได้ยินเสียงครางเบาๆ มาจากดงไม้ด้านข้าง
เด็กชายช้างจึงแอบย่องเข้าไปด้วยหวังว่าจะได้ดูหนังสดอีก
แต่ภาพที่ได้เห็นก็คือ พิมพิลาไลย นอนแก้ผ้าล่อนจ้อนตัวขาวโพลน ผิวเนียน กำลังเอานิ้วแหย่ไปในรูหีตัวเอง
พลางร้องครางออกมา นิ้วก็สอดเข้าไปในรูหีที่คับแคบได้เพียงนิ้วเดียวนั้นเป็นมันเยี้ม พิมพิลาไลยเด้งตูดสู้นิ้วตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต
ทำให้เด็กชายช้างที่แอบดูอยู่ รู้สึกเสียวๆ ที่ไอ้ช้างน้อยตัวเอง มันเริ่มพองก๋าสู้ออกมา

สักพักพิมพิลาไลยก็ถึงจุด นอนนิ่งไป เด็กชายช้างแอบดูอยู่สักพัก รู้สึกไม่มีอะไรแล้วก็เดินกลับบ้านของตนเองไป
ทิ้งให้พิมพิลาไลยนอนแก้ผ้าอยู่ตรงนั้น

ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๒ (การพลัดพราก)

ในที่สุดวันที่สมเด็จพระพันวษา จะเสด็จมาประพาสล่าควายป่าก็มาถึง สมเด็จท่านมีพระพักตร์สี่เหลี่ยม คิ้วดกหนา จมูกโด่งตั้งตรง ริมฝีปากบาง
แสดงให้เห็นถึงลักษณะของคนที่มีอารมณ์ร้อน แต่เป็นคนตรงและมีความจริงใจเป็นที่ตั้ง
ท่านเสด็จมาประพาสยังเมืองสุพรรณบุรีนี้แห่งนี้ ก็เพราะว่าท่านอยากจะได้เจอกับขุนไกรพลพ่าย ซึ่งเคยเป็นทหารที่ตามรับใช้ท่านมา
ตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นเพียงรัชทายาทเท่านั้น ขุนไกรเป็นนายทหารที่มีความเก่งกาจ คาถาอาคมก็ขมังนัก นิสัยก็เป็นคนซื่อสัตย์ไม่โลเล
ดังนั้นท่านจึงเลือกที่จะเสด็จมายังที่แห่งนี้ เพื่อมาพบกับขุนไกรโดยเฉพาะ

วันนั้นขณะที่ขุนไกรได้ล่ำลาเมียรักจนฉ่ำเยิ้มเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาอาบน้ำแต่งตัว เพื่อจะไปรับเสด็จสมเด็จพระพันวษา
ทิ้งให้นางทองประศรีนอนอยู่เพียงคนเดียวในห้อง ซี่งขณะที่ขุนไกรกำลังจะเดินออกจากบ้านนั้น ก็ปรากฏลางร้ายเกิดขึ้นคือ
จิ้งจกตัวหนึ่ง ได้ตกลงมาตายต่อหน้าขุนไกร ทำให้ขุนไกรซึ่งรอบรู้ในเรื่องไสยเวทย์ต่างๆ ต้องหยุดชะงักและต้องมาทำนายทายทักตัวเอง
โดยหยิบเอากระดานชนวนขึ้นมา แล้วเริ่มทำนายตามหลักโหราศาสตร์ที่ได้ศึกษามาเป็นอย่างดี

แต่ต่อให้ขุนไกรขีดเขียนและทำนายตนเองอย่างไร ก็ไม่ปรากฏผล เหมือนดังกับมันไม่มีอะไรให้ทำนาย
สร้างความหงุดหงิดใจให้แก่ขุนไกรอย่างยิ่ง ดังนั้นขุนไกรจึงลุกขึ้นยืนและลงจากเรือนไป
ซึ่งขณะนั้นนางทองประศรีได้ลุกขึ้นมาส่งสามีที่หน้าต่าง แต่นางทองประศรีก็พบว่า สามีไม่มีเงาหัว
เหมือนดังกับมีใครตัดศรีษะของสามีไปฉะนั้น นางขยี้ตาอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดศรีษะของขุนไกรก็กลับมาอีกครั้ง
นางศรีประจันรู้สึกไม่สบายใจ และไม่อยากจะให้สามีของนางจากไปเลย รู้สึกอ้างว้างไม่อยากให้สามีจากไปเลย

ณ ที่ประทับของสมเด็จพระพันวษา ขุนไกรได้เดินทางมาถึงพร้อมกับทหารในสังกัด
เมื่อมาถึงแท่นที่ประทับขุนไกรและทหารติดตามก็ลงจากหลังมา และคลานมาเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน
“เออ ว่าไงวะ ไอ้ขุนไกร ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีนะ ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าละดีใจที่ได้เจอเอ็ง เป็นไงได้ข่าวว่าได้ลูกชายใช่มั้ย...
 เอ็งมันโชคดีจริงๆ เลยว่ะ ข้าเองยังไม่มีซักคน มีแต่อีสาวๆ ทั้งนั้น” สมเด็จพระพันวษาตรัสทักทายขุนไกร
“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้า มีบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อพลายแก้วพระเจ้าข้า...
 เนื่องจากตอนที่ภรรยาของข้าพระพุทธเจ้าตั้งท้องนั้น ฝันว่ามีช้างพลายเผือกวิ่งมาเข้าในท้องพระเจ้าข้า เลยตั้งชื่อตามนั้น” ขุนไกรถวายบังคับตอบ
“เรอะ งั้นลูกเอ็งก็มีบุญไม่เบา วันหลังเอ็งพามาเข้าเผ้าข้าซิ แล้วข้าจะตั้งให้มันเป็นมหาดเล็ก จะได้รู้จักเข้าเจ้า เข้านายได้ ดีมั้ย ไอ้ขุนไกร”

สมเด็จพระพันวษาตรัส พลางมองลงมาที่ตัวขุนไกรที่กำลังหมอบอยู่ด้านล่าง พลางเสด็จลงจากแท่นที่ประทับ
แล้วเสด็จดำเนินไปขึ้นม้าพระที่นั่ง พลางพยักพระพักตร์ให้ขุนไกรแล้วตรัสอีกว่า
“มา เอ็งไปต้อนควายป่ามาให้ข้าล่าได้เล้ว เดี๋ยวเสร็จแล้วไปกินข้าวกะข้า”

ขุนไกรรับคำ แล้วลุกขึ้นเรียกบรรดาทหารคนสนิทให้ขึ้นม้า แล้วกระตุ้นม้าควบนำหน้าหายเข้าไปในป่า
สักพักเดียวก็ได้ยินเสียงป่าแตกครืนครั่นมาแต่ไกล บัดดลก็ปรากฏฝูงควายป่าวิ่งแตกตื่นมายังด้านหน้าของที่ประทับของสมเด็จพระพันวษา
แต่ไม่มีสักตัวเดียวที่ยอมวิ่งมาเข้าในคอก เหมือนกับรู้ว่าถ้ามันเข้ามาอยู่ในคอกนั้น มันจะไม่มีโอกาสที่จะได้กลับมาสู่ป่าอีกเลย

เมื่อฝูงควายป่าตัวหน้าๆ ไม่ยอมเข้าคอกแต่แตกตื่นหนีออกมาด้านข้างนั้น ก็ทำให้บรรดาทหารของขุนไกร ระส่ำระสาย
เนื่องจากจะฆ่ามันก็กลัวพระอาญา แต่ถ้าไม่ฆ่ามันก็จะโดนมันฆ่า สุดท้ายก็เลยแตกฮือ เป็นฝึ้งแตกรัง
ปล่อยให้ฝูงควายป่าวิ่งหนีออกไปจากวงล้อม สร้างความพิโรธ แก่สมเด็จพระพันวษาเป็นยิ่งนัก จึงตะโกนด้วยความโกรธว่า
“ไอ้ขุนไกร มึงทำงานกันยังไงหา ฝูงความป่ามันแตกหนีไปหมดแล้ว ถ้ากูไม่ได้ล่ามัน มึงต้องโดนกูลงโทษแน่ รีบๆ ไปต้อนมันกลับมาเดี๋ยวนี้”

ขุนไกรได้ฟังรับสั่งดังนั้น ก็ตกใจตัวสั่น รีบชักม้าเข้าไปต้อนความป่าเหล่านั้นกลับมา แต่บรรดาควายป่าเหล่านั้นไม่ยอมกลับมา
แถมยังพยายามจะขวิดขุนไกรด้วย แต่ไม่เข้า ด้วยขุนไกรมีอาคมขลัง ขุนไกรจึงเอาหอกแทง แต่ด้วยความซวยมาถึง
ทำให้แทงไปทีไรโดนจุดตายทุกตัว ควายป่าล้มตายไปหลายตัว ที่เหลือก็แตกฮือหนีเข้าป่าไป สร้างความพิโรธให้แก่สมเด็จพระพันวษาเป็นอย่างยิ่ง

ขุนไกรเมื่อไม่สามารถปฏิบัติงานได้สำเร็จ จึงขี่ม้าอย่างเหงาหงอย กลับมายังหน้าพระที่นั่ง แล้วคลานเข้ามากราบทูลว่า
“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ความป่าเหล่านั้นมันไม่ยอมจะเข้ามาในคอกพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจึงต้องฆ่ามันพระเจ้าข้า”
“เออ กูเห็นแล้ว มึงฆ่าควายป่าของกูตายเกลี้ยง ไม่เหลือให้กูฆ่าเลย มึงเป็นบ้าไปแล้วใช่มั้ย หา ไอ้ขุนไกร เอา เอา...
 ถ้ามึงต้องการฆ่า กูก็จะสงเคราะห์มึง เฮ้ย ทหาร เอาตัวไอ้ขุนไกรไปตัดหัวซะ” สมเด็จพระพันวษาตรัสด้วยความโกรธกริ้วอย่างแรง จึงทรงรับสั่งไปโดยไม่ยั้งคิด

ขุนไกรตัวสั่นด้วยกลัวพระอาญา ใจหนึ่งก็รู้สึกเป็นห่วงลูกเมียอย่างเหลือแสน บรรดาทหารก็ฉุดกระชากลากถูให้ขุนไกรมายังลานกว้าง แล้วให้นั่งรอ

ขณะนั้นเพชฌฆาตก็ออกมาพร้อมกับดาบเล่มใหญ่ ขุนไกรก็นั่งลงน้อมรับอาญาอย่างไม่ส่งเสียงอันใด ขณะนั้นเองสมเด็จพระพันวษาก็ทรงตรัสกับขุนไกรว่า
“มึงมีอะไรจะขอกูเป็นครั้งสุดท้ายมั้ยวะ ไอ้ขุนไกร”
ขุนไกรเงยหน้าขึ้นแล้วทูลสมเด็จพระพันวษาว่า
“ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าขอสั่งเสียกับทหารคนสนิทสักหน่อยเถิดพระเจ้าข้า”

สมเด็จพระพันวษาก็พยักพระพักตร์ ให้ทหารคนสนิทของขุนไกรเข้าไปรับฟังคำสั่งเสียของขุนไกร เมื่อทหารคนสนิทเดินมาถึง
ขุนไกรก็กระซิบกับทหารคนสนิทเบาๆ แล้วทหารคนสนิทก็เดินออกมา แล้วกระโดดขึ้นควบมาจากไปทันที
“ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าสั่งเสียเรียบร้อยแล้วพระเจ้าข้า” ขุนไกรทูลตอบแล้วก้มหน้าลงรอรับคมดาบ
ซึ่งขณะเดียวกันนั้น ขุนไกรก็พนมมือบริกรรมอาคม แล้วลูบไปยังที่คอของตนแล้วนั่งนิ่งอยู่
เพชฌฆาตก็เงื้อดาบขึ้นสุดมือ แล้วฟันลงสุดกำลัง !!!

เฮือก นางทองประศรีสะดุ้งตื่นจากความฝัน มันช่างเป็นความฝันที่เหมือนจริงเสียนี่กระไร
นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงเรือนมา พร้อมกับเรียกหาบุตรชายของนางพลายแก้ว

ขณะนั้นเอง นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นมา นางจึงหันไปดู เห็นนายทวนทหารคนสนิทของขุนไกรควบม้าเข้ามาที่บ้านของนาง แล้วลงจากม้า
พร้อมกับบอกกับนางว่า
“เรียนนายหญิง ข้านำข่าวจากพี่ขุนไกรมา พี่ขุนไกรทำความผิดต้องพระอาญาของพระเจ้าอยู่หัว ต้องโดนตัดหัว...
 แต่พี่ขุนไกรได้สั่งข้าให้พานายหญิง กับนายน้อย เดินทางหนีไปอยู่ที่อื่น เพื่อหนีพระอาญา ไม่ต้องโดนนำตัวไปเป็นทาสขอรับ”

นางทองประศรีได้หังดังนั้นแล้ว ก็ล้มลงสลบเป็นลมในทันที ร้อนถึงนายทวนทหารคนสนิท ต้องรีบอุ้มนางขึ้นบนเรือนแล้วทำการปฐมพยาบาลให้นางฟื้นขึ้นมา

ขณะที่นายทวนกำลังปฐมพยาบาลให้นางทองประศรีฟื้นขึ้นนั้น ถ้าแถบของนางก็หลุดออก เผยให้เห็นนมทั้งสองเต้า ขาวลออ อยู่ตรงหน้า
หัวนมสีน้ำตาลอ่อน ตั้งอยู่บนยอดสุด นมของนางถึงแม้จะคล้อยมาบ้างเนื่องมาจากการใช้งานหนัก แต่ยังทรงเสน่ห์ ทำให้นายทวนทหารคนสนิทหยุดชะงัก
จ้องมองจนตาแทบจะถลนออกมา สองมือสั่นเทา ยกขึ้นมาจับที่เต้าเต่งของนางทองประศรี แล้วค่อยๆ เคล้นคลึง

เต้าของนางแม้จะไม่สู้มือเหมือนกับเต้าของหญิงสาวรุ่นกำดัด แต่ยังดีดสะท้อนมือดีอยู่ นายทวนทหารคนสนิทก็ใช้นิ้วมือ คีบดึงเบาๆที่หัวนมของนาง
ทำให้มันเขม็งตึงชี้ชูชันขึ้นมา นายทวนทนไม่ไหวก้มตัวลงดูดเต้านมของนาง เม้มหัวนมเข้ามาในปากดูดเม้มด้วยไรฟันเบาๆ
ทำให้นางทองประศรีส่งเสียงครางออกมาเบาๆ แล้วเอามือกดหัวของนายทวนให้แนบติดกับเต้านมของนาง ทำให้นายทวนได้ใจ
เอามือดึงผ้านุ่งของนางทองประศรีออกมา แล้วใช้มือจับไปบนโคกของนางที่ปกคลุมด้วยพงขนดำขลับ พร้อมกับใช้นิ้วกลางเกี่ยวดึงเอาเม็ดแตดของนางทองประศรี
จนมันแข็งเด่สู้มือ และตรงรูก็เริ่มมีน้ำใสๆ ไหลเยิ้มออกมา นายทวนก็ถอยตัวลงมาก้มหน้าลงใช้ลิ้นเสียไปยังแคมหีของนาง
พร้อมกับดูดเม้มที่ยอดแตดของนางที่ขณะนี้ขยายใหญ่จนแทบจะมีขนาดเท่ากับเม็ดถั่วลิสง
แล้วทำให้นางทองประศรี ยิ่งครางออกมาบิดตัวไปมา แล้วบอกกับนายทวนว่า
“ทวนจ๋า เมียทนไม่ไหวแล้ว เอาควยแทงเข้ามาเถอะ อย่าทรมานเมียอยู่เลย”

นายทวนได้ยินดังนั้น ก็รู้ว่านางทองประศรีพร้อมแล้ว จึงลุกขึ้นถอดเสื้อ และถอดกางเกงออกปล่อยให้ควยขนาด ๗ นิ้ว ดำมะเมื่อม ตะปุ่มตะป่ำไปทั้งอัน
ออกมาผงกอยู่ข้างหน้านางทองประศรี ทำให้นางทองประศรีตะลึงไปว่า นี่มันควยของคนหรือของม้ากันนี่ แต่นางก็ไม่กลัว
ยื่นมามาจับควยของนายทวนดูดเข้าปาก แต่เข้าได้เพียงแต่ดรึ่งเดียวก็รู้สึกติดในคอ

นายทวนจับหัวของนางทองประศรี ให้รูดควยของเขาเข้าๆ ออกๆ อยู่สักพัก ก็ดึงหัวของนางออก แล้วจับขานางถ่างออก
แทรกตัวเข้าไปตรงกลาง จับหัวบานสีม่วงคล้ำจ่อกับรูหีที่สั่นระริกของนางทองประศรี แล้วกดกระแทกตัวเข้าไปเต็มที่
กึกก หัวควยบานเข้าไปจุกอยู่กับปากมดลูกของนาง ทำให้นางทองประศรีหวีดร้องออกมาด้วยความจุก ปนความเจ็บ และความเสียว
“โอ้ย ทวนขา เบาๆ หน่อยซิคะ หีเมียพังหมดแล้ว เบาๆ นะคะ เดี๋ยวเมียจะตอดให้ทวนเสร็จเลย” ทองประศรีออดอ้อนชายชู้
“ขอรับนายหญิง ข้ากำลังเงี่ยนเลยทำแรงไปหน่อย นายหญิงอภัยให้ข้าด้วยนะขอรับ”

นายทวนกระหืดหระหอบตอบด้วยอารมณ์กระสันเป็นกำลัง เนื่องจากรูหีของนางทองประศรีรัดควยของเขา แน่นมากๆ จนเขาแทบจะเสร็จเลยในทีเดียว
เขาจึงแช่อยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยๆ ดึงควยออกช้าๆ จนถึงเงี่ยงหยัก ทำให้นางทองประศรีแอ่นตูดตามขึ้นมาด้วยความเสียวที่โดนหัวควยครูด
แล้วนายทวนก็แทงสวนกลับไปดังฟุบ พร้อมกับก้มลงดูดฟันนมทั้งสองเต้าของนางทองประศรี ที่เด้งกระเพื่อมไปมาล่อตาล่อปากยิ่งนัก

ควยอันใหญ่โตวิ่งเข้าวิ่งออก แต่ละครั้งก็ทำให้แคมของนางทองประศรี ยู่เข้ายู่ออก ตามจังหวัะ น้ำเงี่ยนไหลทะลักไม่ขาดสาย
ชโลมอยู่บนลำควยเป็นมันเลื่อม แตดของนางชี้เด่ออกมา ขี่อยู่บนควยของนายทวน ทำให้นางทองประศรีรู้สึกเสียวซ่านอย่างที่ไม่เคยมาก่อนตั้งแต่ได้ผัวมา
นายทวนกระเด้านางทองประศรีได้สักพัก รู้สึกว่าจะเสร็จก็หยุด แล้วจับนางทองประศรีคลานสี่ขา ท่านี้ทำให้แคมหีของนางทองประศรีย้อยมาด้านหลัง

นายทวนก็จ่อทวนคู่กาย แล้วกระแทกอัดเข้าไปในรูของนางทองประศรีที่เยิ้มเปียกอยู่ในทันที เสียงดังฟุบ น้ำเงี่ยนแตกกระจายออกมาบนที่นอน
เพราะรูหีโดนหัวควยขนาดใหญ่ตอกเข้าไปกระทันหัน ส่งผลให้นางทองประศรีร้องครางออกมาดังๆ ด้วยความเงี่ยน นายทวนไม่ฟังเสียง
กระแทกควยเข้าออกหีของนางอย่างไม่กลัวฟัง พวงไข่กระแทกตูดนางดังแปะ แปะ นายทวนกระแทกถี่ยิบ
ทำให้นางทองประศรีเสียวจนทนไม่ไหวชิงเสร็จไปก่อนแล้วหนึ่งที แต่นายทวนก็ยังไม่เสร็จ จับนางทองประศรียืนขึ้น แล้วช้อนขาของนางขึ้นข้างหนึ่ง
อีกมือหนึ่งจับควยจ่อเข้าไปที่รูที่ที่อ้าโบ๋ เพราะโดนควยขนาดใหญ่ทะลวง แล้วกระเด้าควยเข้าไปในรูหีที่ขมิบยวบๆ อยู่อย่างเร่งร้อน

นางทองประศรีซึ่งขณะนั้นเสร็จไปแล้ว ไม่เคยเจอกับลีลาขนาดนี้ ถึงกับร้องครางออกมาอย่างไม่อาย แล้วจับบ่าของนายทวนไว้
ตูดก็เด้งรับการกระแทกของนายทวนอย่างไม่หยุดยั้ง
จนในที่สุด นายทวนก็ทนไม่ไหว กระแทกสุดแรงเกิดจนหัวควยมุดไปจอดที่หน้ามดลูกของนางทองประศรีแล้วส่งน้ำควยเข้าไปอาบมดลูกของนาง
นางทองประศรีรู้สึกอุ่นวาบที่มดลูกก็เสร็จไปอีกครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็ว

หลังจากเสร็จกามกิจแล้ว นายทวนก็เร่งให้นางทองประศรี รีบเก็บข้าวของแล้วย้ายหนีไปโดยทันที แล้วนายทวนก็จากไป
ทิ้งให้นางทองประศรีเรียกหาพลายแก้ว แต่พลายแก้วก็เหลือเกินตอนนี้ไม่รู้ไปไหน ทิ้งให้นางเก็บข้าวของอยู่คนเดียวขณะที่นางเก็บข้าวของอยู่นั้น
พลายแก้วก็เดินขึ้นเรือนมา นางเข้ามากอดพลายแก้วแล้วร้องไห้ เล่าให้ฟังถึงเรื่องที่พ่อขุนไกรต้องอาญาแผ่นดิน โดนตัดหัวไปแล้ว
แล้วให้ทหารคนสนิทมาเตือนให้นางแม่ลูกหนีอาญาแผ่นดิน พลายแก้วได้ฟังดังนั้นในหัวใจดวงน้อยๆ ของเด็ก ๙ ขวบ รู้สึกเสียใจร่ำไห้ แต่ก็เข้มแข้ง
จูงมือแม่พาลงจากเรือน แล้วถามแม่ว่าเราจะไปที่ไหน นางทองประศรีระงับความเศร้าโศกแล้วก็คิดถึงว่า

นางมีญาติผู้พี่อยู่คนหนึ่ง อยู่ที่เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี เห็นทีนางจะต้องไปขอพึ่งพาให้เขาช่วยอุปการะครอบครัวนาง
แล้วนางจึงจูงพลายแก้วออกเดินทางไปสู่จังหวัดกาญจนบุรีทันที

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #1 on: December 02, 2014, 10:14:09 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๓ (เข้าสู่วัยรุ่น)

หลังเหตุการณ์ที่ขุนไกรถูกตัดหัว เวลาผ่านไป ๓ ปี ทุกชีวิตที่เมืองสุพรรณบุรี ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ใคร่จะมีความสุขนัก
เนื่องจากช่วงนี้มักจะมีโจรร้าย มาปล้นสดมภ์ เหล่าชาวบ้าน และข่มขืนเหล่าผู้หญิงทั้งหลาย
ก็ส่งผลให้ทางสมเด็จพระพันวษา ได้ตรัสรับส่งให้บรรดา นายกองทั้งหลาย ออกปราบปรามไอ้โจรกลุ่มนี้
และให้พวกหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายให้ความร่วมมือในการปราบโจรร้ายนี้ด้วย

ณ บ้านของขุนศรีวิชัย เศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในเมืองสุพรรณบุรี ในวันนี้ก็เป็นวันเฉลิมฉลองอันเนื่องมากขุนศรีวิชัยขายสินค้าได้เงินทองมามากมาย
ดังนั้นขุนศรีวิชัย จึงจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อเป็นการบอกชาวสุพรรณบุรีว่า ข้ารวย งานเฉลิมฉลองเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเย็น เลยไปเลิกเอาช่วยเกือบจะย่ำรุ่ง

กว่าจะเก็บของเสร็จก็ราวๆ ตีห้า หลังจากนั้นทุกคนก็หลับสนิทกันยกเว้นแต่
“เฮ้ย เร็วๆ เข้าซิวะ” เสียงกระซิบจากชายคนหนึ่งซึ่งมีอายุประมาณ ๔๐ เศษ สักลายพร้อยไปทั้งตัว เอาผ้าปิดหน้าไปจนเหลือแต่ช่องตรงลูกตา
กระซิบดุ คนที่ตามมาอีก ๒ คน ให้รีบขนของออกจากบ้านของขุนศรีวิชัย พวกนี้คือ กลุ่มโจรที่ช่วงนี้กำลังลำพองใจ
ดำเนินการปล้นและฆ่า เจ้าทุกข์ทั้งหลาย และถ้าบ้านไหนมีผู้หญิงสวยด้วยมันยิ่งไม่เอาไว้ต้องโอนข่มขืนแน่นอน

ระหว่างที่พวกอีก ๒ คนกำลังขนหีบสมบัติใบใหญ่ข้ามบานประตูห้อง เจ้าคนที่เดินหลังดันสะดุดธรณีประตูทำให้หีบสมบัติใบใหญ่ใบนั้นหลุดมือตกลงกับพื้น
เสียงดังโครมใหญ่ เสียงนี้หาได้ปลุกบ่าวไพร่ให้ลุกขึ้นมาไม่ เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากงานเลี้ยงทั้งคืน แถมกินสาโทเข้าไปมากอีกด้วย
แต่คงเป็นคราวเคราะห์ของขุนศรีวิชัย ที่เกิดปวดเยี่ยวแล้วลุกขึ้นมา ทำให้ได้ยินเสียงนี้ ก็สงสัย และหันไปหยิบดาบที่แขวนที่ข้างฝา
แล้วค่อยๆ ย่องออกมายังห้องเล็กที่เก็บสมบัติด้านหลังบ้าน เมื่อมาถึงยังข้างห้องเล็กนั้น ขุนศรีวิชัยก็ได้ยินเสียงเดิน และเสียงกระซิบ
จึงกระโดดออกมา แล้วฟันดาบใส่หลังโจรคนหนึ่งที่กำลังแบกสมบัติอยู่ จนโจรล้มกลิ้งไป แต่ขุนศรีวิชัยก็โดนหัวหน้าโจรแทงจากด้านหลังจนมิดด้าม
ขุนศรีวิชัยไม่มีโอกาสแม้จะได้สั่งเสียลูกเมียเพราะดาบนั้นมุ่งเข้าไปตัดที่ขั้นหัวใจของขุนศรีวิชัย ทำให้ขุนศรีวิชัยขาดใจตายในทันที
แต่พวกโจรก็รีบหามคนที่บาดเจ็บหนีออกจากบ้านของขุนศรีวิชัยทันที ทิ้งให้ขุนศรีวิชัยนอนจมกองเลือดอยู่ที่ตรงนั้นเอง

ณ อีกมุมหนึ่งของเมืองสุพรรณบุรี อันเป็นที่อยู่ของพันศรโยธา และนางศรีประจัน ซึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ มีการค้าที่คึกคักไม่น้อย
ซึ่งวันนี้เองเป็นวันที่พันศรโยธา กลับมาจากการไปค้าขายที่ต่างเมือง นานถึง 3 เดือน ยังผลกำไรให้กับพันศรโยธาอย่างงาม
ดังนั้นคืนนี้จึงเป็นคืนฉลองรับขวัญเมียหลังจากที่จากกันไปนาน
“ซี๊ดส์ พี่พันจ๋า พี่พัน น้องใจจะขาดแล้วจ๊ะ พี่จ๋า ซี๊ดส์ โอยยย เสียวจังเลย โอยยย พี่จ๋า”
เสียงครวญครางดังจากปากของนางศรีประจัน อดีตคนงามแห่งเมืองสุพรรณบุรี

แต่ในขณะนี้กำลังบิดกายด้วยความเสียวซ่านจากรสลิ้นของสามี ที่กำลังเลียกลีบส้มโอของนางอยู่อย่างเมามัน
ทั้งดูด ทั้งไช จนน้ำเงี่ยนไหลเยิ้มเต็มออกมา ไม่ไยดีที่พันศรโยธา จะดูดกลืนกินไปจนหมดสิ้น
แถมยังเอานิ้วแหย่เข้าไปในร่องหลืบสีชมพูที่ฉ่ำเยิ้ม และชอนไชนิ้วไปจนทั่วร่องเสียวอย่างทุกซอกทุกมุม
ปากก็ดูดเน้นไปที่แตดสีชมพูที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ สั่นระริกชูชันสู้ลิ้นของพันศรโยธา
สองมือของนางศรีประจันก็บดบี้ไปที่สองเต้าขาวอล่องฉ่องที่ตั้งชูชัน นิ้วมือก็บดบี้หัวนมสีชมพูที่แข็งเด่มีขนาดเล็กกระจิดริด แต่แข็งชูสู้นิ้ว
สะโพกของนางเด้งขึ้นรับตามจังหวะนิ้วของพันศรโยธาที่ชักเข้าออก และคว้านในรูหีอย่างรู้จังหวะ

หลังจากที่พ้นศรโยธาดูดดุนจนสาแก่ใจแล้ว ก็ลูกขึ้นยืนพลางถอดกางเกงออก
ฉับพลันนั้นเจ้าใบ้หัวโต ขนาด ๕ นิ้วก็โผล่ออกมาดูโลก แต่ถึงแม้พ้นศรโยธาอาจมีขนาดที่ไม่ใหญ่โตนัก
แต่ด้วยความที่เขาได้เดินทางไปยังต่างเมือง และที่ต่างๆ มากมาย ก็ทำให้เขาได้พบกับนักรักมากมาย ได้รับประสบการณ์มาก
และที่สำคัญก็คือ เขาได้ไปพบกับอาจารย์ผู้หนึ่งซึ่งมีวิชาการในการผ่าตัดผังมุก และติดแผงคอม้า ซึ่งพันศรโยธาได้เห็นประสิทธิภาพมาแล้ว
จึงได้ขอผ่าตัดบ้าง และครั้งนี้แหละเขาได้ลองเอามาใช้กับเมียสาวของเขาเป็นครั้งแรก

นางศรีประจัน เมื่อได้เห็นควยของผัวที่มีลักษณะผิดแผกไปจากปกติ ก็ตกตะลึงตาค้าง เพราะไม่เคยเห็นมาก่อนว่าทำไม่ควยของผัวจึงมีปุ่มปมไปทั่ว
แถมที่ตรงหัวตรงเงี่ยงยังติดอะไรที่เป็นขนยื่นออกมา ด้วยความกลัวนางจึงหุบขาไม่ยอมให้ไอ้ของแปลกนี้มันเข้าไปในรูหีของนาง
แต่พันศรโยธาก็ก้มลงดูดเม้มที่หัวนมสีชมพูของนางอีกมือหนึ่งก็เอานิ้วชอนไชเข้าไปในร่องหลืบที่คับติ้วของนางและบางครั้งก็เกี่ยวโดนเอาแตดของนาง
ทำให้นางศรีประจันเริ่มตาเยิ้มและมีน้ำเงี่ยนไหลออกมาจากรูหี เริ่มที่จะบิดส่ายสะโพกให้สวนกับนิ้วของพันศรโยธาที่คว้านเข้าไปในรูหี ให้ถ้วนทั่ว

พันศรโยธานั้นเมื่อเห็นเมียรักเริ่มเคลิบเคลิ้มแล้ว ก็ค่อยจ่อหัวควยที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เข้าไปจรดที่รูหี แล้วค่อยๆ ดันเข้าไป
กลีบแคมของนางศรีประจันก็ค่อยๆ ม้วนตามหัวควยเข้าไป พอถึงส่วนที่เป็นเงี่ยงก็ทำให้นางศรีประจันสะดุ้งแล้วจับแขนของพันศรโยธาเอาไว้แน่น
เพราะมีความรู้สึกว่าปากรูหีของนางถูกขนอะไรบางอย่างมันครูด ทำให้เกิดความรู้สึกแสบๆ คันๆ เสียวๆ แปลกดี
แถมพอถึงจุดที่มุกมันเข้าไปมันจะสะดุดเข้าไปถูกจุดในส่วนกระสันของนางอย่างทั่วถึง พอพันศรโยธากดควยเข้าไปจนมิดก็เริ่มชักออก
พอเริ่มที่ชักออก ไอ้แผงคอม้ามันก็เริ่มออกฤทธิ์ มันเริ่มครูดเนื้อในของนางจากด้านในสุด ออกมาจนกระทั่งแคมของนางปลิ้นติดควยออกมาเป็นสีแดงก่ำ
ซึ่งมันส่งผลให้นางศรีประจันรู้สึกแสบคันในช่องเป็นอย่างยิ่ง กำลังจะอ้าปากบอกผัวรักให้หยุดเพราะนางรู้สึกแสบคันที่ในรูหี
พันศรโยธาก็กระแทกกลับเข้าไปดังฟุบ หนอกควยกระทบกับหนอกหีขาวสะอาดของนางดังพั่บ แล้วก็ซอยเข้าออกเข้าออก เสียงดังฟูบฟาบ
น้ำเงี่ยนไหลออกมาเป็นฟองฟอด แคมหีปลิ้นเข้าออก เข้าออก อย่างต่อเนื่อง ทำให้นางศรีประจันเด้งรับการกระเด้าของผัวรัก อย่างไม่กลัวหีพัง

กามกิจนี้ดำเนินอย่างต่อเนื่องนานถึง ๒ ชั่วโมง ทำให้นางศรีประจันรู้สึกเสียวซ่านมากที่สุดในชีวิตสาวของนาง ทั้งแผงคอม้า
และมุกมันทั้งครูดทั้งสะดุดต่อมเสียวของนางอย่างต่อเนื่อง ทำให้นางถึงจุดสุดยอดอย่างที่ในชีวิตนี้ไม่เคยได้ถึงเลย และก็ถึงจุดต่อเนื่องไปอีกหลายครั้ง
แต่ตัวพันศรโยธาเองอยู่ๆ ก็หยุดนอนทับร่างนางแน่นิ่งไป ทำให้นางตกใจอย่างมาก รีบลุกขึ้นมาแต่งตัว และเขย่าเรียกผัวรัก

แต่อนิจจาเรียกอย่างไรก็คงไม่ตื่นแล้ว เนื่องจากพันศรโยธานั้น หัวใจวายอันเนื่องมาจากการออกแรกกระเด้าเมียรักให้ถึงจุดสุดยอดเป็นครั้งแรกในชีวิต
ได้จึงกระเด้าอย่างไม่คิดชีวิต จนถึงแก่ความตายในที่สุด

กล่าวถึงพลายแก้ว และนางทองประศรีที่ได้เดินทางอพยพมาอยู่ ณ เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ในช่วงแรกที่เดินทางมาถึงนั้น
นางทองประศรีก็ได้มาอาศัยอยู่กับนางแก้ว ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง นางแก้วถูกเลี้ยงดูมากับนางทองประศรีในตอนที่ยังเด็กอยู่
แต่ตอนนี้นางแก้วก็ได้อยู่กินกับคนจีนที่เข้าตั้งรกรากค้าขายอยู่ที่เมืองกาญจนบุรีนั้น
ี้ ซึ่งทั้งนางแก้วและสามีของนางคือเจ๊กซุ่น ก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่นางทองประศรีเป็นอย่างดี โดยความช่วยเหลือของครอบครัวนี้
ทำให้นางทองประศรีได้เริ่มมีฐานะที่ดีขึ้นจนได้เป็นเจ้าของที่ดินมากมาย ที่ปล่อยให้คนได้เช่า ทำให้นางได้กินค่าเช่า
ไม่ต้องไปทำงานหาเลี้ยงลูกให้เหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป

สำหรับพลายแก้วนั้น ไม่ต้องห่วงเลย เนื่องด้วยเป็นเด็กฉลาด และกตัญญู เป็นที่หนึ่ง พลายแก้วนั้นไม่ดื้อไม่ซนและขยันช่วยเหลือแม่ในการค้าขาย
และเมื่อนางทองประศรีเห็นว่าฐานะของนางมั่นคงพอแล้ว นางจึงคิดจะฝากให้พลายแก้วได้ศึกษาเล่าเรียน
เพื่อจะได้เป็นคนที่เก่งเหมือนกับขุนไกรพลพ่ายผู้เป็นพ่อ นางจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับนางแก้วว่าจะให้พลายแก้วได้ไปศึกษาต่อที่ใดดี
นางแก้วกับสามีของนางเจ๊กซุ่น ก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็บอกว่า สมภารบุญที่วัดส้มใหญ่ มีวิชาอาคมมาก
น่าจะให้พลายแก้วได้ไปศึกษากับท่านสมภารจะได้มีวิชาความรู้ติดตัว เจ๊กซุ่นก็รับปากจะไปพูดกับสมภารบุญให้

เนื่องจากเจ๊กซุ่นและนางแก้ว เป็นอุบาสก อุบาสิกา ที่เคยช่วยเหลือกับทางวัดส้มใหญ่มามาก ตั้งแต่สมัยที่เริ่มสร้างวัดใหม่ๆ
ซึ่งในที่สุดพลายแก้วก็ได้เข้าไปบวชเณร ซึ่งทำให้นางทองประศรีปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมากที่ลูกชายจะได้มีวิชาความรู้เหมือนอย่างกับพ่อที่เสียไปของเขา

พลายแก้วนั้น เมื่อได้บวชเป็นสามเณรกับสมภารบุญนั้นก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หนังสือ การคาถาอาคม และการเข้าญาณสมาธิกับสมภารบุญ
ด้วยความที่เป็นเด็กใผ่รู้และฉลาดเฉลียว ทำให้พลายแก้วเป็นที่รักใครเอ็นดูของสมภารบุญมาก สมภารบุญจึงได้ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น
แม้กระทั่งวิชาในการผูกควายธนู ก็ได้สอนใจแก่พลายแก้วไปจนหมดสิ้น จนกระทั่งวันหนึ่งท่านสมภารก็ได้เรียกสามเณรพลายแก้วมาคุยกันที่ในโบสถ์
“เออ เณรแก้วเอ้ย เจ้ามาอยู่กับหลวงตาได้ย่างเข้า ๓ ปีแล้วนะ หลวงตารู้ว่าเจ้าเป็นเด็กดี ขยัน ไม่เกียจคร้าน...
 หลวงตาสอนอะไรเจ้าก็เรียนรู้ได้เร็ว จนหลวงตาไม่มีอะไรจะสอนแล้ว เอาอย่างนี้ หลวงตาจะส่งเจ้าไปเรียนกับท่านสมภารคงแห่งวัดป่าเลไลย์นะ...
 ท่านน่ะเป็นอาจารย์ของหลวงตาอีกที เจ้าจะได้เรียนวิชาเพิ่มเติม เพราะหลวงตาสมองโง่ทึบ เรียนวิชามาไม่ได้ถึงหนึ่งในร้อยของท่านอาจารย์...
 ถ้าเจ้าอยากที่จะไปเรียนหลวงตาจะเขียนหนังสือฝากเจ้าไปให้ ดีมั้ย”

สามเณรพลายแก้ว ก้มลงกราบหลวงตา และตอบเสียงเบาๆ ว่า
“แล้วแต่หลวงตาเถิดขอรับ เพียงเท่าที่หลวงตากรุณาผมก็รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งแล้วขอรับ”
หลวงตาบุญ ลูบหัวสามเณรแก้วด้วยความรักใคร่ แล้วพูด
“อืม เจ้ามันเป็นคนดี หลวงตายังไม่เคยรักและเมตตาใครเท่าเจ้าเลยนะ ขอให้เจ้าตั้งใจและขยันอย่างนี้เรื่อยๆ ไปล่ะ...
 แล้วพร่งนี้เจ้าก็ออกเดินทางไปที่วัดป่าเลไลย์ได้เลยนะ”

สามเณรพลายแก้ว ก้มลงกราบหลวงตาอีกครั้ง แล้วลาหลวงตาออกมา หลังจากนั้นสามเณรพลายแก้วก็เดินทางไปยังบ้านของมารดา
เพื่อบอกกับมารดาว่าตนจะย้ายไปศึกษากับหลวงตาคง แห่งวัดป่าเลไลย์ในวันพรุ่งนี้แล้ว เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้าน
หมาหลายตัวที่นางทองประศรีเลี้ยงไว้ก็เห่าใส่สามเณรพลายแก้ว สามเณรพลายแก้วก็หลับตาบริกรรมคาถา เพียงชั่วขณะเดียว
หมาเหล่านั้นก็หยุดเห่า แล้วเข้ามาเลียแข้งเลียขากันเป็นการใหญ่
ฝ่ายนางทองประศรีนั้น กำลังนอนให้บ่าวไพร่นวดอยู่ ได้ยินเสียงหมาเห่า ก็บอกกับบ่าวไพร่ว่า
“ไอ้มั่น เอ็งลงไปดูซิว่าใครมา รีบๆ ลงไป เดี๋ยวหมามันรุมฟัดตายห่า”
บ่าวชาย ก็เดินลงมาที่ด้านหน้าเรือน แล้วพบว่ามีสามเณรรูปหนึ่งรออยู่ด้านหน้าจึงคุกเข่าลงถาม
“พระคุณเจ้าขอรับ พระคุณเจ้ามาหาใครหรือขอรับ”
สามเณรพลายแก้วก็ตอบอย่างสำรวมว่า
“นายมั่น นี่นายมั่นจำอาตมาไม่ได้หรอกหรือ อาตมาคือพลายแก้วลูกของแม่ทองประศรีอย่างไรเล่า”
นายมั่น จ้องดูสักพักก็จำได้ รีบนิมนต์สามเณรพลายแก้วมานั่งรอที่ในเรือนด้านหน้าก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปเรียนนายหญิงว่าสามเณรพลายแก้วมา

พอนางทองประศรีได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจยิ่งนัก รีบลูกขึ้นจนบ่าวไหร่ที่กำลังนวดให้อยู่ หงายหลังหน้าคะมำกันไปตามๆ กัน
นางทองประศรีรีบเดินมาจนถึงเรือนด้านหน้า พอพบหน้าลูกชายก็รู้สึกดีใจจนน้ำตาไหล เนื่องด้วยบารมีแห่งผ้าเหลืองที่สวมอยู่
ทำให้นางรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก นางก้มลงกราบสามเณรพลายแก้วแล้วถามไถ่ทุกข์สุขของลูกชายด้วยความรักและเป็นห่วง ด้วยจากกันมานานถึง ๓ ปี

สามเณรพลายแก้วจึงบอกกับมารดาว่า ตนจะต้องเดินทางไปยังวัดป่าเลไลย์ เพื่อไปเรียนวิชาเพิ่มกับหลวงตาปู่คง สมภารแห่งวัดป่าเลไลย์นั้น
และจะไปตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ทำให้นางทองประศรีปลาบปลื้มยินดีอย่างมาก และบอกกับสามเณรพลายแก้วว่า หลวงปู่คง แห่งวัดป่าเลไลย์นั้น
คืออาจารย์เก่าของขุนไกรพลพ่าย ผู้เป็นบิดานั่นเอง ยังความยินดีให้กับสามเณรพลายแก้วยิ่งนัก เมื่อคุยไต่ถามทุกข์สุขกันจนหายคิดถึงแล้ว

สามเณรพลายแก้วก็ลาจากนางทองประศรีผู้เป็นมารดาเพื่อเดินทางไปยังวัดป่าเลไลย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยพลัน

ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๔ (แรกรู้รสรัก)

มาจะกล่าวถึงเด็กชายช้าง ซึ่งก่อนที่มารดาของเขา คือ นางเทพทองจะตั้งท้องเขานั้น ได้ฝันว่ามีช้างพลายตัวหนึ่ง ได้วิ่งเข้ามาหานาง
และจับนางเสพสมด้วย นางยังจำได้ดีถึงรสชาติอันซาบซ่านที่นางได้รับจากควยอันยาวใหญ่ดำมะเมื่อม ที่กระแทกเข้าสู่รูหีของนางเป็นจังหวะเร่าร้อน
จนทำให้นางถึงจุดได้อย่างรวดเร็ว และตื่นขึ้นมาเหงื่อท่วมตัว หัวนมแข็งเป็นไต ร่องหีฉ่ำเยิ้มด้วยน้ำเงี่ยน ด้วยความตื่นเต้นจากความฝันอันพิสดารนั้น
ซึ่งนางไม่เคยได้เล่าความฝันอันนี้ให้ใครได้พังเลยแม้แต่สามีของนางขุนศรีวิชัย จวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของเขามาถึง

เด็กชายช้างนั้นเมื่อตอนแรกเกิดนั้น สิ่งแรกที่หมอตำแยได้เห็นคือ หัวอันล้านเลี่ยนเหมือนดังกับใครเอามีโกนมาโกนออกไว้จนไม่มีผมขึ้นเลย
และยังพบเห็นกับความพิกลพิการของเด็กชายช้าง อันส่งให้พ่อคือขุนศรีวิชัย และแม่คือนางเทพทอง ต้องจ่ายเงินให้หมอตำแยไปมากหลาย
และกำชับว่าอย่าบอกใครถึงความพิกลพิการนี้ของเด็กชายช้าง และพยายามสอนเด็กชายช้างให้ปกปิดความผิดปกตินี้ไว้อย่างมิดชิด ไม่ให้ใครรู้

ในช่วงก่อนเหตุการณ์ที่ชุนศรีวิชัยจะโดนโจรฆ่านั้น ขุนศรีวิชัยได้นำเด็กชายช้าง เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระพันวษา เพื่อจักได้ฝากตัวเข้าเป็นมหาดเล็ก
เมื่อสมเด็จพระพันวษาได้เห็นตัวของขุนช้างเท่านั้น ก็ทรงพระสรวลออกมาอย่างมากมาย จนกระทั่งพระพักตร์กลายเป็นสีแดง
และหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยจากการทรงพระสรวลรอบใหญ่ที่สุดในชีวิต

หลังจากที่ท่านพักหายใจจนหายหอบแล้วสมเด็จพระพันวษาจึงโปรดแต่งตั้งให้เด็กชายช้างได้้เข้ามาอยู่ในวัง โดยมอบให้อยู๋ในความดูแลของหม่อมชดช้อยไปก่อน
หม่อมชดช้อยเป็นสตรีวัยกลางคน ซึ่งเป็นหม่อมของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน หม่อมชดช้อยแม้จะย่างเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
แต่กลับยิ่งทำให้นางทรงเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ด้วยเรือนร่างอันสูงสง่า หน้าอกหน้าใจอันใหญ่โตตั้งเต้า พุ่งชี้ชัน เอวคอดกิ่ว สะโพกผายกว้าง
แบบที่เขาเรียกว่าสะโพกสุดเสียงสังข์ ยามเยื้องย่างกรายเหมือนดังกับย่ำไปบนหัวใจของหนุ่มๆ หรือแม้แต่แก่ๆ ก็ไม่เว้นเวลาที่นางชม้ายมองผ่านมา
ยิ่งทำให้หม่อมชดช้อยเพิ่มความภาคภูมิใจในความงามของตนเป็นอย่างยิ่ง ที่พักของหม่อมชดช้อยนั้น สวยงามอยู่ด้านตะวันตกชองพระราชวัง
ปลูกสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ร่มรื่นไปด้วยเงาไม้ และด้านหน้ายังมีคลองเล็กไหลผ่านน้ำใสสะอาด
เวลาว่างๆ จะมีสาวๆ มานั่งเล่นกันที่ศาลาที่สร้างไว้อยู่ที่ริมคลองเล็กๆ นี้ และบางครั้งก็จะมาอาบน้ำ เล่นน้ำกันที่ในคลองนี้กันเสมอๆ

เด็กชายช้างนั้นขณะที่พ่อนำมาฝากเอาไว้ที่วังนั้น เพิ่งมีอายุเพียง ๙ ขวบเท่านั้น ดังนั้นบรรดาสาวๆ ที่อยู่กับหม่อมนั้นก็ไม่ใคร่จะระวังตัวกันเท่าไหร่
คงเห็นว่าเจ้าหัวล้านนี่ยังเป็นเด็กอยู่ ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก บางครั้งเวลาที่ไปเล่นน้ำก็จะลากเอาเด็กชายช้างนี่แหละ ไปดูต้นทางให้

เด็กชายช้างนั้นตอนแรกๆ ก็ดูต้นทาง แต่ตอนหลังกลับหันไปดูสาวๆ แทน สาวๆ บางคนเห็นว่ามีคนดูต้นทางให้แล้วก็ยิ่งวางใจไม่ระวัง
เล่นกันจนผ้าผ่อนหลุดลุ่ย บางคนถึงกับแก้ผ้าเดินกัน เด็กชายช้างดูไปสมุนคู่ใจก็ชี้ตั้งไป โหอะไรจะเป็นความสุขปานนั้น
จนกระทั่งวันหนึ่งถือเป็นจุดหักเหในชีวิตของเด็กชายช้าง เนื่องด้วยในวันนั้นจะมีการฉลองวันลอยกระทง ดังนั้นหม่อมชดช้อยและสาวๆ
จึงได้เตรียมอาหารและการแสดง เพื่อไปแสดงต่อหน้าพระที่นั่ง หม่อมชดช้อยมุ่งหวังว่าการแสดงของเธอจะต้องได้รับรางวัลจากสมเด็จพระพันวษาให้จงได้
จึงฝึกซ้อมการแสดงกันอย่างหนัก นั่นก็ทำให้พวกสาวๆ ไม่เป็นอันหลับอันนอน จนในบางครั้งตอนกลางวันก็นั่งหลับ นอนหลับกันอย่างไม่ระวัง
ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย เด็กชายช้างซึ่งในขณะนั้นย่างเข้าวัย ๑๑ ปี หลังจากที่อยู่ในวังมา ๒ ปี เขาก็มีความรู้ในเรื่องกามารมณ์ไม่น้อย
กอร์ปกับ สาวๆ พวกนี้มักจับกลุ่มคุยกันด้วยเรื่องใต้สะดือกันบ่อยๆ โดยไม่ระวัง ยิ่งทำให้เด็กชายช้างซึ่งไม่มีใครสนใจ ได้รับฟังเรื่องนี้
และเกิดความรู้สึกอยากจะลองดูซักที และแล้ว โอกาสนั้นก็มาถึง ขณะที่เด็กชายช้างตักน้ำใส่ตุ่มเสร็จ แล้วเดินกลับมายังเรือนนั้น

เมื่อก้าวขึ้นเรือน เขาก็รู้สึกว่าวันนี้เรือนทำไมเงียบจัง ไม่มีเสียงใครเลย ไปไหนกันหมดนะ เมื่อเขาเดินเข้ามายังห้องชั้นใน
ก็เห็นพวกสาวๆ นอนหลับกัน ผ้าผ่อนหลุดลุ่น ทั้งนม ทั้งหี โผล่ออกมากันสลอนกันไปหมด
เด็กชายช้างยืนมองภาพเหล่านั้นเหมือนดังต้องมนต์สะกด จากนั้นความอยาก ความต้องการ ทำให้เขาค่อยก้มตัวลงมาเพื่อดูหี ให้ชัดๆ ว่าเป็นยังไง
เมื่อดูแล้วก็ขอจับหน่อยเหอะว่ามันเป็นยังไง เขาจึงยื่นมือออกไปเพื่อจับโคกหีตรงหน้าซึ่งมีเส้นหมอยบางๆ ละเอียด คลุมบางๆ ข้างหน้า
แล้วก็ลูบไปมา ขยำเบาๆ อือ มันนุ่มมือดีแฮะ อ้อ ตอนที่เขาคุยกันเขาว่าถ้าเราเอาลิ้นเข้าไปเลียเนี่ยมันอร่อยเหอะไปเลย เอ น่าจะลองนะ
แล้วเขาก็ค่อยก้มลงแลบลิ้นออกมายาวเหยียด ต่ำลง ต่ำลง ต่ำลงอีก อาวว์ จะถึงแล้ว
“ไอ้ช้าง มึงจะทำอะไรหา” เสียงตวาดดังมาจากหม่อมชดช้อยซึ่งยืนท้าวสะเอว หน้าถมึงทึง ด้วยความโกรธ อยู่หน้าประตูห้องนอน
“มึงคิดจะทำอะไรเด็กกู หา กูช่วยเลี้ยงมึงมา มึงคิดจะทำอุบาทว์ บัดสียังงี้ มึงยังกล้าอีก หา ยังงี้กูจะเลี้ยงมึงอีกได้เรอะ มานี่เลยนะ มานี่เลย...
 เข้ามาหากูในห้อง ก็ต้องเฆี่ยนมึงให้หลังขาดเลยวันนี้มึง” หม่อมชดช้อยด่า พลางเรียกเด็กชายช้างซึ่งขณะนั้น กลัวลาน ตัวสั่นงันงกด้วยกลัวความผิด
ให้เดินตามนางเข้ามาในห้องนอน

เด็กชายช้างเข้ามาในห้องนอนของหม่อมชดช้อยนั่งนิ่งอยู่ด้านหน้าเตียงของหม่อม หม่อมชดช้อยก็เดินไปหยิบหวายที่ด้านนอกห้องเข้ามา
พร้อมกับฟาดอย่างแรงไปที่หลังของเด็กชายช้าง เฟี้ยว ควับ เหี้ยว ควับ แต่ละครั้งนั้นสร้างความเจ็บปวดอย่างมากให้แก่เด็กชายช้าง
หลังเกิดแนวแดงม่วงขึ้นทันที แต่ในความรู้สึกของเด็กชายช้างนั้น เจ็บปวดเหมือนดังกับหลังจะขาดเลยทีเดียว แต่เมื่อผ่านไปได้สักครู่
ความรู้สึกเจ็บกลับกลายไปทำให้เขาค่อยๆ รู้สึกตื่นเต้น เลือดในกายไหลไปรวมยังที่ไอ้น้องที่อยู่ในกางเกงมันพองก๋าจนกระทั่งโด่งสูงขึ้น
เหมือนดังกับใครเอาสากกระเบือไปยัดไว้เลยนั่น หม่อมชดช้อยฟาดเด็กชายช้างจนเหนื่อยหายใจหอบจนอกกระเพื่อมสั่นไหว
พลันนั่งลงไปที่เตียงนอน มองไปที่เด็กชายช้าง พลันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ คือ เด็กชายช้างนั่งงอตัว เอามือกุมเป้ากางเกงเอาไว้
แต่มันก็ยังปิดไม่มิด หม่อมชดช้อยรู้สึกสงสัยจึงสั่งให้เด็กชายช้างเอามือที่ปิดเป้าเอาไว้ออกไป เด็กชายช้างก็ดื้อดึง ไม่ยอมเอามือออก

หม่อมชดช้อยก็เลยนั่งยองๆลง ดึงมือของเด็กชายช้างออก แล้วเธอก็ได้เห็นสิ่งที่เด็กชายช้างปกปิดอยู่ว่ามันแทงโด่สูงเด่นดันเป้ากางเกงออกมา
อย่างเห็นได้ชัด หม่อมชดช้อยจึงสั่งให้เด็กชายช้างยืนขึ้น ไอ้สิ่งนั้นมันก็ชี้หน้าหม่อม หม่อมชดช้อยก็เลยสั่งให้เด็กชายช้างถอดกางเกงออก
เด็กชายช้างก็อิดออด ไม่ยอมทำตามคำสั่ง หม่อมชดช้อยโมโหมาก จึงดึงกางเกงของเด็กชายช้าง แล้วกระชากลงมาทันที ผึงงงง
หม่อมชดช้อยงุนงงมาก มองยังไม่ทันเห็นเห็นว่าอะไรที่มาตีที่หน้านาง พอมองเห็นชัดๆ เท่านั้น หม่อมชดช้อยก็ปากอ้า ตาค้าง
เพราะสิ่งที่นางเห็นนั้น ไม่อาจจะเรียกได้ว่าควยเลยทีเดียว เพราะมันเป็นท่อนอะไรสักอย่างที่ผิวตะปุ่มตะป่ำไปทั่วทั้งอัน ส่วนหัวนั้นบานออกมา
แล้วแตกออกเป็นแฉกๆ ตรงท่อนนอกจากจะตะปุ่มตะป่ำแล้ว เส้นเลือดยังขึ้นผิดปกติอีกด้วย คือ เส้นเลือดกลับขึ้นพันม้วนเป็นวงรอบๆ ลำควย
ตั้งแต่โคนจนถึงหัว จนมีลักษณะเหมือนกับดอกสว่าน แถมความยาวตั้งแต่โคนจนถึงปลายไม่ต่ำกว่า ๘ นิ้วทีเดียว

หม่อมชดช้อยเมื่อเห็นของแปลกอย่างนี้ ก็รู้สึกตัวอ่อนระทวย คันยุบยิบในรูหีไปหมด หมดแรง นั่งกระแทกลงกับพื้น จนกระทั่งผ้าเปิดขึ้น
ทำให้เด็กชายช้างได้เห็นถึงสิ่งที่หนุ่มๆ และแก่ๆ ของวัง ต้องการเห็นคือ หีของหม่อมชดช้อย ที่ไม่มีขนหมอยขึ้นแม้แต่เส้นเดียว
เกลี้ยงเกลา โหนกนูน เหมือนกับของเด็กๆ เลย กลีบแคมปิดสนิท สีขาวอมชมพู ด้านบนมีเม็ดแตดสีชมพูเม็ดเล็กๆ โผล่ออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เด็กชายช้างเห็นของดีของหม่อมแล้วรู้สึกเงี่ยนมากจนทนไม่ไหว เขาจึงพุ่งเข้าไปหาหีของหม่อมชดช้อย แล้วแลบลิ้นที่สากหยาบออกมา
เลียไปตามกลีบขาวอมชมพูที่ล่ออยู่ตรงหน้า เลียอย่างไม่คิดชีวิต เลียให้หายอยาก สักพักเขาก็ได้ยินเสียงครวญครางของหม่อม
มือของหม่อมก็ย้ายมาจับที่หัวของเขา กดหัวของเขาบดเข้ากับหีของนาง สะโพกสุดเสียงสังข์ของนางก็เด้งส่ายสู้หน้าของเขาเป็นจังหวะเดียวกับลิ้นของเขาที่เลีย
 “อาวววว์ ซี้ดดส์ ช้าง เลียแรงๆ หน่อย หม่อมเสียว อือ ดูดแตดให้หม่อมด้วยนะ โอววววว ดีจัง ซี้ดดดดส์ แรงอีกจ๊ะ แรงอีก...
 เอานิ้วแยงเข้าไปด้วย ยังงั้นสองนิ้วเลยนะจ๊ะ”

หม่อมชดช้อยตอนนี้ไม่เหลือเค้าความเป็นหม่อม ความสง่างามที่เคยสร้างสมไว้ ไม่เหลืออีกต่อไป รู้จึกแต่เด้งหีรับลิ้นของเด็กชายช้างเท่านั้น

ข้างฝ่ายเด็กชายช้างนั้นก็ได้ใจ ทั้งดูดทั้งเลีย แคมลากตั้งแต่รูก้นไปจนถึงแตดด้านบน เอานิ้วกดข้างแตด เพื่อให้แตดโผล่ออกมา
แล้วอมดูดเข้าไปในปากอย่างแรง ส่งผลให้หม่อมชดช้อยร้องคราง ปิ่มว่าจะขาดใจตาย หม่อมชดช้อยส่ายสะโพกเด้งรับลิ้นของเด็กชายช้างเร็วขึ้น
เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนกระทั่งสุดท้ายก็สั่นระริก นิ้วเท้าหงิกเกร็ง แน่นิ่งไป สักพักเด็กชายช้างก็ลุกขึ้นยืน

แต่หม่อมชดช้อยก็บอกกับเด็กชายช้างให้ไปปิดประตูห้องนอนก่อน แล้วเข้ามาหานางอีก นางจะสอนให้เขาทำอะไรที่สนุกกว่านี้อีก
เด็กชายช้างจึงเดินปิดประตูตามที่นางสั่งแล้วหันกลับมา สิ่งที่เขาได้เห็นคือ หม่อมชดช้อยได้ค่อยๆ ถอดผ้าแถบออก
จนเหลือเพียงผ้าคาดอกที่พุ่งชี้ชูชันของนาง แล้วนางก็ค่อยถอดมันออกมา นมขนาดใหญ่มันก็หลุดออกมากระเพื่อมตามแรงหายใจแรงของนาง
มันช่างสวยงามอะไรปานนี้ มันไม่ได้หย่อนคล้อยไปตามอายุของเจ้าของ แต่กลับงอนงามไม่ผิดอะไรกับงาช้าง ผิวนวลละเอียดเพราะการอยู่ดีกินดี
และการบำรุงรักษา ส่วนปลายยอดสีน้ำตาลอ่อน เขม็งเป็นไต ชี้หน้าของเด็กชายช้าง แล้วหม่อมก็ค่อยๆ ถอดผ้านุ่งออกจากเอวคอดกิ่วของนาง
ผ้านุ่งค่อยๆ เลื่อนผ่านสะโพกสุดเสียงสังข์ของนางลงมาช้าๆ เผยให้เห็นถึงผิวพรรณที่ขาวนวลละเอียด เต่งตึงไปทั้งร่าง นี่นับเป็นเสน่ห์เรือนร่างของสาวใหญ่
หีของนางที่ปราศจากหมอยปกคลุมนั้น เปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายของเด็กชายช้างปนกับน้ำเงี่ยนของนางที่ไหลหลั่งออกมาจนกระทั่งหยดไปที่พื้นกระดาน หลายหยด

หม่อมชดช้อยยิ้มเอียงอาย แล้วพยักหน้าเรียกเด็กชายช้างเข้ามาหานาง นางนั่งลงบนเตียง แล้วเอามือช้อนนมของนางป้อนหัวนมให้เด็กชายช้างได้ดูดดื่ม

เด็กชายช้างก็เดินเข้ามาหานางเหมือนดังกับต้องมนต์สะกด อ้าปากดูดอมเอาหัวนมสีน้ำตาลอ่อนเข้ามาในปาก แล้วดูดอย่างไม่คิดชีวิต
ทำให้หม่อมเงยหน้าร้องครางออกมาเบาๆ สองมือย้ายมากดที่หัวของเด็กชายช้างให้แนบกับนมของนาง อีกมือหนึ่งของนางก็ย้ายลงมาเกลี่ยเบาๆ
ที่กลางร่องหีของนาง นิ้วกลางของนางก็เขี่ยติ่งแตดไปมา บางครั้งก็บดขยี้อย่างแรก ตัวสั่นระริก น้ำใสปนเหนียวไหลออกจากร่องสวรรค์ของนางไม่หยุด
ทำให้ที่นอนเปียกชื้นเป็นหย่อมใหญ่ จากนั้นหม่อมชดช้อยก็บอกให้เด็กชายช้างปล่อยหัวนมของนางก่อน แล้วนอนลงไปที่นอนของนาง

เด็กชายช้างก็อ้าปากปล่อยหัวนมของนางเป็นอิสระ แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนลงบนที่นอนหนานุ่มของนาง
หม่อมชดช้อยก็ก้าวคร่อมตัวขึ้นบนตัวของเด็กชายช้าง แล้วมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่แล้วนางก็ตัดสินใจ ค่อยๆ หย่อนตัวลง
ให้รูหีของนางค่อยๆ ครอบลงไปบนหัวควยของเด็กชายช้างทีละน้อย หัวควยของเด็กชายช้างค่อยๆ แหวกสองกลีบขาวสะอาดของหม่อมชดช้อยเข้าไปทีละน้อย
จนกระทั่งถึงหัวหยักประหลาดพิสดารของเด็กชายช้าง หม่อมชดช้อยก็ขบริมฝีปากของนาง เพราะนางรู้สึกตึงแน่นไปหมดทั้งหน้าขา ทั้งร่องหลืบของนาง
นางจึงได้แต่ยกตัวขึ้นลงแต่ช่วงหัวเท่านั้น ไม่กล้าที่จะกดลงไปมากกว่านั้นด้วยกลัวว่ารูหีของนางจะฉีกขาดเสียก่อน

แต่พอนางกดขึ้นลงไปสักพักก็รู้สึกเงี่ยนมากขึ้นจนกระทั่งนางทนไม่ไหว นางจึงกัดฟันห่มตัวกดตูดลงใส่ควยของเด็กชายช้าง เสียงดังปรึด ปรึด
รูหีของนางที่ไม่เคยได้รับท่อนควยมานานแล้ว แถมท่อนควยที่นางรับก็มีแค่ขนาดธรรมดาเท่านั้น ก็เริ่มปริแยกออกตรงช่องด้านล่าง
ยังความเจ็บปนเสียวซ่านให้แก่นางยิ่ง นางกัดฟันกรอด แล้วห่มตัวลงอย่างแรง พั่บ เสียงโหนกขาวสะอาดของนางแนบติดกับโหนกควยของเด็กชายช้าง
หม่อมชดช้อยรู้สึกแน่นในรูหีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางพักอยู่สักพักจนกระทั่งรู้สึกหายแน่นลงบ้างแล้ว นางจึงค่อยๆ ยกตัวขึ้น
ร่องหีของนางก็ถูกลำควยของเด็กชายช้าง ครูดจากด้านใน มาจนถึงด้านนอน แคมหีของนางถูกลากจนปลิ้นออกมา แตดสีแดงก่ำชี้เด่
ขี่อยู่บนควยของเด็กชายช้าง มันยิ่งทำให้นางเสียวซ่านมาก พอยกจนหัวควยจะหลุดออกมาจากรูหี นางก็กดกระแทกกลับเข้าไปอีก ดังพั่บ
ตัวของหม่อมสั่นเทาด้วยความเสียวซ่านที่ไม่เคยได้รับมามากขนาดนี้ตั้งแต่เป็นสาวมา หม่อมยกตูดขึ้นอีก แล้วกระแทกกลับเข้าไปอย่างเสียวซ่านที่สุด

ตอนนี้น้ำเงี่ยนของนางไหลออกมาจนกระทั่งหยดลงไปที่โคนควยของเด็กชายช้างจนเปียกไปหมด นางเริ่มรู้สึกเจ็บน้อยลง
ร่องหีของนางเริ่มปรับตัวรับควยอันใหญ่ยาวดุจดั่งสากกระเบือนี้แล้ว แต่ละครั้งที่นางลากขึ้น ปุ่มปมที่ตะปุ่มตะป่ำตามลำควย
เส้นเลือดที่หมุนวนรอบควยก็จะครูดผนังหีที่อ่อนนุ่มด้านในของนางให้รู้สึกเสียวซ่าน
ส่วนเงี่ยงหยักปลายแฉกที่หัวควยก็จะเกี่ยวเอาเม็ดแตดของนางจนปลิ้นออกมาชี้เด่แดงก่ำ สั่นระริกไปด้วยความเสียว
พอกระแทกลงร่องหีของนางก็ถูกครูดไปตลอดทาง แคมหีก็ปลิ้นหายเข้าไปตามลำควยเหลือแต่เม็ดแตดที่ขี่ลำควยอยู่อย่างเดียว

หม่อมชดช้อยร้องครวญครางอย่างไม่อดออมเสียง ด้วยความเสียวที่มี สะโพกสุดเสียงสังข์ก็กระแทกขึ้นลง อย่างไม่หยุดหย่อน
แล้วในที่สุดหม่อมชดช้อยก็ตัวสั่นระริก แล้วฟุบตัวลงกอดเด็กชายช้าง จูบหอมเด็กชายช้างอย่างไม่รังเกียจรังงอน
เด็กชายช้างนั้นเมื่อขึ้นมานอนยังที่นอน ก็เห็นหม่อมชดช้อยก้าวคร่อมตัวของเขา แล้วหม่อมก็ค่อยๆ กดหนอกหีขาวสะอาดให้ปากรูหีค่อยๆ
ครอบกลืนหัวควยของเขาลงไปทีนะน้อย เขามองเห็นปากรูหีขาวสะอาดของหม่อมค่อยขยอกกลืนกินหัวควยของเขาเข้าไปทีละน้อย
รู้สึกถึงความอบอุ่นนุ่มชื้นที่ค่อยๆ ครอบลงมาบนหัวควยของเขา มันช่างเป็นความรู้สึกที่วิเศษจริงๆ และแล้วในที่สุดมันก็กดลงมาเต็มที่
ทำให้ควยของเขาโดนรัดแน่นอยู่ภายในช่องแคบเล็กอันแสนอบอุ่นค่อนข้างร้อนนั้น จากนั้นมันก็รูดเข้ารูดออก

เด็กชายช้างเสียวไปทั่วลำควยของเขา ภายในร่องหีของหม่อมชดช้อย ตอดรัด ดูดรั้งควยของเขาจนแทบจะหลุดออกไปจากตัวของเขา
เวลาที่หม่อมควบอยู่บนตัวของเขา สองเต้าของหม่อมจะโตงเตงชวนให้จับยิ่งนัก เด็กชายช้างทนไม่ไหวจึงยื่นมือออกไปกุมเต้านมอวบเต่งที่เด้งไปมาอยู่ตรงหน้า
พลางบีบบี้หัวนมกลางเต้า พอหม่อมเอนตัวลงต่ำ เขาก็อ้าปากดูดหัวติ่งกลางเต้าเข้าปาก จนกระทั่งหม่อมฟุบตัวลงบนตัวของเขา แต่เขายังไม่เสร็จเลย

ดังนั้นเขาจึงดันตัวหม่อมให้พลิกตัวไป ควยของเขาถอนออกจากรูหีของหม่อมดัง ป๊อก เบาๆ รูหีของหม่อมที่เคยปิดสนิท
ตอนนี้อ้าโบ๋มองเห็นเนื้อในสีแดงได้ชัดเจน ภายในรูยังขมิบอยู่ยวบๆ แล้วรูก็ค่อยๆ หุบลงจนเหลือเพียงปากทางที่อ้าออกน้อยๆ เท่านั้น
หม่อมชดช้อยก็ดึงร่างของเด็กชายช้างขึ้นมาบนตัวของเธอ แล้วเอามือจับควยของเขาจ่อตรงปากทางเข้า แล้วบอกให้เด็กชายช้างกดลงไปช้าๆ ก่อน

เด็กชายช้างก็ค่อยๆ กดควยของเขาจมลึกลงไปในร่องหีของหม่อม แคมน้อยๆ ที่ปากร่องค่อยๆ ยู่แล้วก็ม้วนตามลำควยลงไป
หม่อมชดช้อยสูดปากด้วยความเสียว แล้วบอกให้เด็กชายช้างกระเด้าเบาๆ ด้วยความไม่เคยเด็กชายช้างจึงถอนควยออกมาในจังหวะถอนจนหลุด
แล้วดันเข้าไปเต็มแรง อนิจจา ควยอันพิกลพิสดารของเขากลับหลุดเข้าไปในรูตูดอันคับแคบของหม่อม หม่อมชดช้อยตาเหลือก ร้องไม่ออก จุกแน่น

แต่เด็กชายช้างก็อ่อนประสบการณ์ ดึงดันยัดควยเข้ารูตูดเต็มแรงจนมีเสียงดัง ปึด รูตูดของหม่อมชดช้อยรูดตามลำควยของเขาเข้าไป
เด็กชายช้างก็ซอยลูกเดียวด้วยความเมามันที่สุดในชีวิตวัยรุ่นของเขา สักพักก็ได้ยินเสียงครางออกมาจากหม่อมชดช้อย
แล้วก็ส่ายสะโพกสุดเสียงสังข์สู้กับลำควยจนมีเสียงดังพั่บๆ ในที่สุดเด็กชายช้างก็ถึงจุด ร้องโอ้กออกมา แล้วปล่อยน้ำควยร้อนจี๊เข้าไปในรูตูดของหม่อมชดช้อยจนหมด
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เด็กชายช้างก็ได้ร่วมเป็นส่วนสำคัญในเรือนของหม่อมชดช้อย ในการกระเด้าหีของสาวๆ ที่เงี่ยนและต้องการควยมาบำบัดความเงี่ยน
จนเป็นที่เลื่องระบือว่า ควยของเด็กชายช้างนั้น เป็นสุดยอดของควยจริงๆ สาวแก่แม่หม้าย ที่ต้องการความถึงใจ ความสะใจ
ก็จะแอบมาแบให้เด็กชายช้างทะลวงที่เรือนของหม่อมอย่างไม่ขาดสาย ทำให้เด็กชายช้างมีวิชากามารมณ์ที่เชี่ยวชาญจนยากจะหาใครเปรียบได้

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #2 on: December 02, 2014, 10:16:07 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๕ (รสรักพิมพิลาไลย)

สามเณรแก้วได้เดินทางมาเพื่อขอศึกษากับ หลวงปู่คง แห่งวัดป่าเลไลย์ ซึ่งท่านก็เมตตาสอนวิชาอาคมให้แก่สามเณรแก้วอย่างไม่มีปิดบัง
พร้อมกันนั้นก็สอนสามเณรแก้วให้ฝึกเทศน์มหาชาติ โดยสามเณรแก้วเทศน์ได้ไพเราะจับใจคนเฒ่าคนแก่ จนเป็นที่เลื่องลือว่า มีสามเณรเสียงทอง
มาอยู่ที่วัดป่าเลไลย์แห่งนี้ เวลาที่ทางวัดมีงานบุญ ก็จะมีผู้คนแห่กันเข้ามาฟังสามเณรพลายแก้วเทศน์ รวมทั้งพิมพิลาไลยและสายทอง
ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของนางพิม ก็เข้ามาร่วมรับฟังด้วย ขณะที่สามเณรพลายแก้วกำลังเทศน์นั้น พิมพิลาไลย ก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตากับสามเณรคนนี้ยังไงชอบกล
จึงนั่งครุ่นคิดเงียบไปนาน จนในที่สุดเธอก็นึกได้ว่า หน้าของสามเณรพลายแก้วนั้นเหมือนกับพลายแก้วเพื่อนรักของเธอเมื่อวัยเด็กอย่างมาก
ทำให้หัวใจของพิมพิลาไลยเต้นแรงด้วยความดีใจ เมื่อสามเณรพลายแก้วเทศน์เสร็จพิมพิลาไลย ก็ดึงสายทองไว้ไม่ให้กลับ
รอจนกระทั่งคนที่มาฟังเทศน์กลับหมด และสามเณรกำลังลงจากธรรมมาสเพื่อจะกลับไปกุฏิ เธอก็ลากสายทองเข้าไปทักทาย
“นิมนต์ก่อนค่ะเณร คือพลายแก้วใช่หรือเปล่าคะ” พิมพิลาไลยถาม
“ใช่แล้ว อ้าวโยมรู้ได้ยังไงว่า เณรคือพลายแก้ว อ้อ โยม โยมหน้าเหมือนกับเพื่อนของเณรมากเลย โยมคือพิมพิลาไลยใช่หรือเปล่านี่”
สามเณรพลายแก้วทักตอบด้วยความตื่นเต้นที่จะได้พบกับเพื่อนเก่า แล้วก็สังเกตเห็นว่าสาวน้อยที่ยืนตรงหน้านี้ ช่างโสภายิ่งนัก
ใบหน้าผุดผ่องจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตาสว่างสุกใสดุจดั่งดวงดาว ขนคิ้วนั้นเล่างอนช้อยได้รูปสวย จมูกน้อยๆ น่ารัก ปากเล็กๆ สีชมพูได้รูป
เรือนร่างนั้นเล่าก็แบบบาง ระหง องค์เอว ก็คอดกิ่ว สะโพกผายกำลังน่าดู นี่เพื่อนของเขาเป็นสาวแล้วนี่

ส่วนสายทองที่ยืนด้านข้างนั้นคงจะมีอายุมากกว่าพิมพิลาไลยสัก ๒-๓ ปี โตเป็นสาวเต็มที่แล้วหน้าตาถึงจะไม่สะสวยเท่า พิมพิลาไลย
แต่ก็คมขำไม่น้อย รูปร่างนั้นก็เติบใหญ่เป็นสาวเต็มตัวแล้ว นมเป็นนม ตูดเป็นตูด รูปร่างกะทัดรัดขนาดกำลังพกพาทีเดียว
สามเณรพลายแก้วมองเพลินไปจนไม่รู้ว่าพิมพิลาไลยกำลังพูดอะไรกับเขา จนเขามาสะดุ้งตรงที่สายตาของหลวงปู่คง ที่จ้องเขม็งมายังเขา
ทำให้เขารู้ตัวแล้วกลับมาคุยกับพิมพิลาไลยอีกนิดหน่อย แล้วก็ขอตัวกลับไปกุฏิด้วยความรู้สึกรักปนความใคร่น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในอกของเขายากที่จะดับลง

ข้างฝ่ายพิมพิลาไลยนั้นเล่า หลังจากที่พบหน้ากับสามเณรหนุ่มน้อย ก็เก็บกลับมาคิดถึงทุกวี่วัน
ช่วงที่ช่วยตนเองระหว่างที่เอามือตกเบ็ดให้ตนเองก็เอาสามเณรมาเป็นพระเอกทุกครั้งไป

ส่วนสายทองนั้น ไม่รู้สึกอะไรมากกว่าหล่อดี น่าสนใจเท่านั้น เพราะเธอโตกว่าพิมพิลาไลยมาก ทำให้เธอมองเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่คิดอะไรมาก

ส่วนเด็กชายช้าง ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานแต่งตั้งยศศักดิ์ให้เป็นขุนช้าง ก็ได้เดินทางกลับมาอยู่ที่บ้าน แต่ด้วยความที่เคยได้เย็ดสาวๆ ทุกๆ วัน
ทำให้ขุนช้างไม่สามารถที่จะอยู่คนเดียวได้ ดังนั้นมารดาของเขา นางเทพทอง จึงได้ไปสู่ขอนางแก่นแก้ว ซึ่งเป็นบุตรสาวของพ่อค้าที่รู้จักกัน
ให้มาแต่งงานกับขุนช้าง แต่ไม่รู้ว่ายังไง นางแก่นแก้วอาศัยอยู่กินกับขุนช้างได้เพียงปีกว่า ก็ตายไป ยังความเสียใจให้แก่ขุนช้างเป็นอย่างยิ่ง
(เดาไม่ถูกเลยว่าทำไมตาย หุหุ) เหตุการณ์ต่างๆ ดำเนินต่อไปจนกระทั่งมาถึงงานบุญในวันออกพรรษามาถึง

ในวันนั้นที่วัดป่าเลไลย์จะมีการเทศน์มหาชาติ โดยที่หลวงปู่คง จะเป็นผู้เทศน์กัณฑ์มัทรี เหมือนอย่างทุกปีที่เคยมา แต่เมื่อเช้าวันนี้
หลวงปู่คงเกิดหน้ามืดเป็นลม คงขึ้นเทศน์ไม่ไหว หลวงปู่คงจึงมอบหมายให้สามเณรพลายแก้ว ขึ้นเทศน์ที่กัณฑ์มัทรีนี้แทนท่าน
สามเณรพลายแก้วพอรู้ว่าจะได้ขึ้นเทศน์ที่กัณฑ์มัทรีนั้น เขาก็รู้สึกตื่นเต้นมาก งานเทศน์มหาชาติในวันนั้นก็ดำเนินไปจนกระทั่งถึงกัณฑ์มัทรี
บรรดาสาวแก่แม่ม่ายก็นั่งรอกันสลอนด้วยหวังจะได้ฟังเทศน์จากหลวงปู่คง แต่รอจนนานหลวงปู่ก็ไม่ขึ้นธรรมมาสเสียที

มีแต่สามเณรหนุ่มน้อยคนหนึ่งขึ้นมานั่งบนธรรมมาสแทน ยังความประหลาดใจให้แก่สาวแก่แม่ม่ายเป็นอย่างยิ่ง

พิมพิลาไลยนั้นเล่าเมื่อเห็นสามเณรพลายแก้วเดินขึ้นธรรมมาสนั้นหัวใจดวงน้อยๆ ก็เต้นแรง เลือดสาวสูบฉีดแรง สองแก้มร้อนผ่าว
รูหีคันยุบยิบไปทั่ว น้ำเสียวเริ่มไหลเยิ้มออกมา เมื่อสามเณรพลายแก้วบอกข่าวต่อบรรดาสาวแก่แม่ม่ายทั้งหลายว่า

หลวงปู่คงคงจะไม่สามารถขึ้นมาเทศน์ให้ฟังได้เนื่องจากหลวงปู่แก่มากแล้วจึงเป็นลม ทุกคนก็มีสีหน้าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
แต่เมื่อสามเณรพลายแก้วบอกว่าเขาได้รับมอบหมายจากหลวงปู่ให้มาเทศน์กัณฑ์มัทรีนี้แทนหลวงปู่ ทุกคนก็มีสีหน้าไม่เชื่อ

เพราะคิดว่าสามเณรหนุ่มน้อยอายุเพียงแค่นี้จะสามารถอะไรขนาดนั้น ต่อเมื่อการเทศน์กัณฑ์มัทรีได้เริ่มขึ้น ทุกคนก็คลายสีหน้าที่ไม่เชื่อลง
เริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับสำเนียง ทำนอง และเนื้อหาสาระในกัณฑ์นี้ อันออกมาจากปากของสามเณรหนุ่มน้อยผู้นี้
สามเณรพลายแก้วมีลูกล่อลูกชนที่เด็ดกว่าหลวงปู่มากนัก ดึงในทุกผู้คนตั้งใจรับฟัง และได้ซาบซึ้งไปกับเรื่องราวของนางมัทรีในกัณฑ์นี้
จนทำให้พิมพิลาไลยถึงกับถอดสไบสีทับทิมมาวางบนพานเพื่อบูชากัณฑ์นี้

ขุนช้างซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พิมพิลาไลยนั้น หลังจากที่ได้สูญเสียนางแก่นแก้วเมียรักไปแล้ว เมื่อกลับมาเจอกับพิมพิลาไลยเพื่อนเก่า ก็หลงใหลในตัวเธอ
เผ้าพยายามตามจีบ แต่พิมพิลาไลยหาเล่นด้วยไม่ เนื่องด้วยรังเกียจในรูปลักษณ์ของขุนช้าง ที่ไม่เจียบกะลาหัวตัวเอง
ขุนช้างเมื่อมองเห็นพิมพิลาไลยถอดสไบออกมาบูชากัณฑ์นั้น ตนเองก็รีบถอดผ้าห่มของตนออกมาแล้วอฐิษฐานดังๆ ว่า
“เจ้าประคู้น เกิดชาติหน้าชาตินี้ฉันใด ขอให้ข้าได้สมรักกับเจ้าของสไบสีทับทิมนี้ด้วยเถิด”
แล้วก็วางผ้าห่มของตนทับไปบนสไบสีทับทิมของพิมพิลาไลย พิมพิลาไลยเมื่อได้ยินคำอฐิษฐานของขุนช้างเช่นนั้น ก็โกรธจนตัวสั่นตะโกนด่าขุนช้างว่า
“ไอ้หัวล้าน มึงรูปร่างอับปรีย์ จังไร แล้วยังคิดชั่วๆ อีก ชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติไหน มึงไม่มีวันได้เห็นขาอ่อนกูหรอก ถุย”
เมื่อตะโกนด่าขุนช้างจนหน้าซีดไปแล้ว เธอก็ลุกขึ้น และจูงมือสายทองออกไปจากศาลาทันที

สามเณรพลายแก้วนั้น เมื่อเห็นพิมพิลาไลยลุกออกจากศาลา ใจของเขาก็ลอยตามเธอไปอย่างรวดเร็ว จนเทศน์ผิดๆ ถูกๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก
แล้วก็รีบสรุปจบเอาดื้อๆ แล้วรีบเดินออกจากวันมายังบ้านของพิมพิลาไลย

เมื่อมาถึงบ้านของพิมพิลาไลย ไม่เห็นมีใคร จะเข้าไปในบ้านก็กลัว จะยืนหน้าบ้านก็รู้สึกแปลกๆ
ก็พอดีที่พิมพิลาไลยมองออกจากหน้าต่างบนเรือนเห็นเข้าพอดี ภาพนั้นทำให้หัวใจของสาวน้อยเต็นแรงด้วยความดีใจ แต่เนื่องจากเธอเป็นหญิงสาว
เธอจึงไม่กล้าออกไปคุยกับเขา คงแต่ออดอ้อนให้สายทองออกมายังหน้าบ้านเพื่อคุยกับสามเณรพลายแก้วแทนเธอที
“นิมนต์ค่ะ น้องเณร น้องเณรมาที่บ้านนี้ น้องเณรมีธุระอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
สายทองรู้แล้ว แต่จะแกล้งถามเพื่อให้สามเณรพลายแก้วเก้อเขิน รอที่จะยิ้มเยาะทีหลัง

สามเณรพลายแก้วก็รู้ว่าสายทองไม่ใคร่ชอบนักที่ตนเองที่เป็นสมณะเพศจะมาหาสีกา ดังนั้นจึงบริกรรมคาถามหาละลวยในใจ แล้วเป่าไปยังสายทอง
อันคาถามหาละลวยนี้เป็นคาถาเก่าแก่ ที่ตกทอดกันมานมนามแล้ว ซึ่งเป็นคาถาที่ทรงอิทธฤทธิ์ยิ่งนัก สาวใดโดนคาถานี้แล้วก็จะต้องมีความรู้สึกรัก
และสงสารให้แก่ผู้เป่าคาถานี้ทันที ช่างศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักเมื่อสามเณรพลายแก้วเป่าคาถาไปยังสายทองแล้ว ก็ทำให้สายทองรู้สึกแปลกๆ ในอกของเธอ
ภาพสามเณรพลายแก้วที่อยู่ตรงหน้านี้ช่างน่ารัก น่าสงสารจริงๆ เธอจึงบอกกับสามเณรพลายแก้วว่า
“น้องเณรขา พี่สายทองล้อเล่นน่ะค่ะ น้องพิมเขาให้พี่สายทองออกมาคุยกับน้องเณร เผื่อว่าน้องเณรมีอะไรจะบอกน่ะจ๊ะ”
“พี่สายทองครับ น้องเณรรู้ว่าการที่น้องเณรทำอย่างนี้ มันไม่ถูก แต่ก็ขอให้พี่สายทองเห็นใจน้องเณรเถอะนะครับ...
 เพราะความรักที่น้องเณรมีให้น้องพิม เป็นความรักที่จริงใจจริง ไม่มีการหลอกลวงจริงๆครับ”
ว่าแล้วสามเณรพลายแก้วก็แอบบริกรรมคาถามหาละลวยอีกครั้ง แล้วเป่าใส่สายทอง พร้อมกับเอามือมาจับมือของสายทองไว้ทันที
“วุ้ย น้องเณรคะ น้องเณรมาจับมือพี่สายทองได้ยังไงคะนี่ เดี๋ยวจะผิดศีลนะคะน้อง”
สายทองสะเทิ้นอายพร้อมกับรู้สึกใจเต้นแรง บ่นไปแต่มือกลับไม่ชักออก ปล่อยให้อยู่ในมือของสามเณรพลายแก้วไปอย่างนั้น
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวน้องเณรกลับไปปลงอาบัติที่วัดได้ ว่าแต่น้องเณรรบกวนพี่สายทองอะไรซักอย่างได้มั้ยจ๊ะ”
สามเณรพลายแก้วพูดออดอ้อน พลางยกมือขึ้นลูบไล้แขนของสายทอง ทำให้สายทองถึงกับขนลุก เสียวไปจนถึงรูหี
“ได้ซิจ๊ะ สำหรับน้องเณร พี่สายทองเต็มใจทำให้ทุกอย่างแหละจ๊ะ”
สายทองพูดพลางชม้ายชายตาส่งตาหวานให้กับสามเณรพลายแก้ว ทำให้สามเณรพลายแก้วได้ใจ
“คืออย่างนี้นะจ๊ะ น้องเณรอยากจะพบกับพิมพิลาไลยน่ะจ๊ะ แต่น้องเณรมาพบตรงๆ ไม่ได้น่ะจ๊ะ เพราะเกรงว่าจำทำให้น้องพิมโดนคนเขาครหากัน...
 น้องเณรก็เลยอยากจะขอให้พี่สายทองช่วยนัดน้องพิมให้มาพบกับน้องเณรที่ไร่ฝ้ายคืนนี้ตอนสัก 2 ทุ่มจะได้ไหมจ๊ะ”

สายทองได้ฟังดังนี้แล้วก็หยุดชะงัก แล้วครุ่นคิดอยู่ว่ามันจะเหมาะหรือไรที่ชายหนุ่มจะนัดพบกับหญิงสาวในช่วงยามวิกาลเช่นนี้
แถมชายหนุ่มนั้นก็ยังอยู่ในสมณเพศอีกต่างหาก ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่แน่ใจ ส่วนสามเณรพลายแก้ว เห็นสายทองลังเลใจ
ก็รีบบริกรรมคาถามหาละลวยแล้วเป่าซ้ำลงไปที่สายทองอีกครั้ง ทำให้สายทองที่เกิดความลังเลใจก็รู้สึกอยากจะทำให้น้องเณรสมหวัง
สายทองจึงสลัดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีออก แล้วรับปากสามเณรพลายแก้วว่าจะนัดน้องพิมให้ ขอให้สามเณรพลายแก้ววางใจและรีบกลับไปที่วัดก่อนเถิด
สร้างความอิ่มเอมใจให้แก่สามเณรพลายแก้วเป็นอย่างยิ่ง

สองทุ่มคืนนั้น ที่ไร่ฝ้าย พิมพิลาไลยแอบย่องเดิน หันหน้าหันหลัง ด้วยกลัวจะมีคนเห็นแอบมาที่ไร่ฝ้ายแห่งนี้เพื่อมาพบกับสามเณรพลายแก้ว
แต่เธอมาถึงไร่ฝ้ายได้สักครู่ก็ยังไม่พบกับใคร กำลังจะหันหลังเพื่อกลับไปบ้านของเธอ ทันใดนั้นก็ถูกโอบกอดจากด้านหลัง พิมพิลาไลยตกใจอย่างมาก
พยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากวงแขนนั้น ข้างหูก็ได้ยินเสียงกระซิบ
“พิมจ๋า พลายแก้วเอง อย่าดิ้นซิจ๊ะ”

พิมพิลาไลยเมื่อรู้ว่าคนที่กอดตนอยู่ด้านหลังคือพลายแก้ว ก็ตัวอ่อนระทวย หมดเรี่ยวแรง ปล่อยให้พลายแก้วกอดตามสบาย
พลายแก้วก็อุ้มพิมพิลาไลยมานั่งตัก หลังจากนั้นทั้งคู่ก็พร่ำพรอดบอกรักกันจนกระทั่งเกือบสองยาม จึงได้แยกย้ายจากกันไป
ตัวของสามเณรพลายแก้วนั้น เมื่อแยกจากพิมพิลาไลยแล้วก็รู้สึกโหยหาตัวพิมพิลาไลยอย่างมาก เมื่อกลับถึงวันก็เปลื้องจีวรออกใส่ชุดฆราวาส
แล้วแอบย่องออกจากวัดมาที่บ้านของพิมพิลาไลยทันที

เมื่อพลายแก้วมาถึงหน้าบ้านของพิมพิลาไลย ก็หยุดนิ่งทีใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน แล้วบริกรรมคาถา ใช้หัวแม่เท้าจิกพสุธา พร้อมกับกลั้นใจ
เป็นเคล็ดสะกดคนในบ้านให้อยู่ในนิทรารมย์อันสนิท จากนั้นก็ร่ายเวทย์อ่านโองการ เรียกผีบ้านผีเรือนมาสั่งการให้คอยเฝ้าดูต้นทาง
คอยบังตามิให้ใครเข้ามาในบ้านได้ แล้วพลายแก้วก็เดินขึ้นเรือนร่ายคาถาสะเดาะกลอนประตูออก แล้วเดินเข้าไปยังห้องพิมพิลาไลยทันที

เมื่อพลายแก้วเดินเข้ามาก็ไม่แน่ใจว่าห้องใดคือห้องของพิมพิลาไลย พลายแก้วก็เสี่ยงเดินเข้าไปยังห้องห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที
ห้องแรกนั้นเมื่อเปิดเข้าไปมีการตกแต่งอย่างงดงาดหรูหรา เมื่อพลายแก้วเปิดม่านมุ้งเข้าไป ก็พบกับนางศรีประจันมารดาของพิมพิลาไลย
ซึ่งขณะนั้นกำลังหลับสนิทด้วยฤทธิ์แห่งอาคมของพลายแก้ว

นางศรีประจันซึ่งในขณะนั้นมีอายุย่างเข้า ๓๖ ปี ยังคงความงามเมื่อครั้งวัยสาวไว้ โดยไม่เสื่อมถอย
พลายแก้วเมื่อเห็นก็เกิดความรู้สึกอยากที่จะลองร่วมรักกับนางสักครั้งดูทีรึว่า สาวใหญ่ที่เปรียบเสมือนกับกระดังงาลนไฟนั้น
จะเยี่ยมยอดจริงอย่างเขาว่าหรือไม่ เขาจึงเดินเข้ามายืนข้างๆ เตียงของนางศรีประจัน แล้วค่อยๆ นั่งลงข้างๆ กายของนางศรีประจัน
เอื้อมมือเข้าไปคลึงเคล้านมของนางศรีประจัน อืม นมของนางยังแข็งและอวบหยุ่นอยู่เลยแม้จะมีอายุไม่น้อยแล้ว
ปลายหัวนมเริ่มแข็งสู้มืออย่างเริ่มมีอารมณ์ ขาสองข้างเริ่มสีไปมา พลายแก้วก็ยื่นมือออกมาลูบไล้ที่โคกเนินของนางศรีประจัน
แล้วค่อยใช้นิ้วกลางลากไปมาตามร่องหลืบของนาง บางครั้งก็ใช้นิ้วคีบบดบี้หัวแตดให้นาง ทำให้นางศรีประจันที่อยู่ภวังค์หลับนั้น
มีอาการกระสับกระส่ายไปมา มีเสียงครางเบาๆ ออกมาจากปากของนาง พลายแก้วได้ใจก็ก้มลงไปสูดดมยังโคกเนินของนาง
อาว์ หอมชื่นได้ ได้กลิ่นสบู่อ่อนๆ โคกเนินของนางมีขนาดกำลังเหมาะ ขนหมอยขึ้นเป็นระเบียบ แคมหีปิดสนิท แต่จะอ้าออกน้อยๆ
ยังไม่ใคร่จะบุบสลายนัก เวลาที่นางกางขาออก เพื่อให้เขาเอานิ้วเขี่ยได้ถนัดๆ น้ำใสๆ ปนเหนียวเริ่มไหลเอ่อออกมาจากร่องหี
พลายแก้วเกรงว่าเวลาจะเนิ่นช้าไม่ทันการ ก็จัดการถอดกางเกงออก ควยดีดผึงออกมาทันที ควยของพลายแก้วนั้น งอนงามประดุจงาช้าง
งอนจากปลายจรดหัวดูแล้วมิผิดกับงาช้างทีเดียว ส่วนลำตัวของควยนั้นเล่าเต็มไปด้วยรอยสัก

ซึ่งควยของพลายแก้วนั้นผ่านการสักด้วยคาถาอาคมโบราณอันทรงความศักดิ์สิทธิ์ ว่ากันว่าแม้แต่เทพถ้าโดนควยอาคมนี้จะต้องหลงใหลมันอย่างแน่นอน
และยังอาบด้วยน้ำว่านเสน่ห์ร้อยแปดอันจะทำให้ควยนี้ทรงอิทธิ์ฤทธิ์ขณะที่ร่วมรักกับหญิงใด เมื่อโดนเสียดสีจนกระทั่งร้อนได้ที่แล้ว
ควยจะสามารถขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นได้ หญิงใดที่ได้เคยเสพสวาทกับควยท่อนนี้แล้ว จะต้องไม่มีวันลืมรสรักจากควยอันนี้แน่นอน
สำหรับขนาดลำควยของพลายแก้วนั้นเล่าก็ไม่น้อยหน้าใคร ความยาวก็ไม่ยาวไม่สั้นประมาณ ๖ นิ้วเศษทีเดียว

พลายแก้วค่อยเอาหัวควยของเขาจ่อเข้าไปยังปากโพรงหีของว่าที่แม่ยาย แล้วค่อยๆ กดลง หนืด โอว มันคงไม่มีใครใช้งานมานานนักแล้ว
รูหีของนางจึงได้ฟิตและแคบนัก นางทองประศรีเมื่อถูกควยอาคมของพลายแก้วแทรกผ่านร่องหีก็บังเกิดความเสียวซ่านสุดจะทนทาน
น้ำหีไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย หัวนมตั้งชูเต่ง เม็ดแตดนั้นเล่าก็ชี้เด่ แดงก่ำ พลายแก้วก็ค่อยๆ กระเด้าลึกลงไปจนหัวควยไปกระแทกกับมดลูกดังกึก
นางทองประศรีก็ร้องควรญครางออกมาพร้อมกับเกร็งกระตูกปลายหัวแม่เท้าจิกเกร็ง ร่องหีตอดอย่างรุนแรง ถึงจุดไปอย่างรวดเร็วด้วยความขลังของควยอาคม
แล้วพลายแก้วก็ยกขาสองข้างของว่าที่แม่ยายขึ้นมาช้อนอยู่ในแขนแล้วเริ่มกระเด้าว่าทีแม่ยายอย่างเมามันทันที กระเด้าไปรูหีก็ทั้งดูดทั้งตอด

ทุกครั้งที่พลายแก้วกระทุ้งควยเข้าไปชนกับมดลูก นางทองประศรีก็จะมีอาการถึงจุดสุดยอดทุกครั้ง กว่าที่พลายแก้วจะฉีดน้ำควยรดมดลูก
นางทองประศรีก็ถึงจุดไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หลังเสร็จกิจพลายแก้วก็ดึงควยออกจากรูหีของว่าที่แม่ยายดังบ๊วบ
รูหีที่เคยปิดสนิทของนางศรีประจันก็อ้าออกกลวงโบ๋ ปรากฏน้ำเงี่ยนปนน้ำง่านไหลเยิ้มออกมา

ควยของพลายแก้วหลังจากเสร็จกิจแล้วยังคงมีความใหญ่กว่าควยปกติเท่าหนึ่ง ความยาวประมาณ ๗ นิ้ว
เปียกน้ำเงี่ยนเป็นมันเยิ้มพลายแก้วก็จัดแจงแต่งตัวกลับให้นางศรีประจันแล้ว พลายแก้วก็ออกจากห้องของนางศรีประจัน ตรงไปยังห้องถัดไปในทันที
ห้องถัดมานั้นมันแปลกที่มันมิได้ขัดกลอนเอาไว้ภายใน เมื่อพลายแก้วผลักเข้าไป ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นห้องของพิมพิลาไลย
เพราะห้องนั้นมีกลิ่นหอมเหมือนดังกับกลิ่นหอมที่ติดตัวของพิมพิลาไลยที่เขาเพิ่งจะได้ดอมดมมาเมื่อไม่นานนี้
พลายแก้วเดินเข้าที่นั่งยังเตียงของพิมพิลาไลย แล้วร่ายมนต์เป่าไปยังพิมพิลาไลย แล้วเอนกายลงตระกองกอดร่างของพิมพิลาไลยไว้
พิมพิลาไลยก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยมนตราที่เคยมัดไว้ได้คลายออก แล้วก็ตกใจเมื่อพบว่าคนที่กอดอยู่คือพลายแก้วชายในดวงใจของนางนั่นเอง

พลายแก้วไม่พูดพล่ามทำเพลง ร่ายมนต์ตรามหาละลวยเป่าใส่ขม่อมของพิมพิลาไลยทันที ส่งผลให้พิมพิลาไลยตาเยิ้ม ตัวอ่อนระทวย
ล้มนอนลงไปยังที่นอนของนางทันที จากนั้นพลายแก้วก็เอนกายลงไปตระกองกอดร่างของพิมพิลาไลย ตวัดไว้ในวงแขน
แล้วประทับจูบที่ริมฝีปากของพิมพิลาไลยทันที พิมพิลาไลยสะดุ้งดุจดั่งถูกไฟดูด ร่างอ่อนระทวย รีบยื่นปลายลิ้นออกมาตระหวัดพันพัวกับลิ้นของพลายแก้ว
สองมือนั้นเล่าก็กอดคอพลายแก้วไว้แน่นด้วยความกระสันรัญจวน พลายแก้วนั้นก็ค่อยๆ ประทับจูบจากหน้าผาก คลอเคลียลงมาซอกคออันหอมกรุ่น
ไล่ลงมาจนถึงปทุมถันอันครัดเคร่ง แล้วค่อยแหวกผ้ารัดอกของพิมพิลาไลยออก จนเห็นปทุมถันอันครัดเคร่ง ก็ตะโบมมือลงไปคลึงเคล้าเต้านมกะเปาะเหลาะ
สองนิ้วก็บีบบี้ไปยังปลายยอดประทุมถันอันสั่นระริกยั่วมือ พลางอมดูดปลายยอดสีทับทิมเข้าไปดุนในปากจนกระทั่งมันแข็งเป็นไป
สองหูก็ได้ยินเสียงครวญครางของพิมพิลาไลย
“อาวววว์ ซี๊ดดดดส์ แก้วจ๋า อย่าทรมานพิมเลยนะจ๊ะ พิมเสียวววจังเลย อาววว์”
พลายแก้วผละจากปลายยอดซ้าย ย้ายไปปลายยอดขวา พอเต็มอิ่มอารมณ์แล้ว พลายแก้วก็ไล่พรมจูบผ่านลงมาจนถึงสะโพก
และในที่สุดพลายแก้วก็ค่อยเลิกผ้านุ่งของพิมพิลาไลยขึ้นมา ผ่านขาเรียวได้รูปสวย ผิวละเอียดเนียนบาง ขาอ่อนเต่งตึงใส
จนถึงโคกเนินอันโหนกนูนพองาม ปกคลุมด้วยหมอยเส้นเล็กละเอียดเพียงเล็กน้อย ร่องแคมปิดสนิท รูหีมีน้ำเยิ้มเปียกๆ แตดเม็ดเล็กยังซ่อนตัวอยู่ด้านใน
ภาพที่เห็นทำให้พลายแก้วหมดความอดทน เอานิ้วค่อยๆ เกลี่ยไปตามแนวร่องแคมสวยที่ยังเบียดตัวกันชิดสนิท แล้วค่อยๆ ลากมาที่แตดของนาง
ใช้นิ้วเขี่ยเบาๆ จนแตดเริ่มลุกโผล่หัวออกมาหน่อยๆ พิมพิลาไลยบิดตัวไปมาอย่างเสียวซ่าน นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีนิ้วอื่นที่มิใช่นิ้วของนางมาเกลี่ยยังร่องแห่งนี้ ยังความเสียวซ่านและตื่นเต้นแก่นางเป็นอย่างยิ่ง
“ซี๊ดส์ แก้วจ๋า พิมทนไม่ไหวแล้ว จะทำอะไรก็ทำเถอะจ๊ะ พิมยอมทุกอย่างแล้ว อาวว์ ซี๊ดสสส์ อาววว์”

พลายแก้วได้ฟังดังนั้น ก็ลุกขึ้นถอดกางเกงออก ควยอาคมก็ดีดผึงออกมาจากกางเกงทันที พิมพิลาไลยเพิ่งเคยเห็นควยของผู้ชายชัดๆ ก็วันนี้
ทำเอาตะลึงตาค้าง พลายแก้วก็เอาควยอาคมมาจ่อที่ปากของนาง พิมพิลาไลยก็อ้าปากอมควยอาคมเข้าไปช้าๆ แล้วก็ดูด พลางเลียไปยังควยอาคม
ทำให้พลายแก้วเสียวยิ่ง กระเด้าอัดควยเข้าปากของพิมพิลาไลยช้าๆ แล้วพลายแก้วก็ถอนควยอาคมออกจากปากของพิมพิลาไลย
แล้วก็ย้ายมาจ่อยังร่องเสียวอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของพิมพิลาไลย จากนั้นก็ค่อยๆ กดส่วนหัวของควยอาคมลงช้าๆ เมื่อควยอาคมสัมผัสกับเนื้อหี
ก็เริ่มออกอิทธิฤทธิ์ทันทีรูหีก็รู้สึกเสียวซ่านอย่างมาก จนหลั่งน้ำเงี่ยนออกมาอย่างมากมายมาชโลมยังหัวควยอาคม ทำให้ควยอาคมค่อยๆ
แทรกลึกลงไปจนกระทั่งติดกับเยื่อพรหมจารีย์ของพิมพิลาไลย พลายแก้วก็รวบรวมแรงกดตูดกระแทกเข้าไปอย่างแรง ปึด
เยื่อพรหมจารีย์ของพิมพลาไลยขาดกระจุย ควยอาคมก็ไหลเข้าไปตุงอยู่หน้ามดลูกของพิมพิลาไลย
ทำให้พิมพิลาไลยซึ่งเคยโดนควยอาคมเป็นอันแรกต้องมีอันถึงจุดสุดยอดไปแล้วอย่างรวดเร็ว

ต่อเมื่อพลายแก้วเริ่มชักควยออกมา ควยอาคมเป็นมันเลื่อมผสานไปด้วยเลือดสาวสีจางๆ นี่แสดงว่าพิมพิลาไลยยังบริสุทธิ์อยู่
จากนั้นพลายแก้วก็กระแทกควยอาคมกลับเข้าไปอีกครั้ง พิมพิลาไลยก็มีอันตัวเกร็งถึงจุดไปอีกครั้งหนึ่งด้วยฤทธิ์ของควยอาคมของพลายแก้ว
พลายแก้วนั้นกระทุ้งอย่างเมามัน หนอกควยกระทบกับหนอกหีเสียงดังพั่บๆ พิมพิลาไลยนั้นก็เด้งตูดรับการกระแทกอย่างรู้งาน
แต่ด้วยฤทธิ์จากควยอาคมทำให้พิมพิลาไลยนั้นถึงจุดสุดยอดไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จวบจนกระทั่งพลายแก้วเสียวจนทนไม่ไหว ก็กระแทกควยสุดแรง
แล้วพ่นน้ำควยอันร้อนแรงเข้าไปยังมดลูกของพิมพิลาไลย ก็ยิ่งทำให้พิมพิลาไลยซึ่งตอนนี้เคลิบเคลิ้มไปกับรสควยอาคมนั้น ต้องตัวเกร็งมือเท้าหงิกเกร็ง
นอนแน่นิ่งไปในทันที จวบจนเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่งพิมพิลาไลยค่อยรู้สึกตัว หายใจอย่างรวยรินให้กับความเสียวที่สุดยอดในชีวิตวัยสาวของนาง

พิมพิลาไลยไม่เสียใจกับความบริสุทธิ์ที่เสียไป เพราะนางรู้ว่านางได้ที่ฝากฝังชีวิต และนางได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดของนางให้แก่คนที่นางรักที่สุดไปแล้ว
ซึ่งนางรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับอย่างยิ่งสำหรับความรักที่นางมีให้แก่พลายแก้ว

พลายแก้วหลังจากเสร็จกิจแล้วก็ตระกองกอดจูบพิมพิลาไลยด้วยความรัก และให้คำมั่นสัญญาแก่นางว่าเมื่อเขากลับไปแล้วจะรีบตระเตรียมเรื่องแต่งงาน
และรีบให้มารดามาสู่ขอพิมพิลาไลยโดยเร็วที่สุด ทำให้พิมพิลาไลยนั้นปลาบปลื้มเป็นสุขกับคำหวานของพลายแก้วที่บอกแก่นาง
ทั้งคู่นอนกอดก่ายพร่ำพรอดกันจนกระทั่งเกือบรุ่งเช้า พลายแก้วจึงได้ลงจากเรือน และรีบเดินกลับไปที่วัดป่าเลไลย์ แล้วครองจีวรเป็นสามเณรต่อไป

(ปล. หลังจากตอนนี้ กระผมต้องขออนุญาต ท่านผู้อ่านทั้งหลาย เนื่องจากการระดมกำลังความคิดในการแต่งเรื่องนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปจนขาดการ
พักผ่อน ทำให้สุขภาพที่ไม่ใคร่จะดีของกระผมเริ่มจะกลับมาไม่สบายอีกแล้วขอรับ (ไซนัสอักเสบกำเริบ) คงต้องขอเวลาพักผ่อนจนกว่าจะหาย
แล้วกระผมจะรีบกลับมาแต่งเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนต่อไปเพื่อสนองพระคุณที่ทุกท่านให้กำลังใจ ให้การสนับสนุนเรื่องของกระผมตลอดมาครับ สวัสดีครับ)

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #3 on: December 02, 2014, 10:16:35 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๖ (การเปลี่ยนแปลง)

มาจะกล่าวถึงขุนช้าง หลังจากที่กลับมาจากงานบุญในวันนั้นแล้ว ก็เผ้าครุ่นคิดถึงแต่ท่าทีของพิมพิลาไลยที่มีต่อสามเณรพลายแก้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่วางใจ
กลัวพิมพิลาไลยจะไปมีใจให้ไอ้เณรเสียงหวานนั่น อะฮ้า วิธีที่ดีเยี่ยมที่สุดก็คือ ไปขอมาเป็นเมียซะเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว
ก็รีบเข้าไปนางเทพทองผู้เป็นมารดาทันที ซึ่งนางเทพทองนั้นจริงๆ แล้วก็มีรูปร่างหน้าตาที่ไม่เป็นรองนางศรีประจันผู้เป็นมารดาของพิมพิลาไลยเท่าใดนัก
ด้วยในอดีตแล้วนางเคยได้เข้าไปประกวดหญิงงามพร้อมกับนางศรีประจัน แต่ด้วยนางดันตั้งท้องกับขุนศรีวิชัยผู้เป็นบิดาของขุนช้างก่อนแต่งงาน
จึงทำให้นางพลาดโอกาสที่จะได้ตำแหน่งไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำให้นางเผ้าเสียใจอยู่จนทุกวันนี้ และโทษตัวของขุนช้างในใจที่ทำให้นางต้องเสียโอกาส
เลยพาลเกลียดขุนช้างไปโดยปริยาย
“แม่จ๋า แม่ ช้างมีเรื่องจะขอเข้าไปคุยด้วยได้ป่าว” ขุนช้างเคาะประตูห้องนอนของแม่ พลางกล่าวขออนุญาต
“เออ เดี๋ยวก่อน” เสียงตอบอู้อี้จากในห้องก่อนจะมีเสียงใส่เสื้อผ้าสวบสาบ แล้วประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นนางเทพทองซึ่งมีหน้าตาบึ้งตึงบอกบุญไม่รับ
“แม่ ให้ช้างเข้าไปคุยในห้องแม่นะ นะจ๊ะ ความลับ ความลับ นะ” ขุนช้างออดอ้อนแม่ด้วยสำเนียงราวกับเป็นเด็กเล็กๆ
“เอ้า รีบๆ เข้ามา ข้ากำลังยุ่งเว้ย รีบๆ คุยนะ” นางเทพทองพูดเสียงกระด้างด้วยขุนช้างมาขัดอารมณ์ของนางทำให้นางต้องค้างเติ่งกลางคัน

ขุนช้างเห็นแม่อนุญาตก็รีบเดินเข้าไปในห้องของนางเทพทองทันที นางเทพทองก็ปิดประตูขัดกลอนแล้วหันเดินกลับมานั่งยังเตียง
ขุนช้างก็มองตามร่างของนางเทพทอง พลางนึกชมเชยรูปร่างหน้าตาของมารดาของเขาในใจ นางเทพทองถึงจะมีอายุย่างเข้า ๓๘ ปีแล้ว
แต่รูปร่างของนางนอกจากจะอวบท้วมเพิ่มขึ้นนิดหน่อยแล้ว ทุกส่วนยังดูเยี่ยม ความอวบท้วมนิดๆ ของนางกลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับเรือนร่างของนาง
ยิ่งกว่าตอนวัยรุ่นเสียอีก
“เอ้า เอ็งมีอะไรว่ามา เสร็จแล้วก็รีบๆ ออกไป แม่ยังมีธุระต้องทำ ทำค้างไว้อยู่”
นางเทพทองกล่าวอย่างไม่ดูดำดูดีลูกชายตนเอง เล่นเอาขุนช้างที่มาด้วยความลิงโลด หัวใจพองโตคับอก ต้องฝ่อแฟบลงไป
“เอ่อ คืองี้แม่ ช้างอ่ะ ตั้งแต่น้องแก่นแก้วเสียไป ช้างก็ว้าเหว่เหลือเกิน ช้างอยากจะได้ใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนกับช้าง และมามีหลานให้แม่...
 แต่ช้างก็ยังหาไม่พบ แต่ตอนนี้นะแม่ ช้างหาเธอคนนั้นพบแล้วล่ะจ๊ะ”
ขุนช้างกระมิดกระเมี้ยนตอบแม่ พูดพลางบิดตัวบิดตูดไปมาน่าเตะพิลึก
“อ้อ ใครวะ หือ เป็นลูกเต้าเหล่าใครล่ะหา ไหนลองบอกข้ามาถี่”
นางเทพทองชักให้ความสนใจ ลุกขึ้นมานั่งฟังขุนช้างลูกชาย พลางนึกอยากเตะท่าทางกระมิดกระเมี้ยนของมันจริงๆ
“สาวคนนี้ แม่รู้จักดีเลยหละ น้องพิมพิลาไลยไงแม่ ลูกของน้าศรีประจันกับน้าพันศรโยธาไง ตอนเด็กๆ เขายังเคยมาเล่นผัวเมียกับช้างเลย แม่จำได้ป่าว”
ขุนช้างเท้าความให้แม่ฟังถึงความหลังอย่างสุขใจ
“ห๋า หนูพิมพิลาไลย” นางเทพทองสะดุ้งเฮือกเหมือนโดนเข็มแทงรูหี พลางลุกขึ้นยืน ชี้หน้าขุนช้าง
“ไอ้หัวล้านกบาลใส มึงนี่ไม่เจียมตัวเลย มึงก็เห็นอยู่ว่าหนูพิมน่ะเขางาม งามมากๆ แล้วดูตัวมึงซิ หา มึงมีอะไรดีหา จะมาขอให้กูไปสู่ขอเขาน่ะ...
 มึงเสียสติแล้วเรอะ จะพาให้กูเสียหน้าไปด้วยซิ ช่างไม่เจียมตัวซะเล้ย”
นางเทพทองชี้หน้าด่าลูกชาย พลางนั่งลงทอดถอนใจในความอัปลักษณ์ของลูกชาย
“อือ แม่ผมน่ะเข้าใจครับ แต่แม่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะครับ ว่าความรักน่ะ เวลาที่มันเกิดมันไม่เคยที่จะเลือกว่าจะเกิดกับใครหรือเกิดเมื่อไหร่
แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ทำให้เราต้องทนทุกข์อยู่กับมัน ติดปลักอยู่กับมัน จริงอยู่แม่ ช้างน่ะรูปชั่วตัวดำ หัวล้านอัปลักษณ์ แต่แม่เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า
จริงๆ แล้วช้างอยากจะเกิดมาเป็นอย่างนี้เหรอ ช้างชอบที่เป็นอย่างนี้เหรอ แม่จ๋าแม่ลืมตาดูช้างบ้างซิ แม่ต้องไม่ลืมว่าช้างคือลูกชายคนเดียวของแม่นะ
ถ้าแม่เองยังไม่ช่วยช้าง แล้วช้างจะทำยังไง ถ้าแม่ตัวเองยังดูถูกลูก ไม่รักลูกแล้ว ช้างยังจะอยู่ได้หรือแม่”
ขุนช้างกล่าวอย่างน้อยอกน้อยใจ พลางยกผ้าห่มขึ้นซับน้ำตา นางเทพทองเมื่อได้ฟังคำลูกก็รู้สึกสงสารลูกเต็มประดา จริงของมัน
มันผิดด้วยหรือที่มันเกิดมาอัปลักษณ์ ผิดด้วยหรือที่มันเลือกเกิดไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสารลูก จึงลุกจากเตียงอ้าแขนกอดลูกช้างไว้ในอ้อมอก
น้ำตาของขุนช้างเปียกผ้าสไบของนางจนเปียกชุ่มไปหมด ความเย็นจากน้ำตาของขุนช้างทำให้หัวนมของนางเทพทองลุกตั้งเป็นตุ่มไต

ข้างฝ่ายขุนช้าง เมื่อเห็นมารดาใจอ่อนก็แสนจะดีใจ โอบกอดนางเทพทองไว้แน่น พลางเกลือกกลิ้งหน้ากับหน้าอกของนางเทพทอง
จนน้ำตาเปียกผ้าสไบของนางไปหมด ผ้าสไบเมื่อเปียกมันก็แนบไปตามเนื้อ ขุนช้างจึงสังเกตเห็นว่านางเทพทองมารดาของเขานั้น
หัวนมแข็งตั้งเป็นตุ่มอยู่ด้านหลังผ้าสไบ ปกติมารดาของเขาก่อนจะห่มสไบต้องคาดผ้ารัดอกก่อนนี่แต่วันนี้ทำไมนางจึงยังไม่คาด
แต่เขาก็สลัดความคิดนั้นออกไป แล้วพยายามเกลือกหน้าลงไปแถวหัวนมของนางเทพทอง บางครั้งก็เอาปากไปเม้มดึงที่ยอดหัวนมนั้น
ทำให้นางเทพทองเริ่มเกิดความรู้สึกแปลกๆ กับตัวของนาง
“ช้างลูกแม่ แม่เข้าใจลูกแล้วจ๊ะ แม่จะลองไปสู่ขอหนูพิมให้หนูก็ได้นะลูก แต่ตอนนี้หนูช่วยอะไรแม่อย่างได้หรือเปล่าคะ”
นางเทพทองส่งเสียงหวานคุยกับลูกชาย จนขุนช้างรู้สึกว่าแม่ของตนต้องมีอะไรแน่ๆ เลย
“ได้สิครับแม่ แม่อยากจะให้ช้างช่วยอะไรก็บอกมาได้เลย”
ขุนช้างตอบพลางมองเห็นหน้าของนางเทพทอง ซึ่งบัดนี้มีสีแดงจางๆ เกิดขึ้นที่พวงแก้มเต่งตั่งของนาง
นางเทพทองขบริมฝีปากเหมือนดังกับต้องการข่มกลั้นอะไรบางอย่าง แต่แล้วความรู้สึกอีกอย่างก็มีฤทธิ์เหนือกว่า นางจึงบอกเสียงหวานกับลูกชายต่อว่า
“คือยังงี้ค่ะ แม่น่ะช่วงนี้ รู้สึกไม่ค่อยจะสบายค่ะ นมมันคัดๆ ตึงๆ บางทีทำให้แม่เจ็บเลยค่ะ ลูกช้างจะช่วยแม่ดูดนม จะได้ไหมคะ”

ขุนช้างอึ้งไปเหมือนดังกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน จวบจนนางเทพทองเอามือกดหัวของตนแนบไปกับเต้านมเต่งตึงของนาง เขาจึงได้สติ
ยกมือสั่นเทาขึ้นมาแหวกผ้าสไบของนางเทพทองออก จนทรวงอกขาวเต่งตึงของนางเผยออกมาให้เห็นเต้าอวบเต่งงอนช้อยขาวสะอาดปราศจากไฝฝ้าราค
ี ที่หย่อนคล้อยลงไปเล็กน้อย แต่กลับไม่ทำให้เสียเสน่ห์ แต่กลับยิ่งเพิ่มพูนความงามอย่างเปรียบไม่ได้ ปลายยอดสีน้ำตาลอ่อน ชี้ชูชัน สั่นระริก

ขุนช้างรีบอ้าปากอมเอาสีน้ำตาลบนยอดเต้า แล้วดูดเบาๆ พลางเม้มปาก แล้วใช้ลิ้นบดบี้กับเพดานปาก และไรฟันอย่างชำนิชำนาญ
พลางขบกันเบาๆ ที่ปลายยอด เพื่อสร้างความเสียวซ่าน แล้วก็ย้ายไปอมดูดอีกเต้าหนึ่งอย่างไม่ยอมให้มันน้อยหน้า
“อาวววว์ ช้างจ๋า ดีมากเลย ซี๊ดดดด์ ลูก ดูดแรงๆ นะจ๊ะ แม่เสียวมากเลย อ๊า อย่าขบหัวนมคุณแม่แรงนักนะคะ คุณแม่เสียวจังเลยค่ะ”
นางเทพทองออดอ้อนอย่างลืมอาย เมื่อเจอกับลีลาการโลมเร้า ปลุกอารมณ์ของขุนช้าง สุดยอดฝีมือจากวังหลวง

ขุนช้างนั้นเข้าใจอารมณ์ของนางเทพทองดีว่าต้องการอะไร ดังนั้นเขาจึงค่อยเอนกายลงทาบทับร่างนางเทพทองแล้วค่อยๆ
สอดมือล้วงเข้าไปใต้ผ้านุ่งของนาง พลางไล้มือเบาๆ ที่บนแคมหี บางครั้งก็กดเน้นๆ ที่เม็ดแตด ซึ่งขณะนี้มันพุ่งชูชันออกมาสู่มือจนสัมผัสได้
นิ้วทั้งห้านิ้วของขุนช้าง ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแล้ว เพราะผ่านการฝึกฝนมานานหลายปี ได้เริ่มชอนไชเข้าสู่ร่องหีของนางเทพทอง พลางควานไปทั่วรูหี
แถมบางครั้งยังมีการดึงนิ้วมาจี้ยังจุดจีสปอทของนางเทพทอง ทำให้นางเทพทองนั้นสุดจะกลั้นความรู้สึก ร้องครวญครางออกมาดังๆ อย่างไม่กลัวใครจะได้ยิน
พลางสอดมือเข้ามายังในกางเกงของขุนช้างเพื่อควานหาควยของขุนช้าง เมื่อนางจับถูกควยของขุนช้าง ก็ทำให้นางประหลาดใจ
นี่มันควยคนหรือเปล่านี่ ที่เห็นตอนมันยังเล็กนี่มันยังไม่เป็นยังงี้เลย รูปลักษณ์ของควยขุนช้างนั้น
บัดนี้ได้เปลี่ยนจากควยพิสดารที่มีลักษณะเหมือนดั่งเกลียวสว่านนั้น ตอนนี้มันกลับเพิ่มเม็ดตะปุ่มตะป่ำขึ้นเต็มรอบไปหมด
แถมส่วนหัวนั้นก็ใหญ่จนแทบจะเท่ากับกำมือนางทีเดียวส่วนลำตัวนั้นเล่าก็มีขนาดใหญ่กว่าข้อมือของนางเสียอีก ความยาวนั้นก็คงไม่ต่ำกว่า ๙ นิ้วเป็นแน่

นางเทพทองเห็นดังนี้แล้วก็รู้สึกคร้ามกลัวขึ้นมาทันที ด้วยผัวของเธอที่ตายไปนั้น มีขนาดความยาวของควยแค่ไม่เกิน ๔ นิ้วเท่านั้น
ยามเอาเขาเอาเธอก็ชิงเสร็จก่อน ทำให้นางเทพทองต้องมาช่วยตนเองทุกครั้งไป

ขุนช้างเมื่อเห็นนางเทพทองตกตะลึงไปกับสุดยอดควยแห่งนครหลวงนั้น ก็เกรงว่านางจะไม่กล้าให้เขาเข้าเยี่ยมชมถ้ำทอง จึงรีบถดตัวลงไป
ถึงด้านหน้ารูหีของนางเทพทอง พลางยื่นลิ้นที่มีความสากคายน้องๆ ลิ้นควาย เข้าไปเลียที่กลีบแคมของนางเทพทองอย่างแรงจนแคมมันยู่ไปยู่มา
พลางยกสองมือกดข้างๆ แตดของนาง เพื่อให้หัวแตดมันโผล่ออกมาเยอะ แล้วก้มลงดูดแรงสลับกับเบา
พลางใช้นิ้วควานเข้าไปในร่องหลีบหีของนางเทพทองอย่างชำนิชำนาญ นางเทพทองเมื่อเจอกับลีลาชั้นเซียนของขุนช้าง ก็ดิ้นพราดๆ
ตวัดขารัดหัวล้านของขุนช้างให้แนบแน่นก้บหนอกหีของนาง ให้ลิ้นไชลึก ๆ คว้านให้ถ้วนทั่ว สองมือก็กระชากผ้าสไบออก
พลางใช้นิ้วคีบหัวนมสีน้ำตาลอ่อนที่แข็งเขม็งชูชันดึงขึ้น และบี้ลงอย่างเมามัน ขุนช้างนั้นพอเห็นท่าทีของมารดาอย่างนั้นก็รู้ว่า เสียวจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
ก็ลุกขึ้นคุกเข่า จับสองขาของนางเทพทองช้อนอยู่ในสองแขน เล็งหัวควยจ่อปากทางสวรรค์ที่ตอนนี้เลอะเทอะเป็นมันเยิ้มไปด้วยน้ำลาย
และน้ำเงี่ยนที่นางเทพทองขับออกมา พลางกดตูดดันสุดยอดควยแห่งวังหลวงเข้าไปช้า ๆ นางเทพทองที่กำลังเสียวก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกว่ารูหี
ถูกอะไรบางอย่างพยายามแทรกเข้าไปข้างใน รู้สึกตึงๆ เจ็บๆ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็กลับมา ยกมือพยายามผลักอกขุนช้างออก
ตูดก็พยายามบิดส่ายไปมาเพื่อมิให้ควยของขุนช้างได้เข้าไปในรูหีมากกว่านี้ พลางพูดละล่ำละลัก
“ไอ้ช้าง นี่แม่มึงนะ มึงอย่านะ กูกลัวโดนฟ้าผ่า โอ้ย ไอ้ลูกระยำ กูเจ็บนะ มึงเอาออกเดี๋ยวนี้นะ”

แต่ขุนช้างมาถึงตรงนี้แล้ว มีหรือจะหยุด รีบส่ายหัวควยแซะร่องของนางเทพทองเป็นพัลวัน เมื่อมีโอกาสที่นางเทพทองเมื่อยเอว
ก็รีบดันพรวดเข้าไปทันที ปึดดดดด สุดยอดแห่งความแคบ แต่ในที่สุดสุดยอดควยของขุนช้างก็สามารถเข้าไปในร่องหีของมารดาได้เกือบครึ่ง
นางเทพทองนั้นสะดุ้งสุดตัว ร้องไม่ออก ด้วยรู้สึกจุก ขุนช้างก็ชักสุดยอดควยออกมาช้าๆ แคมหีสีแดงก่ำก็ปลิ้นออกมาตามลำควยของขุนช้าง
นางเทพทองก็สูดปากด้วยความลืมตัว ยกตูดตามควยขึ้นมา แล้วขุนช้างก็กระแทกกลับไปอย่างแรง พั่บบบบ สุดยอดควยมุดเข้าไปจนมิด
หัวมุดเข้าไปชนกับมดลูกของนางเทพทองดังกึก นางเทพทองก็ร้องอึก จุกแน่นไปหมด ขุนช้างนั้นเชี่ยวชาญในเรื่องเชิงรักอย่างยิ่ง รู้ดีว่าถ้าขืนกระเด้าตอนนี้
ต่อไปนางเทพทองไม่ให้เขามาใช้บริการแน่ ก็ก้มตัวลงไปเลียไซร้ที่หัวนม จนหัวนมเริ่มแข็งตั้งเด่ สักพักก็รู้สึกว่านางเทพทองเริ่มมีอาการส่ายตูดไปมาน้อยๆ
เพื่อให้สุดยอดควยเสียดสีตุ่มไตในร่องหีได้อย่างทั่วถึง ขุนช้างก็รู้ว่าเวลามาถึงแล้ว ก็เริ่มชักเข้าออกน้อยๆ เบาๆ
จนน้ำเสียวของนางเทพทองไหลหลั่งออกมามากจนมีเสียงดังเจ๊าะๆ แจ๊ะๆ แล้ว ก็ถึงเวลา ขุนช้างชักสุดยอดควยออกมายาวๆ
นางเทพทองก็สูดปากยกตูดตามด้วยความเสียว ขุนช้างก็กระแทกควยลงไปในรูหีอย่างแรง ฟึ่บ น้ำกระจาย หยดออกมาเปื้อนที่นอนเป็นหย่อมใหญ่

นางเทพทองนั้นเมื่อเจอลีลาของสุดยอดนักรักแห่งวังหลวงก็ตาปรือ นอนถ่างขารับกามอาญาอย่างเต็มใจ บางครั้งยังแอ่นนมให้ดูดอย่างรู้ใจ
ขุนช้างได้ใจก็กระแทกอย่างแรง และถี่ยิบ พลางบดคว้านในร่องหี ให้ควยเข้าไปกวาดในร่องหีอย่างทั่วถึง บางครั้งก็แทงซ้าย บางครั้งก็แทงขวา
บางครั้งก็เร็ว บางครั้งก็ช้า ทำเอานางเทพทองที่ไม่เคยเจอกับลีลาอย่างนี้ ถึงจุดสุดยอดจนนับไม่ได้ว่ากี่ครั้ง ได้แต่นอนถ่างขาให้ขุนช้างเอาถ่ายเดียว
กิจกามดำเนินไปกว่า ชั่วโมง ในที่สุดขุนช้างก็ร้องโอ้ก กระแทกควยเข้าออกรูหีของนางเทพทองถี่ยิบ แล้วระเบิดน้ำกามพุ่งเข้าไปราดรดมดลูกของนางเทพทอง
ทำให้นางเทพทองต้องถึงแก่การถึงจุดไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

ครั้นเมื่อเสร็จกามกิจแล้ว ขุนช้างก็แต่งตัวจนเสร็จ ลุกขึ้นมาจะชวนนางเทพทองเพื่อไปสู่ขอพิมพิลาไลยให้กับตนเอง ก็ตกใจ เนื่องจากนางเทพทองนั้น
ช้อกเนื่องจากเจอสุดยอดควยทะลวงเป็นเวลานานเกินไป สลบเหมือด นอนถ่างขาอ้าซ่ารูหีกลวงโบ๋ แคมหีบวมเป่ง แตดของนางนั้นก็อักเสบโตเกือบเท่านิ้วมือทีเดียว
ทำให้ขุนช้างตกใจมาก จับนางเทพทองแต่งตัวแล้วให้บ่าวรีบไปตามหมอมาดู ครั้นเมื่อหมอมาดูแล้ว ตรวจแล้วก็มองหน้าขุนช้างยิ้มๆ แล้วบอกว่า
“สบายใจได้ครับ คุณแม่ของคุณคงเหน็ดเหนื่อยมากไปนิด สงสัยจะออกกำลังกายมากจนช้อก ไม่ต้องห่วงให้นอนพักอีกซักวันสองวันก็ลุกขึ้นเดินได้แล้ว...
 นี่เอาสมุนไพรไว้ประคบ เช้า เที่ยง เย็น ก็จะสามารถลดอาการบวมและการอักเสบได้”

ขุนช้างได้ฟังหมอพูดก็รู้สึกสบายใจ เวลาผ่านไปอีก ๒ วัน นางเทพทองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาเท่าที่ควร แถมบางครั้งยังมีอาการไข้ขึ้นสูงอีกด้วย
ขุนช้างเผ้ารออย่างกระวนกระวาย ทนไม่ไหว ให้บ่าวไปตามหมอมาอีก เมื่อหมอตรวจแล้วก็รู้สึกตกใจ พลางบอกกับขุนช้างว่า
“ไม่ใคร่จะดีแล้วครับ สงสัยช่องคลอดจะอักเสบ เอายังงี้ คุณเอาสมุนไพรนะครับ ทากับไม้อันนี้ แล้วค่อยๆ แยงเข้าไปในช่องคลอดเพื่อทายาให้กับแม่ของคุณ...
 สักอาทิตย์ก็คงจะหาย”

ขุนช้างฟังหมอพูดพลางรับเอาท่อนไม้มา ท่อนไม้มีขนาดประมาณนิ้วก้อย เรียบรื่นตั้งแต่หัวจรดปลาย ขุนช้างก็คิดว่าถ้าใช้ไม้ตัวนี้แล้ว
จะทาให้แม่ได้ทั่วถึงได้อย่างไร คิดไปคิดมาก็คิดได้ หุหุ เวลาผ่านไปอีกอาทิตย์หนึ่ง นางเทพทองก็ยังมีอาการที่ไม่ใคร่จะดีขึ้น

ขุนช้างก็รีบให้บ่าวไปตามหมอมาด่วน เมื่อหมอมาถึง ขุนช้างก็ตวาดด่าหมอด้วยความโมโหที่รักษาแม่ของเขาไม่หายเสียที
หมอคนนั้นก็รีบลนลานตรวจร่างนางเทพทองแล้วขมวดคิ้วพลางถาม
“คุณทายาให้แม่คุณตามที่ผมสั่งหรือเปล่า”
“ทาซิ บางครั้งทามากกว่าที่หมอสั่งอีก” ขุนช้างตอบหน้าเครียดๆ พลางนึกในใจว่าหมอจะมาไม้ไหนอีก
“แล้วคุณใช้แท่งไม้ที่ผมให้ไปทาหรือเปล่า” หมอยังพยายามสอบถามสาเหตุให้พบ
“เปล่า” ขุนช้างตอบ
“อ้าว ทำไมล่ะ ก็ผมสั่งให้คุณใช้แท่งไม้อันนั้น ทาไง แล้วคุณใช้อะไร ถ้าไม่ใช้ไม้”
หมอถามด้วยความรู้สึกที่ชักจะหงุดหงิดด้วยทำให้หมอเสียความเชื่อมั่น
“แหม ก็ผมเห็นว่า ไม้ที่หมอให้มันเล็ก ก็กลัวจะทาไม่ทั่วถึง ผมก็เลยใช้ควยผมทายาหมอแล้วแยงเข้าไปคว้านในรูหีแม่ของผม...
 บางทีผมทาตั้งหลายที ทำไมไม่หายซักทีหือหมอ” ขุนช้างตอบพลางทำหน้าใสซื่อ
“บ๊ะ ก็มันเป็นอย่างนี้แล้วแม่มึงจะหายได้ไงวะ เอ้ย ขอประทานโทษครับ เฮ้อ เอายังงี้ คุณให้คุณแม่คุณมาอยู่ที่เรือนคนไข้ของหมอก่อนนะ...
 หายแล้วค่อยกลับมา ตามนี้ละกัน ไม่งั้นก็ตามใจ” หมอพูดอย่างมีอารมณ์
“ก็ตามแต่หมอเถอะครับ” ขุนช้างกล่าวพลางคิดจะทำไงเรื่องไปสู่ของพิมพิลาไลยดี

และแล้วนางเทพทองก็ถูกย้ายไปอยู่เรือนพักคนไข้ของหมอ ท่ามกลางความโล่งอกของบรรดาบ่าวไพร่ทั้งหลายที่เป็นห่วงมายืนรอส่งกันหน้าสลอน
ข้างฝ่ายขุนช้างนั้นเล่า ก็กระวนกระวายด้วยกลัวจะเสียพิมพิลาไลยไป จะทำไงดี เดินวนเวียนไปมา สุดท้ายตัดสินใจแต่งตัวอย่างสุดหล่อ
ด้วยเครื่องประดับสุดหรูหราราคาแพง พลางเกณฑ์บ่าวไหร่มาจัดขบวนพลางยกขบวนไปยังบ้านของพิมพิลาไลยทันที
ด้านฝ่ายนางศรีประจันนั้น วันนี้ไม่รู้เป็นไงรู้สึกอารมณ์ไม่ดีตั้งตะเช้า เหมือนกับวันนี้จะมีเรื่อง ไม่มีใครเข้าหน้านางติดแม้แต่ลูกสาวของนางเอง
นางก็ไล่ให้ไปอยู่แต่ในห้อง นั่งกินหมากพลางดูบ่าวไพร่ทำอาหารเตรียมตัวจะไปเลี้ยงพระ พลันหูก็ได้ยินเสียงโห่ร้องดังมาแต่ไกล
ก็เรียกบ่าวคนหนึ่งไปดูซิว่าเขามีงานอะไรกัน บ่าวลงไปสักครู่ก็ขึ้นมารายงานว่า ขุนช้างยกขบวนขันหมากมาเพื่อจะสู่ของพิมพิลาไลย
นางศรีประจันได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจ แต่ก็ลงจากเรือนไปต้อนรับขบวนขันหมากของขุนช้างทันที
“ว่าไงพ่อช้าง วันนี้มีงานอะไรหรือยกขบวนมาจนถึงหน้าบ้านของน้า”
“ครืออย่างนี้ครับคุณน้า กระผมมีเรื่องสำคัญจะเรียนกับคุณน้านะครับ ขออนุญาตให้กระผมไปเรียนบนเรือนจะได้ไหมครับ”
ขุนช้างถามเสียงอ่อนหวาน พลางกระพุ่มมือไหว้จนตูดโด่งน่าเตะพิลึก
“อ้อ เชิญเลยจ๊ะพ่อช้างเชิญเลย” นางศรีประจันเชื้อเชิญพลางเดินขึ้นเรือนไป สั่งบ่าวไพร่ให้เอาน้ำมาเลี้ยงแขก
ข้างฝ่ายขุนช้างนั้น เมื่อนั่งเอี้ยมเฟี้ยมในเรือนของนางศรีประจันแล้ว ก็หันหน้าล่อกแล่ก ส่ายหัวมองหาพิมพิลาไลย

ข้างฝ่ายนางศรีประจันนั้นมองเห็นท่าทีของขุนช้างก็เข้าใจได้โดยทันทีว่าขุนช้างต้องการอะไร จริงๆ แล้วนางมิได้รังเกียจขุนช้างที่มีหน้าตาอัปลักษณ์
ด้วยขุนช้างนั้นร่ำรวยมหาศาล นางชอบความร่ำรวย พวกหล่อแต่ไม่ล่ำนั้น นางไม่ชอบ เมื่อเห็นท่าทีของขุนช้างนางก็เปิดฉากถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
“พ่อช้างจะมาสู่ของลูกพิมใช่ไหมจ๊ะ”
ขุนช้างสะดุ้งเฮือก ปากคอสั่น ลนลานตอบ
“คุณน้า รู้ได้งายคับเนี่ย ครือผมตั้งใจจะมาสู่ขอน้องพ พ พพิม จ จ จริ จริง คะคะคะรับ”
นางศรีประจันเห็นดังนั้น ก็ยิ้มอยู่ในหน้า ในใจก็วางแผนจะจัดการกับเจ้าหมูที่วิ่งมารอบนเขียงนี้อย่างเต็มที่
“ยังงี้นะ พ่อช้าง น้าก็มีลูกสาวเพียงคนเดียว สามีของน้าก็เสียไปแล้ว น้าอยู่ตัวคนเดียว ก็ได้น้องพิมนี่แหละดูแล ถ้าน้าขาดน้องพิมไปคงจะแย่นะ...
 ตอนนี้น้าก็แก่ลงทุกวัน น้าก็อยากจะให้มีลูกสาวคอยดูแล”

ขุนช้างฟังแล้ว ก็หลงกลทันที อย่างง่ายดาย เข้าใจว่า นางศรีประจันจะไม่ยกลูกสาวให้ตน ก็รีบลุกขึ้นตะโกนเรียกบ่าวให้ยกหีบของข้างล่างขึ้นมาทันที
สักพักใหญ่บ่าวก็ยกเหล็กใบใหญ่ขึ้นเรือนมา ทุกก้าวที่เหยียบลงบนกระดาน ลั่นเอี๊ยดอ๊าด แสดงดึงความหนักของหีบ
ขุนช้างก็บงการให้บ่าวยกหีบใหญ่มาวางบนพื้นเรือนแล้วให้บ่าวไพร่ออกไป พลางเดินมาที่หีบใหญ่ ล้วงพวงกุญแจพวงใหญ่มา
แล้วเลือกอยู่นาน กว่าจะเจอดอกที่ต้องการแล้ว ก็ไขหีบออก

เมื่อเปิดหีบออก นางศรีประจันก็ลุกขึ้นยืนด้วยความลืมตัว ตาถลนแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า น้ำลายไหลย้อยมาจากมุมปาก
ด้วยแก้วแหวนเงินที่อยู่ในหีบนั้น มันช่างมากมายมหาศาล สวยงามทุกชิ้น น่าลูบคลำทุกส่วน

ขุนช้างเมื่อเห็นท่าทีของนางศรีประจันเป็นดั่งนั้น แล้วก็ยิ้มอยู่ในใจ พลางเอ่ยทักไปว่า
“เอ่อ คุณน้าครับ คุณน้าครับ คุณน้าโว้ย”
นางศรีประจันก็สะดุ้งรู้สึกตัวได้สติ ก็รีบนั่งลงหยิบผ้ามาเช็ดน้ำลายที่มุมปาก พลางหัวเราะแหะๆ
“คุณน้าครับ คือ ผมคิดว่าถ้าคุณน้ายอมยกน้องพิมพิลาไลยให้ผม ผมจะตอบแทนคุณน้าด้วยหีบใบนี้ ถือเป็นค่าน้ำนม ไม่ทราบว่าคุณน้าคิดว่าอย่างไรครับ”
ขุนช้างเริ่มเข้าเรื่องทันที

นางศรีประจันลิงโลดใจจนแทบจะกระโดดไปจับพิมพิลาไลย มาโยนให้ขุนช้างทันที แต่ด้วยความเก๋าของนาง จึงแสร้งทำเป็นไม่ไยดี พลางกล่าว
“พ่อช้าง เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า จ๊ะ น้าไม่เคยได้คิดจะขายลูกพิมกินนะ”
ขุนช้างได้ฟังดังนั้น ก็ติดบ่วงทันที คิดว่านางศรีประจันจะไม่ยกให้จริงๆ ก็รีบลุกขึ้นวิ่งลงจากเรือนไปทันที

สักพักใหญ่ บ่าวไพร่ก็ยกหีบที่ใหญ่กว่านั้น ขึ้นมาอีก ๒ หีบ ทีนี้ยกกันจนหังแอ่นเลยทีเดียว ขุนช้างก็เดินตามขึ้นมา แล้วไล่ให้บ่าวลงเรือนไป
พลางล้วงพวงกุญแจพวงเก่าออกมา เลือกอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยเลือกมาได้ ๒ ดอก พลางไขเปิดหีบให้นางศรีประจันดูทันที หีบใบแรกนั้นมีแต่ทองคำแท่งอยู่เต็มหีบ
ส่วนหีบใบสองนั้นก็มีเงินอยู่เต็มหีบเช่นกัน

นางศรีประจันนั้น เมื่อเห็นดังนั้นก็ ล้มลงเป็นลมด้วยความดีใจ ขุนช้างนั้นเมื่อเห็นนางศรีประจันเป็นลมไปก็ตกใจ ตะโกนเรียกบ่าวไพร่เสียงลั่นๆ
ให้มาช่วยแก้ไขถี่ บ่าวไพร่มาช่วยแก้ไขละลายยาหอม จ่อยาดม ปรนนิบัติพัดวีอยู่ครู่หนึ่ง นางศรีประจันก็ได้สติรู้สึกตัว นางก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงสั่นๆ ว่า
“พ่อช้างเอ้ย เดี๋ยวขอน้าเดินไปห้องน้ำหน่อยนะ เมื่อกี้ตกใจจนฉี่เล็ดเลย”

กล่าวถึงพิมพิลาไลยนั้น ได้ยินเสียงขุนช้างยกขบวนมาแต่แรกแล้ว นางก็ชักชวนสายทอง มาแอบดูอยู่ตรงร่องประตู เพื่อดูว่าขุนช้างมาทำอะไรที่บ้านของนาง
เมื่อนางได้ยินขุนช้างจะมาสู่ของนางกับนางศรีประจันนั้น ก็โกรธจนตัวสั่น รอจนนางศรีประจันไปเข้าห้องน้ำ นางก็รีบออกมาด่าขุนช้างทันที
“ไอ้สารเลว มึงกล้าดียังไง มาสู่ขอกู หา ไอ้หัวล้านกบาลใส ไม่เจียมตัว ชาตินี้กูเป็นตายยังไงก็ก็ไม่ยอมเป็นเมียมึงแน่ มึงรีบลงไปจากเรือนกูเดี๋ยวนี้”

พิมพิลาไลยด่าพลางชี้หน้าขุนช้าง ขุนช้างหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดทันที รีบก้มหน้ามุดลงจากเรือน พลางร้องบอกบ่าวไพร่ให้ยกหีบทั้ง ๓ ใบกลับบ้านด้วย
นางศรีประจันนั้น ขณะกำลังปล่อยทุกข์อยู่ในห้องน้ำ ในใจก็คิดอย่างกระหยิ่มถึงสมบัติมากมายที่ขุนช้างจะนำมาประเคนให้อย่างอิ่มเอม
เมื่อเดินออกจากห้องน้ำมาถึงห้องโถงนั้น ก็ไม่เห็นตัวขุนช้างแล้ว แถมหีบสมบัติก็หายไปด้วย ด้วยความตกใจ ก็ตะโกนเรียกบ่าวไพร่มาถามไถ่
บ่าวไพร่นั้นได้รับการซักซ้อมมาจากพิมพิลาไลยแล้ว ก็โกหกว่า มีหญิงท้องคนหนึ่งตามขุนช้างมาอาละวาดบนเรือน ทำให้ขุนช้างต้องรีบลงจากเรือนไปอย่างร้อนรน

นางศรีประจันได้ฟังดังนั้นก็นึกตำหนิขุนช้างอยู่ในใจว่าเจ้าชู้ เที่ยวไปมีหญิงอื่นมั่วไปหมด แล้วก็มิได้ติดใจเอาความอะไรอีก
พลางบอกไล่บ่าวไพร่ให้กลับไปทำงานดังเดิม

พิมพิลาไลย หลังจากเห็นขุนช้างพาบ่าวไพร่กลับไปแล้ว ก็เรียกบ่าวไพร่มากำชับ
จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปยังห้องพลางบอกกับสายทองว่าให้รีบไปบอกกับสามเณรพลายแก้วทันทีถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
สายทองเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ พลางรีบรับคำแล้วออกเดินทางไปยังวัดป่าเลไลย์ทันที เมื่อมาถึงวัดแล้วก็แอบย่องเข้าไปหายังกุฏิของพลายแก้ว
พลางเคาะประตูกุฏิเบาๆ สายตาก็สอดส่ายดัวยกลัวจะมีคนเห็น

สามเณรพลายแก้วขณะนั้นกำลังนั่งคิดถึงพิมพิลาไลย ก็สะดุ้งจากภวังค์ พลางคิดในใจบ่นคนที่มารบกวน พลางเดินมาเปิดประตู
แล้วก็ตกใจเมื่อเห็นสายทองยืนอยู่หน้ากุฏิ ก็รีบให้สายทองเข้ามาในกุฏิแล้วปิดประตูแนบแน่น
“พี่สายทอง มาหาน้องเณรมีอะไรหรือจ๊ะ” สามเณรพลายแก้วถามเสียงอ่อนหวาน ทำให้หัวใจของสายทองนั้นเต้นไม่เป็นส่ำ
“คือยังงี้ค่ะ น้องเณร น้องพิมน่ะ เขาให้พี่สายทองมาหาน้องเณรวันนี้ เพื่อจะมาบอกว่า วันนี้ขุนช้างเขายกขันหมากมาขอน้องพิม...
 แต่ดีที่น้องพิมไล่ไปทันก่อนที่คุณป้าศรีประจันจะตอบตกลง น้องพิมไม่สบายใจจึงให้พี่สายทองรีบมาบอกข่าวกับน้องเณรค่ะ”
สายทองพูดให้สามเณรพลายแก้วฟัง พร้อมกับจ้องตาของสามเณรพลายแก้ว แล้วรู้สึกสะเทิ้นอาย ตัวบิดไปมา

พลายแก้วได้ฟังดังนั้น ก็ตกใจ นิ่งคิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจ เมื่อคิดได้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว ก็ค่อยๆ สบายใจขึ้นจนมีอารมณ์มามองดูสายทอง
สายทองนั้นไม่ใคร่จะสะสวยมากนัก เพียงแต่ได้เสน่ห์ตรงเรือนร่างที่อวบอัด เต่งตึงไปทั้งร่าง เวลาเดินนั้น ดุจดั่งนางช้างบิดตูดไปมา น่าขยำขยี้ไปทั้งตัว
ผิวนั้นเล่าก็ละเอียดเนียนไปหมดทั้งตัว สามเณรพลายแก้วเห็นแล้วก็รู้สึกอยากขึ้นมา ก็รีบร่ายมนต์มหาละลวย แล้วเป่าไปยังตัวของสายทองทันที

สายทองนั้นเมื่อโดนสามเณรพลายแก้วเป่าคาถามหาละลวยใส่นั้น ก็รู้สึกจิตใจไม่ปกติ ระทดระทวย หมดเรี่ยวแรง รู้สึกว่าสามเณรพลายแก้วตรงหน้านี้
ช่างแมนเหลือเกิน สายทองไม่เคยที่จะมองผู้ชายตั้งแต่ตอนที่นางถูกผู้ชายหลอกลวงหักอก เอาหัวใจของนางไป
แต่ตอนนี้นางกำลังรู้สึกอยากจะมีอะไรกับสามเณรพลายแก้วตรงหน้าเหลือเกิน หัวนมในร่มผ้าของนางเริ่มเขม็งตัวตึงเป็นเม็ดแข็งชูชัน ร่องหีนั้นก็ขมิบมุ๊บๆ
ปากรูหีเริ่มมีน้ำเงี่ยนไหลหลั่งออกมา

ข้างฝ่ายสามเณรพลายแก้วนั้น เห็นสายทองหน้าแดง พลางบิดตัวไปมา ชม้ายตามองอย่างยั่วยวน สองขาก็สีกันไปมา เหมือนกำลังคันอะไรอยู่
ก็รู้ได้ทันทีว่า สายทองนั้นต้องมนต์ของตนแล้ว จึงขยับเข้ามานั่งจนชิดกับสายทอง พลางยื่นมือมาโอบที่ไหล่ของสายทองทันที
ด้วยจริตมารยาของหญิง สายทองก็ทำเป็นเบี่ยงตัวหลบการโอบของสามเณรพลายแก้ว พลางกระซิบเสียงเบาๆ ว่า
“อย่านะคะ น้องเณร พี่สายทองกลัวน้องเณรจะอาบัตินะคะ อย่าเลยนะคะ ขอพี่เป็นพี่สาวของน้องเณรอย่างนี้ดีกว่าค่ะ”
สามเณรพลายแก้วได้ฟังดังนั้น ก็รีบตั้งสมาธิบริกรรมคาถามหาละลวยอีกครั้ง แล้วเป่าไปที่เรือนผมของสายทองทันที ทีนี้สายทองสะดุ้งน้อยๆ ตัวอ่อนระทวย
ยอมให้สามเณรพลายแก้วกกกอดอยู่ในอ้อมแขนทันที สามเณรพลายแก้วรู้ว่าสายทองนั้นต้องมนต์ตราของตนจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
ก็โอบกอดให้สายทองนั้นขึ้นมานั่งอยู่บนตักของตน สองมือก็ไม่อยู่เฉย ขยำขยี้ไปยังสองเต้าอวบที่เด้งสะเทือนอยู่ในผ้าสไบของสายทองทันที
รสสัมผัสนั้นช่างเยี่ยมยอด สองเต้าของสายทองนั้นอวบหยุ่นสู้มือดีมาก บีบขยำเบาๆ ได้สักพัก ก็ควานมือเข้าไปในผ้ารัดอก พลางหาหัวนมของนางมาบีบบี้อย่างเมามัน

สายทองเมื่อเจอเข้ากับลีลาของสามเณรพลายแก้วนั้น ก็ไม่ปิดบังความรู้สึกแล้ว รีบยกมือขึ้นรูดผ้าแถบรัดอกลงมาเผยให้เห็นสองเต้าอวบใหญ่เต่งตั้ง
ที่สะท้อนขึ้นลงตามแรงหอบหายใจของเจ้าของ หัวนมสีน้ำตาลเขม็งชี้ชันพุ่ง บ่งบอกถึงอารมณ์ของเจ้าของเป็นอย่างดี พลางหันตัวไปประจันหน้ากับสามเณรพลายแก้ว
แล้วแอ่นอกป้อนหัวนมให้สามเณรพลายแก้วได้ดูดกิน
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงคนทุกประตูกุฏิดังโครมๆ พลางได้ยินเสียงตะโกน
“สามเณรพลายแก้ว สามเณรพลายแก้ว ไอ้แก้ว มึงรีบๆ ออกมาเปิดประตูให้กูเข้าไปเดี๋ยวนี้นะ”

เสียงตะโกนดังมาจากปากของหลวงปู่คง...ซึ่งได้รับแจ้งจากเด็กวัดว่ามีสีกา เข้ามาในกุฏิของสามเณรพลายแก้ว ตั้งนานสองนาน ไม่ออกมา
หลวงปู่คงได้ฟังดังนั้น ก็เต้นผาง รีบออกเดินมายังที่กุฏิของสามเณรพลายแก้วทันที พอมาถึงประตูก็เงี่ยหูหังเสียงจากประตูกุฏิ
เมื่อได้ยินเสียงพร่ำพรอดของสายทองกับสามเณรพลายแก้ว ก็โมโหสุดจะทน ทุบประตูกุฏิแล้วตะโกนให้เปิดทันที

สายทองเมื่อได้ยินดังนั้นก็ตกใจรีบดึงผ้ารัดอกขึ้นมา จัดสไบให้เรียบร้อย แล้วละล่ำละลักบอกสามเณรพลายแก้วว่าจตะทำอย่างไรดี
สามเณรพลายแก้วก็ตกใจไม่แพ้สายทอง ควยเคยงี้หดไปหมดเลย รีบลุกขึ้นจูงมือสายทองออกมายังหน้าต่าง แล้วกระโดนลงไปที่พื้น
แล้วพยักเพยิดให้สายทองโดดตามลงมา สายทองไม่มีทางเลือกก็รีบกระโดดลงมาที่ตัวสามเณรพลายแก้ว แล้วชักชวนกันวิ่งหนีออกจากวันป่าเลไลย์
ท่ามกลางเสียงด่าไล่หลังของหลวงปู่คงที่ตะโกนด่าตั้งแต่กุฏิจนถึงหน้าวัด ด้วยความเหน็ดเหนื่อย พร้อมกับโรคลมที่หลวงปู่เป็นอยู่
ทำให้หลวงปู่คงถึงแก่มรณภาพไปในตอนนั้นเอง

ข้างฝ่ายสามเณรพลายแก้วกับสายทอง เมื่อวิ่งหนีจากวัดป่าเลไลย์มาได้สักพักหนึ่ง ก็หยุดหายใจ พอหายเหนื่อยแล้ว
สามเณรพลายแก้วก็บอกกับสายทองให้กลับไปบอกกับพิมพิลาไลยว่า ถ้าเขาเรียนวิชาสำเร็จเมื่อไหร่เขาจะรีบไปบอกแม่ให้มาสู่ขอทันที
สายทองได้ฟังดังนั้นก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงรีบเดินดุ่มๆ กลับไปทันที สามเณรพลายแก้วนั่งลงพลางคิดว่าตนเองจะไปอยู่ที่ใดได้
พลางฉุกใจคิดถึง อาจารย์มั่น ผู้ซึ่งมารดาได้เคยเล่าให้ตนฟังถึง ศิษย์ร่วมรุ่นของบิดาที่บวขอยู่ที่วัดแค

สามเณรพลายแก้วไม่มีทางเลือกก็จำต้องเดินทางไปยังวัดแค ซึ่งอยู่อีกมุมเมืองหนึ่งของสุพรรณบุรี เมื่อมาถึงยังวัดนี้
ก็ถามเด็กวัดว่าท่านอาจารย์มั่นพักอยู่ที่กุฏิใด เด็กวัดเมื่อเห็นสามเณรพลายแก้วก็รู้สึกเลื่อมใส พลางรีบชักนำมายังกุฏิของอาจารย์มั่นทันที

เมื่อสามเณรพลายแก้วมาถึงยังกุฏิของอาจารย์มั่นแล้ว ก็เข้าไปกราบพลางร้องไห้ บอกกับอาจารย์มั่นว่า ตนเองนั้นคือบุตรของขุนไกรพลพ่าย
ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนศิษย์น้องของอาจารย์มั่นนั่นเอง พลางบอกว่าตนเองนั้นออกบวชเพื่อเรียนวิชาอาคมเพื่อจะได้เป็นชายชาตรีที่เก่งอย่างบิด
า เมื่อได้ฟังคำเล่าลือว่า อาจารย์มั่น มีวิชาอาคมขลัง ก็เลื่อมใสอยากจะมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ อาจารย์มั่นได้ฟังคำปดของสามเณรพลายแก้ว
ก็รู้สึกซาบซึ้งและสงสารในชะตาของศิษย์รุ่นน้องขุนไกรยิ่งนัก จึงได้รับอุปการะสามเณรพลายแก้ว โดยให้สามเณรพลายแก้วนั้น ได้มาอยู่ที่กุฏิเดียวกัน
แล้วถ่ายทอดวิชาอาคม อันประกอบด้วย วิชาผูกหุ่นพยนต์ วิชาสะเดาะโซ่ตรวน วิชาสะกดผู้คน วิชาล่องหนหายตัว และวิชาคงกระพันชาตรี
ให้แก่สามเณรพลายแก้วโดยไม่ปิดบัง

ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๗ (ชีวิตรักที่หักเหของพลายแก้ว)

กล่าวถึงขุนช้างหัวล้านกบาลใส หลังจากที่พลาดโอกาสสู่ขอพิมพิลาไลย แถมถูกพิมพิลาไลยเสือกไสไล่ส่งจนขนขบวนกลับมาแทบไม่ทันแล้ว
แต่ละวันก็เฝ้าทอดถอนใจ นั่งตาลอย เห็นแต่ภาพพิมพิลาไลย มาลอยอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา จนไม่เป็นอันทำอะไร จะลุกจะนั่งก็เห็นแต่ภาพของพิมพิลาไลย
จนในที่สุดก็คิดแผนได้ ขุนช้างแสนจะดีใจ ลุกขึ้นเต้นรำร้องเพลงจนกระทั่งบ่าวไพร่ต้องมามุงดู เพราะคิดว่าขุนช้างเป็นบ้าไปแล้วด้วยความรัก
ขุนช้างหลังจากเต้นรำฮาไวจนกระทั่งเหนื่อยแล้วก็เห็นบ่าวไพร่มามุงดูตน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นาๆ ก็โกรธ
ไล่ตะเพิดพวกบ่าวไพร่จนกระเจิดกระเจิงผ้าผ่อนหลุดลุ่ยเปิดตูดขาวไปตามๆ กัน พอไล่พวกบ่าวจนเหนื่อยก็นั่งลง แล้วตะโกนเรียกบ่าวคนหนึ่งมา
แล้วค่อยๆ กระซิบให้งานบ่าวคนนั้น ไปทำงานมา โดยคาดโทษว่าถ้าไม่สำเร็จจะต้องโดนโบยด้วยหวาย เมื่อสั่งความเรียบร้อยแล้ว
ขุนช้างก็นั่งลงทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่องในใจ พลางนึกถึงพิมพิลาไลยต่อไป

เวลาผ่านไป ๒ วัน ขณะที่ขุนช้างกำลังนอนให้บ่าวทุบขา หลังไหล่ให้นั้น บ่าวคนนั้นก็วิ่งกระหืดกระหอบมารายงานข่าว พอได้รับช่าวนี้
ขุนช้างก็รีบตะโกนบอกบ่าวไพร่ให้จัดขบวนอีกครั้ง แล้วรีบยกขบวนออกจากบ้าน พลางมุ่งหน้าไปยังบ้านของนางศรีประจันในทันที
ข้างฝ่ายนางศรีประจันนั้น หลังจากที่ได้รับการนำเสนอจากขุนช้างถึงแก้วแหวนเงินทองมากมายมหาศาลนั้น ถึงแม้จะได้รับฟังคำบอกเล่าจากบ่าวว่า

ขุนช้างนั้นมีเมียน้อยมากมาย แต่ก็ยังคิดว่า คนที่ร่ำรวยจะมีเมียน้อยหลายคนก็ไม่แปลก ในใจของนางนั้นอยากที่จะได้ทรัพย์สมบัติมาก
จนถึงกับยอมได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ขุนช้างมาเป็นเขย พอบ่าววิ่งเข้ามารายงานว่า ขุนช้างยกขบวนขันหมากมาอีกครั้ง นางศรีประจันแสนจะดีใจ
แต่ต้องรักษาฟอร์มไว้ แกล้งทำเป็นเดินมารับขุนช้างที่หน้าเรือน พร้อมกับทำหน้าเฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายกับการยกขบวนขันหมากของขุนช้าง
ขุนช้างเมื่อมาถึงยังบ้านของนางศรีประจันก็รู้สึกแปลกใจกับท่าทีของนางศรีประจัน ซึ่งผิดไปจากตอนที่มาครั้งที่แล้วหน้ามือเป็นหลังตีน
แต่ด้วยความรักมันกระพือในอก ขุนช้างจึงทำหน้าระรื่น แล้วทักทายไป
“สวัสดีครับ คุณน้า วันนี้ผมจะมาสู่ขอน้องพิมพิลาไลยน่ะครับ หวังว่าคุณน้าคงไม่รังเกียจ ส่วนข้อเสนอนั้นยังเหมือนเดิมทุกประการ”

นางศรีประจันก็รู้สึกแปลกใจเช่นกันว่าขุนช้างไม่น่าจะระรื่นขนาดนี้ ถ้ามีเมียน้อยมาตามจริงก็คงจะไม่กล้าขนาดนี้ มันต้องมีเงื่อนงำนางคิด
แล้วก็ทำหน้าแปลกใจแล้วก็ทักทายตอบว่า
“อือ พ่อช้าง จะมาสู่ขอเหรอ ตอนนี้น้องพิมไม่อยู่หรอก ไว้มาวันหลังละกัน”
“อ๋อ ผมรู้แล้วครับ เพราะผมให้บ่าวมันมาเผ้าอยู่บ้านคุณน้าตลอด อุ๊บ! ไม่ใช่ครับ บ่าวผมมันเดินผ่านบ้านคุณน้าแล้วมันบังเอิญเห็นน้องพิมเดินไปตลาด...
แล้วมาเล่าให้ผมฟัง ผมเลยรีบมาคุยกับคุณน้าเป็นการส่วนตัวน่ะครับ”

ขุนช้างรู้สึกอยากจะตบปากของตนเองด้วยพลั้งปากเกือบจะเสียแผน
ดีที่นางศรีประจันนั้น ใจออกไปอยู่กับหีบสมบัติของขุนช้างที่วางอยู่ด้านหลังขบวน จึงมิได้ฟังคำพูดของขุนช้างมากนัก ก็ตอบไปว่า
“เอางี้นะ พ่อช้างก็วางของหมั้นหมายฝากน้าไว้ก่อนนะ แล้วน้าจะถามน้องพิมให้นะแล้วจะส่งบ่าวไปให้คำตอบ จะได้ไม่ต้องขนไปขนมาเสียเวลาไง”

ขุนช้างก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า จริงๆ แล้วนางศรีประจันก็มีใจให้กับตนไม่น้อย รู้สึกดีใจ รีบตอบรับ แล้วตะโกนบอกบ่าวไพร่ให้ยกหีบสมบัติไปบนเรือนของศรีประจัน
แล้วรีบลากลับด้วยความอิ่มเอมใจทันที ข้างฝ่ายนางศรีประจันก็กระหยิ่มยิ้มย่องว่าจะได้รับสมบัติจำนวนมากมายจากขุนช้าง
ก็บงการให้บ่าวไพร่ยกหีบสมบัติขึ้นไปไว้ในห้องนาง แล้วกอดจูบลูบคลำอย่างมิรู้เบื่อ

พิมพิลาไลย กลับมาจากตลาดเมื่อเดินขึ้นบนเรือน ก็พบกับสายทองที่มีสีหน้าเป็นห่วงกังวล สายทองจูงมือพิมพิลาไลยเข้าห้องของนาง
แล้วบอกเล่าเรื่องที่ขุนช้างแอบมาสู่ขอพิมพิลาไลยกับนางศรีประจัน ซึ่งนางศรีประจันก็มีทีท่าว่าจะตกลงด้วย ส่งผลให้พิมพิลาไลยตกใจแทบสิ้นสติ
เมื่อหายตกใจพิมพิลาไลยก็รีบเร่งให้สายทองไปบอกกล่าวเรื่องนี้กับสามเณรพลายแก้วที่วัดแคทันที
สายทองเมื่อเห็นพิมพิลาไลยตกใจขนาดนั้นก็ให้เกิดความสงสารจับใจรีบออกจากเรือนตรงไปยังวัดแคเพื่อแจ้งข่าวให้สามเณรพลายแก้วทราบทันที

ตกดึงคืนนั้น ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งตรงมายังหน้าเรือนของนางศรีประจัน ชายผู้นั้นยกมือขึ้นพนมแล้วตั้งจิตบริกรรมคาถา พลางจิกหัวแม่เท้าลงกับพสุธา
กลอนประตูทุกห้องในบ้านของนางศรีประจันก็มีอันหลุดออกจากล้อกทันที แล้วชายผู้นั้นก็เดินขึ้นไปบนเรือนของนางศรีประจันทันที

แน่นอนครับ ไม่ต้องเดากันให้ยาก เขาคือ พลายแก้วนั่นเอง พลายแก้วเมื่อได้ทราบข่าวจากสายทองนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก
แล้วก็บอกกับสายทองว่าคืนนี้เขาจะมาหาพิมพิลาไลยขอให้สายทองบอกกับน้องพิมว่าไม่ต้อง
เป็นห่วงเขามีวิธีในการแก้ไขอยู่ พอตกดึกเขาก็เปลื้องจีวรออก ใส่เสื้อผ้าของฆราวาส แล้วรีบออกจากวัดแคมายังบ้านของนางศรีประจันทันที

พลายแก้วเดินตรงไปยังห้องของพิมพิลาไลย เมื่อเปิดม่านมุ้งออกก็พบเห็นพิมพิลาไลยที่นอนอยู่กับที่นอน ใบหน้ายังเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
เมื่อเห็นดังนั้นให้เกิดความสงสารจับใจพลายแก้วยิ่งนัก นั่งลงกับตั่งเตียงแล้วบริกรรมคาถาแก้ แล้วเป่าลงไปยังร่างของพิมพิลาไลย

บัดดลนั้นพิมพิลาไลยก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น เมื่อเห็นพลายแก้วที่นั่งยิ้มให้อยู่ ก็โผขึ้นมากอดร่างพลายแก้วไว้แนบแน่น พลางร้องไห้โฮ
พลายแก้วรู้สึกซาบซึ้งกับความรักที่พิมพิลาไลยมีให้กับเขา เขาจึงกอดร่างของนางไว้แน่นเช่นกัน รอจนพิมพิลาไลยร้องได้สักพักหนึ่งแล้ว จึงได้พูดเสียงอ่อนโยน
“พิมจ๊ะ พี่ได้ฟังคำบอกของพี่สายทองแล้ว เรื่องที่ไอ้ขุนช้างมันจะมาสู่ของน้องพิมไปเป็นเมีย อย่างนี้มันจะหยามน้ำหน้าของพี่พลายแก้วมากไปแล้ว...
 น้องพิมไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ พี่พลายแก้วเรียนวิชาสำเร็จแล้วพี่จะกลับไปหาแม่ที่เมืองกาญจนบุรี เพื่อบอกแม่ให้ยกขันหมากมาสู่ขอน้องพิมกับคุณน้าศรีประจัน...
 แต่พี่พลายแก้วมีปัญหาว่าพี่ไปและกลับคงจะต้องใช้เวลาสักประมาณ ๓ วัน พี่ห่วงว่าคุณแม่ของน้องจะต้องมาคาดคั้นให้น้องแต่งงานให้กับไอ้ขุนช้างนั่นแน่ๆ...
 พี่พลายแก้วอยากจะให้น้องพิมทำอย่างนี้นะ”

แล้วพลายแก้วก็กระซิบบอกแผนการกับพิมพิลาไลย หลังจากนั้นก็พร่ำพรอดบอกรักกันจนกระทั่งพิมพิลาไลยหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย
พลายแก้วก็ลุกขึ้นยืนแล้วเป่ามนต์สะกดให้กับคนรักของเขาเพื่อให้เธอได้หลับสนิทๆ จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องของพิมพิลาไลย
แล้วเลี้ยวมาเข้ายังห้องของสายทองทันที

ห้องของสายทองนั้นดูไม่หรูหราเท่ากับห้องของพิมพิลาไลย แต่ก็เรียบร้อย สะอาดสะอ้านบอกถึงนิสัยของผู้อยู่ได้เป็นอย่างดี
พลายแก้วเห็นการตกแต่งห้องก็รู้สึกพอใจในความมีระเบียบวินัยของสายทองยิ่งนัก พลายแก้วแหวกม่านมุ้งออก
แล้วนั่งลงที่ข้างตั่งเตียงพลางจ้องมองสายทองไม่วางตา ใจนั้นเล่าก็ครุ่นคิดถึงวันวานก่อนที่จะถูกไล่ออกจากวันป่าเลไลย์อย่างเคลิบเคลิ้ม
พลางสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหมาเห่า พลายแก้วก็กลับสู่โลกแห่งความจริง แล้วพนมมือขึ้นบริกรรมคาถาแก้ แล้วเป่าไปยังร่างของสายทอง

สายทองก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น เมื่อมองเห็นพลายแก้วก็ตกใจ พลางร้องขึ้นเบาๆ ว่า
“น้องเณรคะ น้องเณรเข้าที่ห้องของพี่สายทองทำไมคะ ระวังน้องพิมรู้เข้าจะเข้าใจผิดนะคะ พี่สายทองจะแย่นะ น้องเณรไม่สงสารพี่สายทองหรือคะ”
สายทองร้องออดอ้อนพลางทำท่าหดหู่น่าสงสาร ยังความสงสารให้เกิดกับพลายแก้วอย่างมากมาย
ด้วยทราบดีว่า สายทองนั้นหลงรักตนเช่นกัน แต่ติดที่พิมพิลาไลยก็เป็นน้อง เธอจึงยอมเสียสละความรักของตนเองเพื่อให้น้องสาวสมหวัง
“พี่สายทองจ๊ะ น้องเณรเข้ามาวันนี้ ก็มาบอกกับน้องพิมแล้วว่าน้องเณรจะไบบอกให้แม่ของน้องเณรมาสู่ขอน้องพิมกับคุณน้า...
 แต่น้องเณรก็อยากจะบอกเรื่องนี้กับพี่สายทองโดยตรง เพราะพี่สายทองมีบุญคุณกับน้องเณรและน้องพิมมากน่ะจ๊ะ”
พลายแก้วกล่าวพลางกระเถิบเข้าไปตะกองกอดร่างของสายทองเอาไว้ในอ้อมกอดทันที

ข้างฝ่ายสายทองนั้น เมื่อได้ฟังคำออดอ้อนของชายที่ตนเองเฝ้าหลงรัก ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจที่ความเหน็ดเหนื่อยของนางยังมีคนเห็นอยู่บ้าง
เมื่อถูกพลายแก้วกอดเอาไว้ในอ้อมกอดก็ตัวอ่อนระทวย ล้มลงในอ้อมแขนของพลายแก้วทันที พลายแก้วเห็นดังนี้แล้ว ก็ซุกหน้าลงไปยังซอกคอของสายทอง
สูดดมกลิ่นเรือนผมอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นสาปสาวหอมชื่นใจยิ่งนัก สองมือนั้นเล่าก็ย้ายมาตะโบมที่ยังสองเต้าอวบเต่งของสายทอง นิ้วมือค่อยๆ ลูบไล้หาปลายติ่งยอด
จนกระทั่งเจอก็เกลี่ยเร้าปลายยอดที่นอกร่มผ้าไปมาจนมันชูชี้ชันเป็นเม็ดชัดเจน สายทองหอบหายใจอย่างแรงแล้วก็ยกมือขึ้นรั้งผ้าแถบรัดอกลงมากองไว้ยังสะเอว
ปล่อยนมอวบเต่งเต็มสาวให้สะพรั่งรอมือของคนรักจะคลึงเคล้าตามต้องการ พลายแก้วทราบความต้องการของสายทองดี

เขาจึงหมุนร่างของสายทองมานั่งประจันหน้ากับเขา แล้วก็ก้มลงดูดดื่มความหอมหวานจากปลายถันสีน้ำตาลของสายทองจนมันเขม็งเป็นไต พลางจูบไซร้ซอกคอ
เม้มติ่งหู แล้วก็ค่อยๆ จับร่างของสายทองให้ยืนขึ้น แล้วปลดผ้านุ่งของสายทองออก เผยให้เห็นสะโพกผายสล้างปราศจากไผผ้าราคี ผิวสีน้ำผึ้งเนียนตาน่าจับต้อง
ไล่ระมาถึงโคกเนินมันรกเรื้อไปด้วยเส้นหมอยดำขลับงามตาหนาจนแทบมองไม่เห็นร่องหลืบตามธรรมชาติเลย
พลายแก้วยกมือค่อยกรีดไล่ไปตามร่องหลืบ แล้วก้มลงเพื่อจะซุกหน้าลงไปยังร่องหลืบของสายทอง พลันสายทองก็จับศรีษะของพลายแก้วเอาไว้
“น้องเณรขา อย่าเลยค่ะ มันไม่ดีนะคะ”
พลายแก้วไม่สนใจ ซุกหน้ากับร่องหีของสายทอง พลางใช้ลิ้นค่อยๆ ลากจากขอบล่างขึ้นขอบบน จนกระทั่งร่องหีนั้นเริ่มขับน้ำเงี่ยนใสๆ ออกมาแล้ว
พลายแก้วก็นอนลงถอดกางเกงออก เผยให้เห็นควยอาคมที่กำลังชี้โด่เด่แข็งปั๋ง สายทองเพิ่งเคยเห็นควยของผู้ชายเป็นครั้งแรก ก็รู้สึกกลัวเล็กๆ
แต่ด้วยความรักที่มีต่อพลายแก้ว สายทองก็ค่อยๆ นั่งลงแล้วจับควยของพลายแก้วจ่อกับปากร่องหีที่สั่นระริกของนาง
สายทองค่อยๆ กดตูดลงช้าๆ ให้หัวควยอาคมของพลายแก้วค่อยๆ แหวกผ่านหลืบหีของนางอย่างช้าๆ
“อาว์ ซี๊ดดดด์ น้องเณรขา พี่สายทองเสียวจังเลย น้องเณรช่วยพี่สายทองด้วยนะคะ อาว์”
สายทองร้องครวญครางพลางยกตูดขึ้นลงแต่ไม่กล้ากดลงไปด้วยความกลัวว่าควยอาคมจะทำให้นางเจ็บ
พลายแก้วเห็นอย่างนั้นแล้วก็เลยจับสะเอวของสายทองแล้วรอจังหวะกดลงสวนกับสะโพกของพลายแก้วที่สวนขึ้นอย่างทันที เสียงดัง พั่บ
“โอ้ย น้องเณรขา น้องเณรทำไมทำอย่างนี้กับพี่สายทองคะ พี่สายทองเจ็บนะคะ” สายทองออดอ้อนกับพลายแก้ว
แต่ด้วยฤทธิ์แห่งควยอาคม ทำให้ความเสียวให้แก่สายทองอย่างมากมาย หลั่งน้ำหีมาชโลมที่ควยอาคมจะเป็นมันเลื่อมไปหมด
สายทองโหย่งตัวขึ้นพลางสูดปากด้วยความเสียวซ่านที่ได้รับ พลางกระแทกตัวลงอย่างแรง พั่บ
“น้องเณรขา พี่สายทองเสร็จแล้วค่ะ โอ้ย” สายทองร้องพลางล้มฟุบตัวไปบนตัวของพลายแก้ว

ด้วยอิทธิ์ฤทธิ์แห่งควยอาคม ทำให้สายทองเสียวจนทนไม่ไหวจนถึงสุดยอดไปตั้งแต่การกระแทกเพียงครั้งเดียว
หลังจากนั้นพลายแก้วก็พลิกตัวของสายทองขึ้น แล้วจับตัวของสายทองให้ยืนขึ้น พลางให้สายทองยกมือขึ้นเกาะกับผนังห้องไว้
แล้วยกเก้าอี้ตัวเตี้ยเล็กมาให้สายทองยกเท้าเหยียบไว้ ท่านี้ทำให้ร่องกลีบชุ่มฉ่ำของสายทองปลิ้นออกมาด้านหลังเป็นพูมันเยิ้มเห็นได้ชัด
พลายแก้วก็มาประกบด้านหลังพลางยกควยอาคมขึ้นจ่อยังร่องหีของสายทอง แล้วค่อยๆ กดควยอาคมลงไป
ร่องหีของสายทองนั้นเห็นได้ชัดว่าทำงานได้ดีเยี่ยมยามควยของพลายแก้วกดลงนั้นกลีบแคมก็ถูกรูดจนหายเข้าไปกับลำควย
แต่ยามที่ชักออกนั้นกลีบหีก็ปลิ้นตามลำควยออกมา แถมภายในยังดูดตอดอย่างเยี่ยมยอด เมื่อโดนอย่างนี้พลายแก้วก็กระแทกอย่างแรงไม่คิดชีวิต
สองมือก็ไขว่คว้าสองเต้าอวบเต่งที่กระเพื่อมไปมาของสายทอง ส่วนสายทองนั้นเมื่อพลายแก้วสอดลำควยกระแทกเข้ามาก็เสียวร่องหีอย่างที่สุด
เมื่อโดนพลายแก้วกระแทกอย่างแรงก็ให้ถึงกาลเสร็จสมไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว พลายแก้วนั้นโดนร่องหีของสายทองทั้งดูดทั้งตอด
ก็ทนไม่ไหวกระแทกควยเข้าออกอย่างแรงแล้วฉีดน้ำควยร้อนผ่าวเข้าไปราดรดร่องหีของสายทองจนชุ่มโชกจนไหลย้อนออกมาเปียกที่พื้นเต็มไปหมด

แล้วพลายแก้วก็ถอนลำควยออกเสียงดัง ป๊อก รูหีของสายทองอ้าโป๋เห็นน้ำเสียวไหลออกมาช้าๆ
สายทองตัวสั่นแล้วทรุดนั่งลงอย่างหมดแรงด้วยก่อนที่พลายแก้วจะเสร็จนั้น นางเสร็จไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งด้วยอิทธิฤทธิ๋แห่งควยอาคมของพลายแก้ว
สายทองมองเห็นควยที่ค่อยๆ อ่อนตัวของพลายแก้วแล้วจูบอย่างรักใคร่ พลางใช้ปากดูดอมเพื่อทำความสะอาด ทำให้พลายแก้วที่ไม่เคยเจอลีลาของสายทองมาก่อน
ถึงกับควยแข็งโด่ขึ้นมาอีกครั้ง สายทองนั้นเมื่อเห็นควยของพลายแก้วแข็งได้ทันใจ ก็ยิ้มอย่างพอใจ พลางดูดดุนถี่ๆ พร้อมกับขยอกกลืนควยเข้าไปจนลึกถึงคอ
ทำให้พลายแก้วเสียวมากๆ

สายทองเมื่อเห็นว่าพลายแก้วนั้นได้ที่แล้ว ก็ก้มลงคลานสี่เท้า พลางชม้ายตาเชิญชวนให้พลายแก้ว เข้าทางข้างหลัง พลายแก้วนั้นเมื่อเห็นสายทองทำท่าทางอย่างนี้
ก็เข้าใจได้ทันที รีบคุกเข่าแล้วจ่อควยอาคมเข้ามายังร่องหีของสายทองทันที
“น้องเณรขา เบาๆ ก่อนนะคะ ซี๊ดดดส์ พี่สายทองเสียวจังเลย ควยของน้องเณรแหวกหีของพี่สายทองเข้าไปลึกจังเลย อาวววว์ แรงๆ ค่ะน้องเณร...
 แรงๆ อึ้ยยย์ โฮ้ โฮ้ พี่สายทองจะเสร็จแล้ว โฮ้ โฮ้ แรงๆ อีก ไม่ต้องกลัวหีของพี่สายทองจะพังนะคะ แรงอีก แรงอีก”
สายทองร้องครางออกมาดังๆ พลางส่ายตูดขึ้นรับการกระแทกของพลายแก้วอย่างไม่กลัวหีพัง จนกระทั่ง เสียงหมาหอนดังวิเวกมาแต่ไกล

พลายแก้วก็ลุกขึ้นจากการกกกอดสายทอง พลางร่ายมนต์สะกดให้สายทองหลับใหลไปในห้วงนิทรารมย์อันสุขสันต์

พลายแก้วออกเดินทางจากเรือนของนางศรีประจัน มุ่งหน้าไปยังป่าช้าของวัดแค ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าผีดุ เมื่อเดินเข้ามาถึงยังเขตของป่าช้า
จู่ๆ ก็ปรากฏลมพัดแรง มีเสียงร้องคนดังมาไกล เหมือนกับกับเสียงคนได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แล้วลมที่พัดกรรโชกอยู่ก็หยุดสนิท
ทุกเสียงก็เงียบสนิท พลายแก้วก็นั่งลงพลางบริกรรมคาถา แล้วหยิบเอาควายธนูออกมา พลางปลุกเสกจนกระทั่งความธนูนั้นร้องเสียงดังวี๊ด
แล้ววิ่งหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว

ฉับพลันนั้นเองเหมือนกับป่าช้านั้นจะแตกทะลักออก มีเสียงต่อสู้ดังครืนครั่น พลางลมพัดกรรโชกแรง มีเสียงร้องคำรามของควายธนูดังมา
ตามด้วยเสียงของผู้ชายร้องห้าวๆ ดังแว่วมาจากส่วนลึกของป่าช้าแห่งนั้น ตุ้บ ควายธนูของพลายแก้วนั้นถูกหักคอจนเป็นสองเสี่ยงตกอยู่ตรงหน้าของพลายแก้ว
เมื่อพลายแก้วเห็นดังนั้นแล้ว ก็ลุกขึ้นยืนพลางบริกรรมคาถา แล้วใช้นิ้วเท้าจิกธรณี ตาเบิกโพลง พลางตวาดว่า “ปิด”

ฉับพลันนั้น ต้นไม้ทุกต้นที่กำลังสั่นไหวตามลมกรรโชกแรงก็หยุดนิ่งสนิททันที พลายแก้วก็เดินเข้าไปในส่วนลึกของป่าช้าอย่างไม่พรั่นทันที
เมื่อมาถึงยังใจกลางป่าช้า ข้างหน้าของพลายแก้วนั้นเป็นจอมปลวกใหญ่ พลายแก้วก็ล้วงเอาด้ายสายสิญจน์ออกมาพลางยกขึ้นคล้องไปกับจอมปลวกแห่งนั้น
ฉับพลันก็มีเสียงหัวเราะบ้าคลั่งดังมาจากทุกทิศทาง สายสิญจน์ที่พลายแก้วคล้องเอาไว้ที่จอมปลวกขาดสะบั้นออกเหมือนดั่งถูกคนกระชากออกทิ้ง

พลายแก้วก็ยกมือขึ้นบริกรรมพระคาถาแล้วใช้นิ้วเท้าจิกธรณี พลางจ้องตาเขม็งไปยังจอมปลวก แล้วร้องตะโกนว่า “เปิด”
ทันใดนั้นจอมปลวกก็สั่นไหวแล้วแตกร้าวออก มีร่างใหญ่ยักษ์ดำทะมึน สูงยิ่งกว่ายอดตาด เผยออกมา
“แกเป็นใคร ต้องการอะไร กล้ามารบกวนข้า ต้องการตายรึ” เสียงดังหวีดหวิวเหมือนดังมาจากนรกร้องถามขึ้น
“ข้าต้องการจะได้เอ็งมาเป็นสมุน เอ็งเป็นนายป่าช้ามีฤทธิ์ดี ข้าชอบ เอ็งว่าไง” พลายแก้วร้องถามนายป่าช้าอย่างไม่พรั่น
“ฮ่ะ ฮ่า ข้าก็เพิ่งเคยเจอมนุษย์ที่ปากกล้าอย่างเอ็ง เอาเถอะถ้าเอ็งชนะข้าได้ ข้าก็จะยอมเป็นสมุนของเอ็งก็ได้”
อสุรกายตอบพลางโน้มตัวลงมา กลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวนในอากาศ

พลายแก้วได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงตกลง ฉับพลันนั้นภาพที่เบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป จู่ๆ ก็ภาพของนรกขึ้นที่เบื้องหน้า
มีเพลิงเผาไหม้อยู่ตลอดเวลาน่าขนลุก สุดท้ายมีลูกหินขนาดใหญ่ติดไฟแดงฉาน กำลังตกลงมาใส่พลายแก้ว พลายแก้วก็บริกรรมคาถา
จิกนิ้วหัวแม่เท้าจิกธรณี เบิกตากว้างพลางตะโกน “ปิด” ฉับพลันภาพลวงตาทั้งหลายก็หายวับไปเหลือแต่อสุรกายนายป่าช้ายืนนิ่งตาลุกโพลงอยู่ด้านหน้า
พลายแก้วก็กล่าวว่า
“ทีนี้ถึงตาของข้าบางละนะ”
แล้วพลายแก้วก็หลับตาอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อลืมตาขึ้นก็มองเห็นประกายตาของพลายแก้วนั้นกลายเป็นสีน้ำเงินอย่างน่าประหลาด

ฉับพลันนั้นเอง ก็เกิดเพลิงสีน้ำเงินลุกขึ้นท่วมกายของเจ้าอสุรกายนายป่าช้า สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวแก่เจ้าอสุรกายอย่างมาก ร้องครวญคราง
พลางล้มลงดิ้นเถือกไถอย่างน่าสงสาร ปากก็ร้อง
“นายท่าน เมตตาข้าด้วย โปรดดับเพลิงให้ข้าด้วยเถิด ทรมานเหลือเกินแล้ว โอ้ย”
พลายแก้วได้ฟังคำร้องขอของอสุรกายก็ดับเพลิงไฟธาตุที่เกิดจากฤทธาแห่งเตโชกสิณ พลางบริกรรมคาถาแล้วเป่าไปยังตัวอสุรกาย

ฉับพลันเพลิงไฟที่ลุกไหม้อยู่ตามตัวของอสุรกายนั้นก็ดับ รอยไหม้ที่เกิดขึ้นก็หายไปด้วย อสุรกายนั้นคลานเข้ามาหายังพลายแก้ว
แล้วก้มลงกราบยอมตัวเป็นข้ารับใช้ พลายแก้วก็ล้วงมือเข้าไปในย่าม หยิบเอาผ้าแดงออกมาผูกที่หัวของอสุรกาย แล้วตั้งชื่อว่า “โหงพราย”

เมื่อผูกผ้าแดงแล้วเสร็จพลายแก้วก็ขึ้นนั่งขี่คอของโหงพราย แล้วบงการให้บินไปยังเมืองกาญจนบุรีทันที
โหงพรายรับคำสั่งแล้วบินสู่อากาศมุ่งหน้าไปยังเมืองกาญจนบุรีอย่างรวดเร็วปานลมพัด
ที่เมืองกาญจนบุรี เวลาใกล้จะรุ่งเช้าแล้ว พลายแก้วขี่คอโหงพรายลงมายังแถบเขาชนไก่อันเป็นที่อยู่ของนางทองประศรีผู้เป็นมารดา
เมื่อลงจากคอของโหงพรายแล้ว พลายแก้วก็บอกให้โหงพรายนั้นเข้ามาอยู่ในตัวตุ๊กตาลงอาคมเล็กที่อยู่ในย่ามเพื่อพกติ
ดตัวไปด้วย โหงพรายรับทราบคำสั่งแล้วย่อกายจนเห็นเป็นจุดเรืองแสงเล็กเข้าไปอยู่ที่ภายในตุ๊กตาอ
าคมนั้นทันที ณ เรือนของนางทองประศรี เช้านี้ หลังจากที่นางทองประศรีทำบุญใส่บาตรพระแล้ว ก็นั่งสวดมนต์ที่ห้องพระเหมือนตามปกติ

แต่ในใจนั้นก็รู้สึกว่า วันนี้คงจะมีอะไรดี เพราะจิตใจนั้นรู้สึกยินดีตั้งแต่เช้าโดยไม่ทราบสาเหตุ จวบจนมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินขึ้นมายังเรือนของนาง
นางก็จ้องดูด้วยความประหลาดใจ แล้วความยินดีก็เกิดแก่นางเป็นล้นพ้น เมื่อจำได้ว่าหนุ่มน้อยรูปงามนั้นคือ พ่อพลายแก้ว
บุตรชายที่นางรักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจนั่นเอง พลายแก้วนั้นเมื่อเห็นมารดาก็รีบก้มคลานลงมากราบแทบเท้าของมารดา
ยังความปลาบปลื้มให้แก่นางทองประศรีจนน้ำตาหลั่งไหลออกมาไม่หยุด จนลูกชายเงยหน้าขึ้นมา นางจึงจ้องหน้าของลูกชายนั้น
ประพิมประพายคล้ายดั่งกับบิดาของเขาขุนไกรพลพ่าย แทบไม่ผิดเพี้ยน นางดีใจ รั้งเอาตัวของพลายแก้วเข้ามากอดไว้แน่น
พลางสะอื้นไห้อย่างหยุดไม่อยู่ ข้างพลายแก้วนั้นน้ำตานองหน้าอยู่แล้ว เมื่อได้ยินสียงร้องไห้ของแม่ ก็พากันร้องไห้ไปด้วยกัน
เมื่อเวลาผ่านไปได้พักใหญ่ พลายแก้วก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วบอกกับแม่ว่า
“แม่จ๋า ลูกคิดถึงแม่เหลือเกิน วันนี้เป็นวันดีที่ลูกได้กลับมาหาแม่แล้วจ๊ะ”
“ลูกแม่ เจ้ากลับมาไม่บอกกล่าว แม่ไม่ได้เตรียมตัวรับขวัญเจ้าเลย แต่ไม่เป็นไรดอกลูก ยังไงเสียแม่ก็ต้องชื่นชมเจ้าให้หายคิดถึงก่อน”
นางทองประศรีกล่าวยิ้มๆ ทั้งน้ำตา
“คือยังงี้แม่จ๋า ลูกกลับมาตอนนี้ ก็มีเรื่องมาเรียนแม่สองเรื่องด้วยกันจ๊ะ เรื่องแรก ลูกเรียนสำเร็จวิชาคาถาอาคมทั้งหลายแล้ว สำหรับเรื่องที่สองนั้น คือ...
 เอ่อ ลูกมีสาวที่รักแล้วจ๊ะ ลูกอยากจะขอให้แม่ช่วยไปสู่ขอให้ลูกหน่อยได้ไหมจ๊ะ” พลายแก้วกล่าวพลางทำท่าเขินอาย
นางทองประศรีเห็นบุตรชายทำท่าเขินอายก็รู้สึกเอ็นดูแกมหมั่นไส้ อยากจะซัดให้ซักเพียะ แต่ก็แกล้งถามเล่นๆว่า
“แล้วหนูมาบอกแม่ทำไมล่ะ ก็สู่ขอไปเลยซิ ชอบกันไม่เห็นบอกแม่ แต่พอจะขอรีบให้แม่ไปขอให้ ยังงี้แม่ไม่ทำให้หรอก”
พลายแก้วตกใจ ด้วยคิดว่าตนทำให้มารดาโกรธ รีบก้มลงกราบแทบเท้า แล้วกล่าวละล่ำละลัก
“ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่ครับ ลูกไม่เคยคิดจะทำอย่างนั้นกับแม่นะครับ ขอแม่อย่าได้เข้าใจลูกผิด ลูกยังรักและเคารพแม่เหมือนเดิน...
 เพียงแต่ตอนที่รักชอบกันนั้นลูกอยู่ไกลจากแม่มาก จะส่งจดหมายบอกข่าวอะไรก็ยาก อีกทั้งตัวของลูกนั้นก็อยู่ในสมณะเพศ...
 ไม่อาจที่จะเดินทางไปไหนได้สะดวก กอร์ปกับตอนนี้ ลูกมีคู่แข่ง กำลังจะมาสู่ขอสาวคนที่ลูกจะให้แม่ไปขอด้วยลูกร้อนใจมาก...
 เมื่อลาสิกขาบทแล้ว ก็รีบมาหาแม่เพื่อให้ไม่ช่วยไปสู่ขอน่ะครับ”

นางทองประศรีเห็นลูกชายกลัวจนหน้าแตกตื่นขนาดนั้นก็รู้สึกขำในใจ แต่จะให้รู้ไม่ได้ไม่งั้นเดี๋ยวต่อไปจะไม่เชื่อฟังแม่อีก
แต่ด้วยความรักสงสารลูก เอาเถอะ เล่นแค่นี้พอก็แล้วกัน
“ว่าแต่ลูกรักชอบใครอยู่เหรอจ๊ะ”
“น้องพิมพิลาไลยน่ะครับ ลูกสาวของคุณน้าพันศรโยธา และคุณน้าศรีประจันไงครับ ที่เคยเล่นกับลูกเมื่อตอนเด็กๆ ส่วนเจ้าคู่แข่งคนที่จะมาสู่ขอแข๋งกับเราก็คือ...
 ขุนช้าง ลูกของคุณน้าขุนศรีวิชัย และคุณน้าเทพทองน่ะครับ” พลายแก้วเรียนมารดาอย่างนอบน้อม
“อืม นึกว่าใคร ที่แท้ก็คนกันเองแท้ๆ เอายังงี้ ลูกพลายแก้วรีบเดินทางกลับไปติดต่อกับน้าศรีประจันก่อน แล้วแม่จะยกขบวนตามไปสู่ขอทีหลัง”

นางทองประศรีกล่าวพลางลุกขึ้นตะโกนเรียกบ่าวไพร่ให้เตรียมตัวยกขบวนเดินทางไปยังเมืองสุพรรณบุรีโดยทันที

ข้างฝ่ายพลายแก้วนั้นร้อนใจเป็นยิ่งนัก เมื่อออกจากเรือนของมารดาแล้ว ก็เรียกโหงพรายออกมาทันที แล้วขี่คอโหงพรายกลับมายังเมืองสุพรรณบุรี
โดยแวะมาลงยังที่บ้านของขุนช้างก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อมาถึงยังบ้านของขุนช้างแล้ว พลายแก้วก็หลบมาอยู่ยังที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ลับตาคน
พลางบริกรรมพระคาถา บัดดลลมพัดหวีดหวิว มีสายฟ้าคะนองดังมาแต่ไกล เรือนของขุนช้างทั้งเรือนกลับหายวับไปจากสายตาทันที
พลายแก้วยิ้มอย่างพอใจแล้วออกเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของนางศรีประจันต่อไป

ณ เรือนของนางศรีประจันนั้น ขณะที่นางศรีประจันกำลังนั่งบงการบ่าวไพร่ให้เตรียมตัวชัดบ้านขัดช่อง เพื่อเตรียมงานสำหรับวันมงคลของลูกสาวนางนั้น
บ่าวก็มารายงานว่า พลายแก้วมาขอพบ ศรีประจันก็ขมวดคิ้ว พลางคิดในใจอยู่นาน พลายแก้ว ขื่อคุ้นๆ แต่นึกไม่ออกใครน้า
อ้อ ใช่แล้วบุตรชายของขุนไกรกับพี่ทองประศรีนั่นไง แล้วก็บอกให้บ่าวไปเชิญมา ตนเองนั้นก็นั่งวางท่าอยู่บนตั่งเตียงทำเชิดหน้ารอพลายแก้วมาพบ

ข้างพลายแก้วนั้นเมื่อบ่าวมาเชิญท่าทางหยิ่งจองหองก็รู้สึกไม่พอใจ เมื่อเดินขึ้นเรือนก็ยิ่งไม่พอใจขึ้นใหญ่ เพราะเห็นนางศรีประจันนั่งเชิดหน้าทำท่าจองหอง
ด้วยคิดว่าตนเองกับมารดานั้น ปราศจากยศศักดิ์ใดๆ แถมยิ่งไม่มีสมบัติพัสถานใดๆ อีกด้วย พลายแก้วเดินเข้ามาใกล้แล้วยกมือไหว้
“สวัสดีครับคุณน้าศรีประจัน กระผมพลายแก้ว บุตรของพ่อขุนไกร กับแม่ทองประศรีไงครับ”
“ย่ะ กองไว้ตรงนั้นแหละ มีธุระอะไร รีบๆ คุยซะ เพราะฉันยังมีงานต้องเตรียมอีกมาก”
นางศรีประจันกล่าวไม่มองหน้า พลางทำคิ้วย่นเมื่อเห็นพลายแก้วนั่งลงกับพื้น
ข้างพลายแก้วนั้น เห็นท่าทีอย่างนี้ก็ยิ้มในหน้า พลางบริกรรมคาถาเมตตามหานิยมในใจ พลางยกมือขึ้นหยิบพานหมากพลู
แล้วแอบเป่าคาถาลงในหมากพลูแล้วยกขึ้น ส่งให้แก่นางศรีประจันได้เคี้ยว นางศรีประจันเห็นดังนั้นก็พอใจยกมือขึ้นหยิบหมากพลูมาใส่ปากเคี้ยวทันที
พอหมากเข้าปาก ท่าทีของนางศรีประจันก็เปลี่ยนไป เริ่มลดท่าทีหยิ่งจองหอง ยิ้มให้กับพลายแก้ว พลางกวักมือให้เข้ามาใกล้ๆ
แล้วยกมือขึ้นลูบหัวลูบหลังด้วยรู้สึกรักขึ้นมาจับใจ
“เออ เป็นไงลูก ตั้งแต่เสียพ่อของเจ้าไป เจ้ากับแม่เจ้าลำบากมากหรือเปล่าลูก แล้วหนูมีอะไรให้คุณน้าช่วยไหม ว่ามาได้เลยนะลูก คุณน้ายินดีช่วยหนูเต็มที่เลย”

พลายแก้วได้ฟังดังนั้นก็อมยิ้ม ด้วยพระคาถาเมตตามหานิยมนั้นช่างขลังเสียจริง พลางทำหน้าเศร้ากล่าวว่า
“คือ ยังงี้ครับคุณน้า ผมกับพิมพิลาไลยนั้นรักชอบพอกัน เพียงแต่ขุนช้างเขาก็แอบชอบน้องพิมข้างเดียว พยายามมาสู่ขอน้องพิมกับคุณน้า...
 ยังงี้ก็ทำร้ายน้ำใจของผมกับน้องพิมมากแล้ว ถ้าคุณน้ายกน้องพิมให้กับขุนช้างอีก เห็นทีผมต้องอกแตกตายแน่เลยครับ”

นางศรีประจันนั้นด้วยต้องมนตรามหาเมตตา ก็รู้สึกสงสารและเกลียดหน้าเจ้าขุนช้างขึ้นมาโดยพลัน พลางกล่าวว่า
“อือ จริงๆ คุณน้าก็ไม่ชอบให้หัวล้านกบาลใสนั่นหรอก แต่คุณน้าเกรงใจน้องเทพทองน่ะ เขาเป็นเพื่อนกับคุณน้ามานาน น้าก็เลยยังไม่รับปากหรอก...
 แต่ขุนช้างก็ตื้อไม่เลิก น้าก็เลยให้เขาไปรอก่อน รอให้น้าถามน้องพิมว่าไง แล้วค่อยติดต่อไป แต่ก็แปลกนะอยู่ๆ น้องพิมไม่สบาย พูดไม่ได้มาหลายวันแล้ว...
 ให้หมอมาดู หมอก็บอกไม่ได้ว่าไม่สบายเป็นอะไร คุณน้าก็เลยรอดูอยู่ว่าเมื่อไหร่น้องพิมจะหาย”
พลายแก้วนั้นซ่อนยิ้มอยู่ในหน้า พลางทำท่าเป็นห่วงแล้วบอกกับนางศรีประจันว่า
“น้องพิมไม่สบายหรือครับ คุณน้าพอจะอนุญาตให้กระผมได้ไปตรวจรักษาได้หรือเปล่าครับ เพราะกระผมก็เรียนมาบ้างเหมือนกันเรื่องตรวจรักษาเนี่ย”
“เอา ลองดูซิ สายทอง สายทองเอ้ย มาพาพ่อพลายแก้วไปดูอาการน้องพิมซิลูก” นางศรีประจันก็ร้องตะโกนเรียกสายทองให้เข้ามา
“พ่อพลายแก้ว นี่สายทองหลานของน้าเอง รู้จักกันไว้ซะ นี่พลายแก้วเป็นลูกของเพื่อนน้าเอง เขาจะมาดูอาการไม่สบายของน้องพิมนะ เอ็งช่วยพาเขาไปหน่อย”

นางศรีประจันปล่อยไก่ไม่รู้ว่าสองคนนี่เขารู้จักกัน แถมเย็ดกันเสร็จจนน้ำแห้งไปเรียบร้อยแล้ว

พลายแก้วก็ยกมือไหว้ของพระคุณนางศรีประจันแล้วลุกขึ้นเดินตามสายทอง ไปเยี่ยมพิมพิลาไลยที่ห้องทันที

ปล. ขุนช้างขุนแผนภาคพิศดาร ได้แต่งมาถึงตอนนี้ แล้ว กระผมอยากจะเรียนถามพวกท่านว่า พวกท่านที่อ่านแล้วมีความเห็นอย่างไร อยากให้มีการแต่งตอนต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะสำหรับท่านที่อ่านตั้งแต่ตอนแรก เพราะกระผมไม่แน่ใจว่า เรื่องที่กระผมแต่งให้ท่านอ่านตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้ พวกท่านเริ่มเบื่อกันหรือยัง หรืออยากให้แต่งต่อไป (เพราะเรื่องนี้มีความยาวมาก) ก็คงจะต้องขอความเห็นกันอย่างเป็นทางการ นะครับ เพราะกระผมก็ไม่ต้องการที่จะแต่งออกมาแล้วจะทำให้ท่านต้องมาผืนใจอ่านกัน หรือ พยายามมาเขียนให้กำลังใจกันเพื่อให้ผมมีกำลังใจ ซึ่งกระผมก็ไม่ต้องการจะให้เป็นอย่างนั้น ก็เลยอยากจะถามตรงนี้ครับ รบกวนครับ ครั้งนี้เท่านั้นที่จะถาม ถ้าใช่ต้องการอ่านต่อไปกระผมจะแต่งต่อไปจนจบ แล้วจะไม่มีการย้อนมาถามอีก แต่ถ้าต้องการให้หยุดพอแล้ว กระผมก็จะหยุด แล้วก็จะพยายามหาเรื่องใหม่ๆ มานำเสนอท่านต่อไป ขอฝากกราบประทานโทษท่านมา ณ ที่นี้ ด้วยกระผมไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายใจใคร มีเพียงใจบริสุทธิที่ต้องการจะให้พี่ๆ น้องๆ ทั้งหลายได้มีความสุขเท่านั้นเอง ยกโทษให้ด้วยนะครับ ถ้าข้อความนี้จะไปทำร้ายใจของท่านผู้ติดตามอ่านท่านใด ขอบพระคุณครับ

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #4 on: December 02, 2014, 10:17:30 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๘ (พรากจากเมียรัก)

ในที่สุดวันแต่งงานมหามงคลของพลายแก้ว และพิมพิลาไลยก็มาถึง มันเป็นงานมงคลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองสุพรรณบุรี
ชาวเมืองสุพรรณบุรีแทบทุกคนมาร่วมงานมงคลนี้โดยถ้วนทั่ว และก็แทบทุกคนก็มาแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวในงาน ยกเว้น
“ฮือ โฮ ฮ้า อยากตาย กูอยากจะตายจริงๆ โว้ย แง”
ชายผู้อัตคัตผมผู้นี้ มานั่งร้องไห้เป็นวรรคเวรอยู่ยังหน้างาน ยังความประหลาดใจแก่ผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากร้องไห้ขี้มูกยืดเป็นงวงช้างแล้ว บางครั้งยังมีการนอนกลิ้งถีบเท้าอย่างไม่ยินยอม สร้างความขบขันแก่ผู้พบเห็น บางคนก็รู้สึกสมเพช เดาไม่ยากครับ
ขุนช้างของเรานั่นเอง ขุนช้างนั้นเจ็บใจตนเองยิ่งนักที่อยู่ๆ ก็หลับใหลกันไปทั้งบ้าน พอตื่นมาอีกทีก็รู้ข่าวงานมงคลสมรสของพลายแก้วกับพิมพิลาไลยแล้ว
แถมยังไม่พอพลายแก้วยังมาเชิญตนให้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวอีกด้วย สร้างความเจ็บใจปนเสียใจแก่ขุนช้างยิ่งนัก ไม่ทันได้อาบน้ำแต่งตัวก็รีบแล่นไปยังงานทันที
แล้วก็เห็นว่ามันเป็นความจริง สร้างความเสียใจจนมานั่งร้องไห้อยู่ที่หน้างานนี่เอง
“อ้าว ช้าง นายมานั่งหัวเราะอยู่ที่นี่เอง รีบเข้าไปในงานเร็ว เจ้าบ่าวเจ้าสาวเขาเตรียมจะรดน้ำสังข์กันแล้ว”
เพื่อนคนหนึ่งลงมาตามขุนช้างเพื่อไปทำหน้าที่เพื่อนเจ้าบ่าว
“กูร้องไห้โว้ย ไม่ได้หัวเราะ ฮือ กรรมของกูจริงๆ เออ กูจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ไม่รู้จะมาเร่งกูหาหอกอะไร คนยิ่งกลุ้มใจอยู่”
ขุนช้างพูดพลางร้องไห้พลาง ลุกขึ้นเดินตามเพื่อนขึ้นไปบนเรือนทันที

บนเรือนขณะนี้กำลังคลาคล่ำด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา เดินสับสนไปมา แต่งตัวสวยงาม อวดเครื่องเพชรทองหยองใส่กันให้วูบวาบบาดตา
ภายในเรือนตกแต่งอย่างสวยงามสมกับเป็นงานมงคลสมรสของเศรษฐีนีผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองกาญจนบุรี คุณนายทองประศรีนั่นเอง

ขณะนี้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็ได้ขึ้นไปรอกันบนตั่งแล้ว เพื่อเตรียมพิธีในการรดน้ำสังข์ให้แก่คู่บ่าวสาว ขุนช้างซึ่งเดินร้องไห้ตาแดงขึ้นมา
ก็เรียกเสียงหัวเราะจากบรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายได้ทันที ขุนช้างนั้นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะ ก็ค้อนควักใส่บรรดาแขกเหล่านั้น
แต่กลับทำให้เสียงหัวเราะนั้นดังยิ่งขึ้น บางครั้งมีเสียงฮาป่ามาด้วย แถมไม่รู้ใครมือบอน เอาผ้าเช็ดมือโยนใส่ขุนช้าง แม่นเหมือนดังกับผีจับวาง
มันโปะลงไปกลางกบาลใส่เหน่งของขุนช้าง สร้างความโกรธแค้นให้แก่ขุนช้างยิ่งนัก หมุนตัวไปมาอย่างฮึดฮัด พลางเขม้นมองหาตัวคนทำ
แต่จะหาเจอได้อย่างไรเล่า เพราะคนทำนั่นก็คือ อิ อิ เจ้าบ่าวน่ะแหละ
“เอ้าพ่อช้าง เร็วๆ เข้า เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ยามหมด”
เสียงพูดดังมาจากนางศรีประจันที่รู้สึกหมั่นไส้ไอ้หัวเหน่งนี่เต็มที ถ้าไม่ติดที่มันเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว จะชู้ตมันลงจากเรือนไปเดี๋ยวนี้เลย
“ค้าบ ค้าบบบบบ คุณป้า เสียฤกษ์น่ะกลัวกันจัง แต่เสียเมียน่ะไม่ยักกลัว”

ขุนช้างพูดประชดประชัน แต่กลับทำให้ทุกสรรพเสียงในห้องเงียบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องมายังขุนช้าง
แต่ละสายตาที่จับจ้องมานั้นทำให้ขุนช้างถึงกับหนาวสันหลัง รีบๆ เดินดุ่มๆ เข้ามายืนเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวทันที
งานพิธีรดน้ำผ่านไปอย่างเรียบร้อยท่ามกลางความยินดีของทุกคนที่มีให้แก่คู่บ่าวสาว และงานมงคลสมรสก็ดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึง เวลาเข้าหอ

ทุกๆ คน ที่เป็นญาติก็รอส่งเข้าหอทั้งนั้น ยกเว้นแต่ขุนช้างคนเดียวที่บ่าวไพร่ตามหากันแล้วมาบอกว่าหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
นางทองประศรีก็แสนจะรำคาญ ก็ให้เริ่มพิธีส่งตัวไปเลย ไม่ต้องรอแล้ว ดังนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็เข้าหอไปท่ามกลางความโล่งอกของญาติทุกคนที่พิธีผ่านไปได้อีกเรียบร้อย

ภายในห้องหอ
“น้องพิมจ๊ะ ในที่สุดพลายแก้วก็มาสู่ขอตามที่สัญญาไว้นะจ๊ะ” พลายแก้วพูดยิ้มๆ พลางทำตาหวานใส่
“จ๊ะ น้องพิมก็รู้ว่าพี่พลายแก้วต้องทำได้ แผนขอพี่พลายแก้วเยี่ยมไปเลยนะ ให้น้องแกล้งทำไม่สบายพูดไม่ได้ ถ่วงเวลาไว้จนกระทั่งพี่ไปเชิญคุณแม่มาสู่ขอน้อง...
 แถมพี่ยังไปสะกดบ้านของขุนช้าง แถมพรางตาไม่ให้ใครเห็นบ้านได้อีก ทำให้งานพิธีของเราจัดเตรียมได้เรียบร้อย ไม่มีคนขัดขวางอีก...
 น้องพิมเลื่อมใสพี่พลายแก้วจริงๆ เลยจ๊ะ”
พิมพิลาไลยพูดออดอ้อน พลางยิ้มหวานให้กับพลายแก้วผู้ชาญฉลาด

ณ ซอกมุมหนึ่งในตู้เก็บของที่วางอยู่ใกล้กับเตียงนอนในห้องหอของบ่าวสาว มีตัวประหลาดตัวหนึ่งหัวใสเจ๊งเหน่ง กำลังนั่งแอบดูจากรูๆ
หนึ่งที่เจาะเอาไว้อย่างแนบเนียนที่ประตูตู้ อะฮ้า ขุนช้างของเรานั่นเอง ขุนช้างของเรานั่งคิดนอนคิดว่ายังไงกูก็ไม่ได้แอ้มแล้ว ขอให้ได้ดูซักนิดก็ยังดี
ว่าแล้วก็ถือจังหวะตอนที่กำลังกินเลี้ยงกัน แอบย่องขึ้นมายังห้องหอ แล้วแอบเจาะรูที่ประตูตู้เก็บของ แล้วอดทนนั่งบ้างหลับบ้างจนกระทั่งถึงเวลานี้ที่รอคอย
เมื่อได้ยินบ่าวสาวที่สมรู้ร่วมคิดกัน ก็โกรธจนตัวสั่นสะท้าน แต่ก็ต้องอดทนนั่งดูต่อไปว่า ฉากที่เขาต้องการจะดูจะมาถึง
พลายแก้วนั้น เมื่อได้ฟังคำชมจากเมียรัก ก็ปลื้มใจเป็นยิ่งนัก พลางตะกองกอดเมียรัก แล้วหอมแก้มแรงๆ ไปทีหนึ่ง
“ฮ้า ชื่นใจ หายเหนื่อยเลย อ้อเดี๋ยวพลายแก้วไปอาบน้ำก่อนนะจ๊ะ น้องพิมเหนื่อยก็นอนพักก่อนก็ได้นะ พลายแก้วไปเดี๋ยวเดียวเดี๋ยวจะกลับมา...
 อย่าลืมล้อกห้องนะ เดี๋ยวไอ้หัวเหน่งมันจะมาคิดไม่ดีกับน้อง”

พลายแก้วบอกเมียรัก พลางลุกขึ้นยืนแล้วออกจากห้องไป พิมพิลาไลยนั้นก็รู้สึกเหนื่อยมาก เนื่องจากต้องตื่นมาเตรียมงานตั้งแต่ตีหนึ่ง
มาจนถึงเวลานี้ก็เกลืบจะวันแล้วยังไม่ได้นอนเลย พอพลายแก้วบอกว่าให้นอนรอก่อน พิมพิลาไลยก็รู้สึกง่วงทันที เดินมาส่งพลายแก้ว ล้อกประตูห้อง
แล้วก็ล้มตัวลงนอน แล้วก็หลับไปแทบจะทันทีที่หัวถึงหมอน

พลายแก้วนั้น เมื่อออกมาจะไปเข้าห้องอาบน้ำ ก็บังเอิญเจอกับเพื่อนสม้ยยังเด็ก เป็นกลุ่ม ก็โดนลากเข้าไปกรอกสาโทเสียจนเมามาย
นั่งคอพับคออ่อนอยู่ในวงนั้นเอง ไม่ได้ไปอาบน้ำเลย

ขุนช้างนั้น เมื่อได้ยินพลายแก้วบอกจะไปอาบน้ำก็รู้สึกเสียดาย คงจะอดเห็นอะไรดีๆ แล้ว แต่เมื่ออดทนนั่งรอก็ไม่เห็นพลายแก้วกลับมาเสียที
แถมพิมพิลาไลยก็หลับสนิทไปแล้ว เอาไงดี ในใจของขุนช้างนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่แน่ใจ กลัวก็กลัว อยากก็อยาก ในที่สุดความอยากก็ชนะ

ขุนช้างค่อยๆ แอบย่องออกจากตู้อย่างเบาที่สุด เดินปลายเท้าอย่างระวัง เข้ามายังข้างเตียง อย่างไม่พูดพล่ามทำเพลง ขุนช้างก็ค่อยเลิกผ้านุ่งของพิมพิลาไลยขึ้นมา
จนมากองอยู่ที่หน้าท้อง เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบขาวสะอาด โคกหีอวบนูน มีขนขึ้นพองามเป็นระเบียบ
ร่องหียังตีบสนิทแนบแน่นเหมือนกับยังไม่เคยมีใครล่วงล้ำมาก่อนเลย ขุนช้างทนไม่ไหวก็ก้มลงพลางใช้ลิ้นควายของคน กวาดเลียไปตามร่องหี แคมหี รูตูด
สองมือก็แหวกแคมออกให้เห็นเนื้อสีชมพูภายใน ที่ตอนนี้เริ่มมีน้ำใสๆ เยิ้มออกมาน้อยๆ พลางใช้จมูกสูดดมกลิ่นหอมปนคาวอ่อนๆ อย่างชื่นใจ
ปากก็ดูดน้ำที่ไหลออกมาดังจุ๊บๆ สองนิ้วก็กดข้างๆ แตดเพื่อให้แตดสีชมพูอันเล็กที่ซ่อนอยู่ข้างบนจนแทบมองไม่เห็นโผล่ออกมา แล้วขุนช้างก็ใช้ปากดูดดุน
พลางขบกันเบา พิมพิลาไลยนั้นรู้สึกเคลิบเคลิ้มแต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยก็ได้แต่นอนร้องครางเบาๆ พลางบิดตัวไปมาด้วยความเสียวกระสันต์
พลางยกสองขาขึ้นพาดหัวของขุนช้างแล้วรัดให้หัวของขุนช้างแนบกับโหนกหีของตัวเองแรงๆ

ขุนช้างเมื่อเห็นพิมพิลาไลยนั้น รัดหัวตนเองเข้ามาหีของนางก็รู้ว่านางนั้นมีอารมณ์ให้กับตนเอง แล้วก็รีบลุกขึ้นแก้กางเกงออก
ปล่อยให้สุดยอดควยแห่งเมืองหลวงเด้งดึ๋งออกมาตั้งแข็งเด่ ผงกหงึกๆ หัวนั้นมีน้ำเยิ้มออกมาเต็มไปหมด พลางก้มลงใช้นิ้วค่อยๆ
แหย่เข้าไปในร่องหีของพิมพิลาไลยที่ละน้อย ชักเข้า ชักออก แคมหีก็ปลิ้นเข้าออก น้ำเงี่ยนยิ่งไหลเยิ้มออกมา ขุนช้างก็เอาปากดูดกินอย่างไม่รังเกียจ
พลางใช้นิ้วสาวเข้าออก จนได้ยินเสียงครางจากพิมพิลาไลย
“ซี๊ดสสส์ อาววว์ พี่ขา เอาน้องเถอะค่ะ น้องทนไม่ไหว เสียววจัง ซี๊ดดดส์”

ขุนช้างได้ฟังดังนั้น ก็ลุกขึ้นคุกเข่า พลางหยิบหมอนเข้ามาซ้อนที่ก้นของพิมพิลาไลย ทำให้โหนกหีของพิมพิลาไลยนั้นนูนเด่นขึ้นมา
ร่องหีก็อ้าออกน้อยๆ แตดสีชมพูตอนนี้ลุกชี้เด่เห็นได้ชัด ขุนช้างก็ค่อยๆ จ่อสุดยอดควยพิสดารแห่งวังหลวงเข้าไป เพียงแค่จ่อส่วนหัวเท่านั้น
พิมพิลาไลยก็สูดปาก พลางร้องว่า
“เบาๆ หน่อยนะคะ พิมเริ่มเจ็บแล้ว ช้าๆ นะคะพี่ขา”

ขุนช้างก็จำต้องเปลี่ยนแผนด้วยกลัวว่าพิมพิลาไลยจะตื่น ตัวเองจะอด แถมโดนตีนอีกด้วย จึงถอนหัวควยออกมาก่อน
แล้วเดินไปหาอุปกรณ์ช่วยอย่างกระวนกระวายอยู่ในห้อง ไม่มีอะไรเลยสักอย่างเดียวที่จะช่วยได้เลย ขุนช้างรู้สึกกระวนกระวายใจ
ด้วยอยากเย็ดพิมพิลาไลยใจจะขาด ระหว่างนั้นก็ฉุกใจคิดขึ้นได้ น้ำลายไง ใช้น้ำลายชโลมลำควยก่อนแล้วน่าจะช่วยยัดเข้าไปได้ เมื่อคิดได้ดังนี้
ขุนช้างก็รีบบ้วนน้ำลายออกมาชโลมลำควยของเขาจนชุ่มโชก แล้วก็เอามาจ่อที่ร่องหีที่มันเยิ้มของพิมพิลาไลย พลางค่อยๆ กดหัวควยให้ค่อยๆ
แทรกกลีบหีของพิมพิลาไลยเข้าไปทีละน้อย ทีละน้อย กลีบหีก็ถ่างตึงออกบานรับหัวควยขนาดน้องๆ ม้าของขุนช้าง พิมพิลาไลยก็รู้สึกตึงที่หน้าขา
ก็พยายามถ่างขาอ้าออกเพื่อให้ควยได้เข้าไปง่ายขึ้น ขุนช้างเห็นอย่างนั้นก็รีบกดควยพรึดเข้าครึ่งอัน

ทำให้พิมพิลาไลยต้องสะดุ้งด้วยความจุกเจ็บที่ถูกควยใหญ่มโหฬารแหวกเข้าไปในร่องหีอย่างกระทันหัน
ขุนช้างกดควยเข้าไปได้ครึ่งอันก็เกิดความมั่นใจ แช่ควยไว้ในร่องหีของพิมพิลาไลย ใช้นิ้วมือบีบบี้ที่แตดที่ลุกเด่ขี่ควยของเขาอยู่ด้านบน
ทำให้พิมพิลาไลยต้องปล่อยน้ำเสียวออกมาชโลมท่อนควยของไอ้ขุนช้าง ร่องหีก็ค่อยๆ ขยับขยายรองรับควยขนาดมหึมา ทำให้ขุนช้างเกิดความย่ามใจ
ค่อยๆ ชักสุดยอดควยออกมาช้าๆ แคมหีก็ค่อยปลิ้นตามเกลียวควยออกมา เห็นท่อนเกลียวที่ลำควยเป็นมันละเลื่อม
ตูดของพิมพิลาไลยก็ยกตามเกลียวลำควยที่ถอนขึ้นมาเหมือนจะเสียดายไม่ให้มันออกไป พลางขุนช้างก็กดกระแทกลงไปเต็มแรง พั่บ พั่บ พั่บ เบิ้ลเข้าออกไปสามครั้ง
ลำควยสุดมหึมาก็เข้าไปตุงอยู่ในร่องหีของพิมพิลาไลย ทำให้หน้าท้องของพิมพิลาไลยนั้นนูนขึ้นมาเหมือนดังกับคนท้องอ่อนๆ เลย

เมื่อควยเข้าตุงอยู่ในร่องหีจนหมดแล้ว ขุนช้างก็เริ่มออกลวดลายสุดยอดนักรัก ชักควยเข้าออกช้าๆ เร็ว แซะซ้าย แซะขวา
บางครั้งก็กดจนมิดแถมบนคว้านให้ควยเข้าไปแซะร่องหีของพิมพิลาไลยจนถ้วนทั่ว ทำให้พิมพิลาไลยถึงกับลืมตัวถึงขุนข้างขึ้นมากอด
พลางประกบปากจูบกับปากหนาอัปลักษณ์ของขุนช้างโดยไม่รังเกียจ ขุนช้างได้เห็นดังนี้ก็ยิ่งได้ใจ กดกระแทกควยอย่างสุดกำลัง จนมีเสียงดังป้าบ ป้าบ ป้าบ
น้ำหีไหลกระเซ็นไปทั่วเวลาที่ควยของขุนช้างกระแทกเข้าไปในร่องหี สองมือก็ขยำเคล้นหน้าอกกระเปาะเหลาะของพิมพิลาไลยอย่างไม่กลัวเจ็บ
พิมพิลาไลยซึ่งกำลังเคลิบเคลิ้มด้วยคิดว่าเป็นพลายแก้วผัวรัก ก็ดังผ้าสไบออกเพื่อให้ขุนช้างได้ดูดนมถนัดๆ ขุนช้างก็ก้มลงดูดหัวนมของพิมพิลาไลย
พลางใช้ลิ้นดุนไปมา บางครั้งก็หมั่นเขี้ยวใช้ฟันขบเบาๆ ที่ฐานนม สร้างความเสียวซ่านแก่พิมพิลาไลยมาก แอ่นนมให้ดูดเลียสลับไปมา
ตูดก็ยกขึ้นกระแทกกับควยของขุนช้างอย่างไม่ผิดจังหวะ ขุนช้างนั้นเมื่อได้สมรัก ได้เย็ดคนที่รัก ก็ทำให้รู้สึกเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์
บรรเลงเพลงรักอย่างสุดเหวี่ยงเพราะคิดว่า คงได้ฟลุ้กแค่ทีนี่แหละ ต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว ควยของขุนช้างผลุบเข้าผลุบออกอย่างรวดเร็ว
แต่ละครั้งก็รั้งเอาแคมหีของพิมพิลาไลยปลิ้นเข้าปลิ้นออกไปด้วย น้ำเงี่ยนไหลเยิ้มลงมาอย่างมากมายจนไปถึงยังร่องตูดของพิมพิลาไลย
ขุนช้างก็ถอนควยออกดังบ๊วบ ร่องหีอ้าโบ๋ แคมสองข้างแดงช้ำ แถมมีเลือดไหลออกมาน้อยๆ ติดตามลำควยของขุนช้าง

ขุนช้างเอานิ้วมือป้ายน้ำเงี่ยนที่ไหลมากองที่ร่องตูด ให้เข้าไปในรูตูดพลางแหย่นิ้วมือนำร่องเข้าไปก่อน ชักเข้าออกจนรูตูดชักลื่น
ก็จ่อลำควยเข้าไปทันที ปึด ปึด หัวควยค่อยๆ ชำแรกผ่านรูตูดอันคับแคบ อย่างช้าๆ สร้างความเจ็บปวดให้แก่พิมพิลาไลย จะลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่ไหว
ทำได้ก็เพียงพยายามขมิบตูดให้แนบแน่นเพื่อกันไม่ให้ควยผ่านเข้าไปเท่านั้นเอง แต่กลับยิ่งสร้างความเสียวให้แก่ขุนช้างอย่างยิ่ง
ขุนช้างก็ค่อยๆ ดันควยแทรกผ่านรูตูดเข้าไปอย่างยากเย็น เมื่อผ่านเข้าไปได้ครึ่งอัน ขุนช้างก็สุดจะทนทานด้วยความเสียวจากความคับแน่นของรูตูด
ประกอบกับความเสียวที่ได้เย็ดคนที่ตนรัก ขุนช้างก็รีบกระแทกควยเข้าไปเต็มแรง แค่วก แค่วก รูตูดฉีกขาดเลือดไหลซึมออกมาจากรอยฉีกนั้น

ขุนช้างเมื่อควยได้เข้าไปตุงอยู่ในรูตูดของพิมพิลาไลยเต็มที่แล้ว ก็ฉีดน้ำรักพุ่งพรวดๆ เข้าไปอยู่ในรูตูดของพิมพิลาไลยจนล้นออกมาจากรูตูด
เมื่อเสร็จกิจแล้ว ขุนช้างก็รีบเอาผ้ามาเช็ดรูหี รูตูดของพิมพิลาไลยจนเรียบร้อย ก็แต่งตัวให้พิมพิลาไลยจนเหมือนเดิม แล้วค่อยๆ ย่องปีนออกทางหน้าต่าง
กระโดดตุ้บ ลงไปเค้เก้ จุกแอ้ดอยู่บนพื้นบ้านด้านล่าง แต่ความกลัวโดนฤทธิ์จากตีนของชาวบ้านมีเหนือกว่าความจุก

ทำให้ขุนช้างพยายามลุกขึ้นเดินกระย่องกระแย่งออกจากเรือนหอเพื่อกลับไปบ้านของตนเองด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้เย็ดหี
เย็ดตูดเจ้าสาวก่อนไอ้เจ้าบ่าวหน้าโง่นั่น หุหุ

ในช่วงขณะนั้นเอง ทางกรุงศรีอยุธยาก็ได้ทราบข่าวว่า เมืองเชียงใหม่ ได้เข้ามาตีเมืองเชียวของซึ่งเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา
สร้างความขุ่นเคืองให้แก่สมเด็จพระพันวษาเป็นอย่างมาก
ณ ห้องท้องพระโรง
“บัดซบ บัดซบจริงๆ ไอ้เจ้าเมืองเชียงใหม่จอมตระบัดสัตย์ กูจำได้ว่ามันเคยบอกกับกูว่าจะขอสันติเพื่ออยู่ร่วมกันแต่ตอนนี้มันกล้าดียังไง มาตีเชียงของเมืองขึ้นของกู”

สมเด็นพระพันวษากริ้วอย่างมาก หน้าแดงก่ำ พลางยกพระแสงขึ้นลงเหมือนดังกับจะฟันเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้ด่าวดิ้นไปกับพระแสงของพระองค์

เหล่าขุนนางใหญ่น้อยนั่งเงียบ ไม่มีใครกล้าเพ็ดทูล ด้วยเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงกริ้วอยู่ถ้าขืนทูลอะไรตอนนี้ดีไม่ดีจะหัวขาดเอาง่ายๆ จึงพากันนั่งเงียบ
แต่กลับยิ่งทำให้พระองค์ทรงกริ้วยิ่งขึ้นอีก
“พวกมึงก็เหมือนกัน นั่งเงียบกันหมด พอถึงเวลาบ้านเมืองต้องการใช้คน กูไม่เห็นมีใครอาสากูซักคน ทีเวลากูไม่อยากฟังอะไร ละก็...
 แต่ละคนรีบกันนัก เฮ้อ เห็นอย่างนี้แล้วกูคิดถึงขุนไกรจริงโว้ย เออ มีใครรู้ข่าวครอบครัวของมันบ้างไหมวะหา”

ขุนช้างซึ่งฟังอยู่ถึงตอนนี้ ก็บังเกิดไอเดียใสปิ๊งขึ้นมาทันที รีบคลานกระดุ๊บๆ ออกมาแล้วทูลทันที
“ข้าพระพุทธเจ้าทราบพระเจ้าข้า ขุนไกรพลพ่ายนั้นมีบุตรชายชื่อ พลายงาม ซึ่งบัดนี้ได้เติบใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว และมีความเก่งกาจในเรื่องวิชาอาคม...
 และเชี่ยวชาญในเรื่องอาวุธ รวมถึงกลศาสตร์ในการรบ ไม่ผิดอันใดกับขุนไกรพลพ่ายผู้เป็นบิดาเลยพระเจ้าข้า”

สมเด็จพระพันวษาได้สดับตรับฟัง ก็ให้รู้สึกดีพระทัยยิ่งนัก รีบตรัสสั่งขุนช้างไปว่า
“เออ ดี งั้นเอ็งรีบไปบอกพลายแก้วให้มาหาข้า ข้าจะสั่งให้มันไปรบ แล้วจะปูนบำเหน็จให้มันอย่างถึงทีเดียวถ้ามันทำได้สำเร็จ”

ขุนช้างนั้นแสนจะดีใจที่แผนการชั่วช้าสามานย์ของเขาใกล้จะสัมฤทธิ์ผลแล้ว รีบส่งเสียงรับคำแล้วคลานกระดุ๊บๆ ออกจากท้องพระโรงในทันที
เมื่ออกจากท้องพระโรงแล้ว ก็เดินร้องเพลงเสียงดังลั่น พลางกระโดดโลดเต้นไปตามตามเดินอย่างมีความสุข เหมือนกับคนบ้าก็ไม่ปาน

ณ เรือนหอของพลายแก้ว ซึ่งขณะนี้ได้ถูกบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าเข้าครอบงำ อันเนื่องมากจากข่าวที่ขุนช้างนำมาแจ้งว่า
พลายแก้วนั้นต้องไปรบกับเมืองเชียงใหม่เพื่อตีเอาเมืองเชียงของคืนมาแก่กรุงศรีอยุธยาให้ได้ สร้างความโศกเศร้าให้แก่คู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานอยู่กินได้แค่ ๒ วัน
แต่พลายแก้วนั้นก็รู้สึกดีใจลึกๆ ที่จะได้กอบกู้ชื่อเสียงของบิดาคืนมา และมีโอกาสได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเอง
จึงปลอบกับพิมพิลาไลยเมียรักจนค่อยคลายความโศกเศร้า
“น้องพิมจ๊ะ พลายแก้วรู้ว่าน้องพิมเป็นห่วง เอายังงี้ เดี๋ยวเราให้บ่าวไปหาต้นโพธิ์มาสองต้น แล้วอฐิษฐานกันคนละค้น...
 ถ้าต้นใดต้นหนึ่งมีอันเป็นไปก็จะรู้ทันที เพราะต้นโพธิ์จะเหี่ยวเฉาและตายไป น้องพิมคอยมาดูต้นโพธิ์นี้ได้นะจ๊ะ แล้วก็จะได้ไม่เป็นห่วงพลายแก้วมากไปไงนะ”

พิมพิลาไลยก็พยักหน้า พลางกอดพลายแก้วไม่ปล่อยด้วยความรักและคิดถึง พลายแก้วก็ตะโกนบอกบ่าวไพร่ให้ออกไปหาต้นโพธิ์มาสองต้น
แล้วก็ประคองพิมพิลาไลยเมียรักออกเดินช้าๆ มาหน้าบ้านเพื่อเตรียมจะออกไปปลูกต้นโพธิ์

ณ ทุ่งร้างนอกเมืองเชียงของ การรบระหว่างพระนครศรีอยุธยากับเมืองเชียงใหม่ กำลังถึงจุดวิกฤติ โดยที่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยานั้น
กำลังตกอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง ด้วยเมืองเชียงใหม่นั้น ได้ทราบข่าวการมารุกรานของทางกรุงศรีอยุธยา จึงได้เตรียมการขุดหลุมพรางไว้

ขณะที่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาเดินทางมาถึงยังหมู่บ้านแสนทอง ก็มีชาวบ้านมาขอความช่วยเหลือว่าพวกกองทัพเชียงใหม่
กำลังล้อมฆ่าชาวบ้านอยู่ที่ทุ่งร้างนอกเมืองเชียงของ พลายแก้วซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพจากสมเด็จพระพันวษา แต่งชุดแม่ทัพดูสง่างามน่าเกรงขาม
ก็รีบสั่งการให้กองทัพเร่งรีบตามไปช่วยเหลือชาวเมืองจากการฆ่าหมู่ของพวกเมืองเชียงใหม่ เมื่อมาถึงยังทุ่งร้างนี้ กลับไม่พบกับการฆ่าหมู่แต่อย่างใด
แต่กลับถูกล้อมโดยกองทัพของเมืองเชียงใหม่
“ได้ข่าวว่าทางกรุงศรีอยุธยากำลังสิ้นคนดีแล้ว จึงส่งเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมารบแทน ฮ่า ฮ่า ขำขำ ไม่นึกว่าจะส่งมาจริงๆ อย่างนี้เขาเรียกสมัน”
แม่ทัพของทางเมืองเชียงใหม่ที่กำลังคิดว่าตนเองกำลังได้เปรียบอย่างสุดๆ แล้ว ก็ ชักม้าออกมาอยู่หน้ากลุ่มพลธนูที่กำลังจ่อยิงมาทางกองทัพของกรุงศรีอยุธยา
พลางหัวเราะเยาะจนน้ำลายกระเซ็นซ่าน
“เฮ้ย พวกมึง ถ้าแม่ทัพพวกมึง ยอมแก้ผ้าเต้นรำ ต่อหน้ากู กูจะยอมปล่อยพวกมึงให้รอดชีวิตกลับไปหาลูกเมีย...
 แต่พวกมึงต้องตัดมือให้พวกกูคนละข้าง เป็นค่าไว้ชีวิตเข้าใจไหม”
แม่ทัพของเมืองเชียงใหม่ประกาศอย่างโอหังลำพอง พลางจ้องไปยังหน้าของพลายแก้วแม่ทัพของกรุงศรีอยุธยา
พลายแก้วได้ฟังดังนั้น ก็นิ่งสงบ ไม่แสดงอาการโกรธแต่ใดๆ แต่บรรดาทหารหาญของพระนครศรีอยุธยา ได้ฟังคำหยามของแม่ทัพของเมืองเชียงใหม่
หยามแม่ทัพของพวกตน ก็โกรธแค้นยิ่งนัก พากันตะโกนด่าตอบเสียงขรมไปหมด

แต่ไม่มีใครกล้าจะเข้าไปทำอะไรด้วยเกรงธนูของฝ่ายเมืองเชียงใหม่ที่จ่อมายังพวกของตนอยู่
“เฮ้ย เงียบทำไม มึงจะเอายังไงหา ไอ้อ่อน ถ้ามึงไม่ตอบ กูจะให้ทหารยิงพวกมึงให้ตายไปทีละคนละนะ ได้ยินไหมไอ้แก้วหูแตก”
นายทัพเมืองเชียงใหม่ตวาดสัมทับมาด้วยเห็นว่าพลายแก้วเงียบ ไม่ตอบคำ จึงเข้าใจผิดคิดว่า พลายแก้วนั้นคงกลัวตายจนพูดไม่ออกเป็นแน่

ฉับพลันนั้น พลายแก้วก็เงยหน้าขึ้น ตาเบิกโพลง พลางตวาดว่า “หยุด” ฉับพลันนั้นนายทัพเมืองเชียงใหม่ ก็ชะงักค้างเหมือนดังกับเวลาได้หยุดนิ่ง
ค้างไปซะเฉยๆ พลายแก้วก็ก้มลงรูดใบไม้มาหนึ่งกำมือ พลางนั่งลงบริกรรมพระคาถา จากนั้นก็โปรยใบไม้สู่อากาศ น่าอัศจรรย์ยิ่ง
ใบไม้เหล่านั้นกลับกลายเป็นตัวต่อเสือ ตัวใหญ่มหึมา บินแตกฮือ ออกไปไล่ต่อยบรรดานายกอง ทหาร พลธนู จนแตกพ่าย วิ่งหนีกันอลหม่าน
ทิ้งอาวุธไว้มากมาย รวมทั้งนายทัพที่ยืนปากอ้าตาค้างอยู่เฉยๆ ให้กองทัพของกรุงศรีอยุธยาจับกุมได้อย่างง่ายดาย
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของบรรดาทหารหาญของกรุงศรีอยุธยาที่ชื่นชมในความเก่งกาจของแม่ทัพฝ่ายตนที่ชนะศึกนี้ได้อย่างง่ายดายไม่สูญเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด

ข้างฝ่ายทัพที่แตกพ่ายของเมืองเชียงใหม่ ก็ล่าถอยกลับไปรวมตัวกันอยู่ในเมืองเชียงของเพื่อเตรียมในการรับมือกับกองทัพของพระนครศรีอยุธยา
แต่เวลาผ่านไป ๓ วัน กองทัพของเมืองพระนครศรีอยุธยา นอกจากตั้งกองทัพไว้เฉยๆ แต่บางครั้งก็จุดไฟสว่างไสว และอยู่ๆ ก็ตีฆ้องร้องป่าว
ดังขึ้นกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง สร้างความโกลาหลให้แก่กองทัพที่แตกพ่ายของเมืองเชียงใหม่ จนไม่ได้หลับได้นอนมาถึง ๓ คืน จวบจนคืนที่ ๔ ก็มีการจุดไฟสว่างไสว และเสียงตีฆ้องร้องป่าวดังขึ้นอีกเหมือนเดิม แต่ขณะนี้ไพร่พลของทางเมืองเชียงใหม่นั้น ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับไพร่พลของพลายแก้วนั้น ก็จัดการเอาบันไดพาดกับขอบกำแพงเมือง และบุกเข้าไปเปิดประตูเมือง จนเข้ายึดเมืองเชียงของคืนได้สำเร็จ แถมจับเชลยได้อีกเป็นจำนวนมากข่าวนี้เมื่อไปถึงยังพระกรรณของสมเด็จพระพันวษาก็ให้รู้สึกปลาบปลื้มยินดีนัก แต่ขุนช้างได้ยินกลับรู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง

นางพิมพิลาไลยนั้น เมื่อพลายแก้วสามีสุดที่รักออกไปรบ ด้วยความคิดถึง บวกกับอาการเจ็บป่วยอันเกิดจากโดนสุดยอดควยของขุนช้างทะลวงทั้งรูหน้าและรูหลัง ก็ทำให้อาการกำเริบถึงกับล้มป่วย แต่หมอคนใดก็ไม่อาจที่จะรักษาให้หายได้ ดังนั้นนางศรีประจันจึงพาพิมพิลาไลยไปหาขรัวตาจู ที่วัดป่าเลไลย์ ขรัวตาจู เป็นพระสูงอายุที่มีวิชาโหราศาสตร์ที่เป็นที่เชื่อถือลือเลื่องไปทั้งเมือง เมื่อขรัวตาจูตรวจดูดวงชะตาให้กับพิมพิลาไลย แล้วก็บอกว่า
ต้องทำพิธีไล่เสนียดอัปรีย์ออกจากกายพร้อมกับเปลี่ยนชื่อ เป็นวันทอง ไม่อย่างนั้นจะต้องตายไปเพราะการป่วยครั้งนี้แน่ๆ นางศรีประจันได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบบอกกับขรัวตาจูให้ทำพิธีให้ด้วย ขรัวตาจูซ่อนยิ้มในหน้า พลางบอกว่า
“การจะทำพิธีนั้น ไม่ยาก แต่จะยากก็ตรงที่ โยมศรีประจัน และโยมพิมพิลาไลยนั้น จะต้องเข้าห้องทำพิธีกับอาตมา และจะต้องทำตามที่อาตมาสั่งอย่างเคร่งครัด... มิฉะนั้นอาตมาจะไม่รับผิดชอบถ้าเกิดอะไรที่ร้ายแรงขึ้นนะ”

นางศรีประจันแสนจะตกใจ ด้วยกลัวว่าบุตรสาวของตนจะเสียชีวิต ก็รีบรับปากทันที ขรัวตาจูก็สั่ง
“ถ้างั้น โยมและลูกสาว ก็ขึ้นมาในกุฏิอาตมาก่อนละกัน”

นางศรีประจันก็ประคองนางพิมพิลาไลยขึ้นกุฏิไป พลางหันมาสั่งบ่าวไพร่ให้รออยู่ที่หน้ากุฏิ เมื่อเดินเข้าไปในกุฏิขรัวตาจูก็สั่งให้ปิดประตูกุฏิด้วย
นางศรีประจันก็ทำตามแล้วก็นั่งรอขรัวตาจู ซึ่งกำลังจุดธูปเพื่อไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นางศรีประจันได้กลิ่นธูปก็ให้รู้สึกง่วงเป็นกำลัง ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ขรัวตาจูเมื่อเห็นนางศรีประจันหลับแล้ว ก็รีบเดินมาหานางพิมพิลาไลย ยกมือเหี่ยวย่นขึ้นมาลูบไปตามใบหน้า เรื่อยลงมา พลางขยำขยี้ไปยังหน้าอกอวบอิ่มของนางพิมพิลาไลย เมื่อขยำขยี้จนได้ที่แล้ว ก็เลิกผ้านุ่งของพิมพิลาไลยขึ้น เผยให้เห็นโหนกหี ซึ่งขณะนี้ร่องแคมยังคงบวมแดงจากการโดนควยพิสดารของขุนช้างทะลวงมา ร่องหียังอ้าออกน้อยๆ เม็ดแตดแดงก่ำ ชี้ชัน ขรัวตาจูรีบถลกผ้าขึ้นเผยให้เห็นควยขนาดเล็ก ชี้เด่บอกอารมณ์ของตนอย่างชัดเจน พลางนอนทาบทับตัวพิมพิลาไลย พลางกระเด้าควยเข้าไปในร่องหีของนางพิม หะแรกที่รู้สึกคือ ร่องหีนี้แม้จะผ่านดุ้นควยมาแล้ว ก็ยังดูดตอดดีอยู่ เหมือนดังกับสาวบริสุทธิ์ ความคับแคบนั้นมีอย่างเหลือเฟือ ควยเล็กๆ อย่างควยของขรัวตาจูนั้นเข้าไปยังแคบ เมื่อกระเด้าแคมหีก็รูดตามลำควย ปลิ้นเข้าปลิ้นออกอย่างน่าดู ลำควยมันปลาบเห็นได้ชัด ขรัวตาจูไม่เคยได้ลิ้มลองของเด็กสาวมาก่อน ถึงกับทนไม่ไหว ชักควยออกมารดน้ำมนต์ให้แก่พิมพิลาไลยไปหนึ่งที่

เสร็จแล้วก็รีบถลกผ้านุ่งคืนให้แก่พิมพิลาไลย พลางจุดธูปอีกแบบ แล้วทำทีเป็นพรมน้ำมนต์ เหมือนดังกับว่าเสร็จพิธีแล้ว และเหมือนกับปลุกตัวของนางศรีประจันไปในตัว นางศรีประจันนั้นเมื่อโดนน้ำมนต์เย็นๆ มากระทบหน้า ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น ขรัวตาจูก็บอกว่าพิธีเสร็จแล้วต่อจากนี้ พิมพิลาไลยได้ตายไปแล้ว เหลือแต่วันทองยังคงอยู่ นางศรีประจันได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ รีบนำตัวนางวันทองลงจากเรือนกลับไปบ้านทันที เป็นที่น่าแปลกคือนางวันทองหลังจากที่โดนควยของขรัวตาจูนั้น อาการไม่สบายก็เริ่มทุเลาและหายดีในที่สุดยังความดีใจให้แก่นางศรีประจันยิ่งนัก

ข้างฝ่ายของพลายแก้ว เมื่อยึดได้เมืองเชียงของคืนนั้น ก็ยังไม่สาแก่ใจ ยกกองทัพตามไล่เข่นฆ่าพวกทหารเมืองเชียงใหม่ที่แตกพ่าย
ไปจนถึงเมืองเชียงใหม่ ตีเมืองเชียงใหม่ได้ ก็ยังไม่พอใจตามตีเมืองต่อไปจนถึงเมืองลำพูน จึงได้หยุดพักกองทัพไว้ยังหมู่บ้านจอมทอง

ขุนช้างนั้น เมื่อกำจัดพลายแก้วได้ก็แสนจะดีใจ เริ่มแผนสองต่อทันที โดยขุนช้างเป็นผู้ตระเตรียมข้าวของในแผนการที่สองด้วยตัวเอง
จากนั้นก็ออกเดินทางไปยังเรือนหอของพลายแก้วเพื่อพบกับนางวันทองทันที

ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๙ (เหตุแห่งกรรม)

ขุนช้างได้หอบข้าวหอบของมาเพื่อเตรียมการสำหรับแผนการของตน เมื่อมาถึงยังเรือนหอของพลายแก้ว ก็รีบเอามือขยี้ตาแรงๆ จนสองตาแดงช้ำ
พลางใช้ฝุ่นโปรยใส่ตาทำให้สองตามีน้ำตาไหลพราก แล้วก็ส่งเสียงร้องสะอึกสะอื้นดังๆ พลางเดินเข้าไปที่เรือนหอของพลายแก้ว
ท่ามกลางความมึนงงของบ่าวไพร่ ที่ออกมาดูกันแตกตื่น

นางศรีประจันที่กำลังนั่งบงการบ่าวไพร่ให้ทำอาหาร เพื่อเตรียมที่จะไปเลี้ยงพระเพล ก็ถึงแก่กาลแปลกใจที่จู่ๆ
ขุนช้างก็ขึ้นมาถึงบนเรือนพร้อมกับหอบข้าวของมามากมาย เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนก็กระแทกนั่งลงบนพื้น พลางร้องไห้เสียงดังกังวาลดุจดั่งเสียงควายถูกเชือดก็ไม่ปาน
นางวันทองที่กำลังนั่งปักเย็บเก็บข้าวของทันทีที่ได้ยินเสียงร้องที่ดังโหยหวนดุจดั่งเปรตมาขอส่วนบุญ เมื่อออกมาจากห้องก็พบกับขุนช้างหัวล้านกบาลใส
ที่นั่งร้องไห้กอดหม้อใบหนึ่งไว้แน่น ก็ให้รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก พลางนั่งลงข้างกายมารดา สองตาก็จ้องดูว่าขุนช้างเป็นอะไรมา ทำไมจึงได้เสียใจมากมายถึงขนาดนั้น

ขุนช้างจอมเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นเป้าหมายเดินยุรยาตรออกมาจากห้องแล้ว ก็ค่อยๆ หยุดเสียงควายถูกเชือดไว้ก่อน เพื่อทำตามแผนต่อ
พลางตีหน้าเศร้าแล้วยกมือไหว้นางศรีประจันครั้งหนึ่งก่อนจะแจ้งข่าวร้ายว่า
“คุณน้าครับ ผมมาแจ้งข่าวร้ายให้ทราบครับ ข่าวร้ายที่แม้แต่ผมเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลย พลายแก้วเพื่อนรักสุดชีวิตของผม เขาได้ ได้ ได้...
 ฮือ ฮืออออ แงงงงง แอ่กๆ (แสบคอ) เขาตายแล้วครับ ด้วยฝีมือของขุนทัพของเมืองเชียงใหม่ครับ พวกทหารในสังกัดก็เก็บเอากระดูกของเขามาให้ นี่ครับ”

พูดพลางยื่นหม้อที่ปิดด้วยผ้าดิบอย่างแน่นหนามาให้กับนางศรีประจัน สำหรับนางวันทองนั้นเป็นลมพับไปตั้งแต่ได้ยินว่าพลายแก้วตายแล้ว
ยังความสมใจแก่ขุนช้างยิ่งนัก เมื่อยื่นหม้อให้แก่นางศรีประจันเรียบร้อยแล้ว ขุนช้างยังมีการหยอดอีกว่า ถ้าเกิดว่ามีขุนศึกที่พ่ายแพ้เสียชีวิตในสนามรบแล้วละก็ ลูกเมียของขุนศึกคนนั้นจะต้องถูกคุมตัวเข้าวังเป็นม่ายหลวง และจะต้องอยู่อย่างเดียวดายที่นั่นตลอดชีวิต ทำให้นางศรีประจันถึงกับหน้าถอดสีเมื่อได้ฟังดังนั้น ขุนช้างเมื่อเห็นสีหน้าของนางศรีประจันเป็นดั่งนั้น ก็ซ่อนยิ้มในหน้าพลางรีบลาออกจากเรือนทันทีด้วยแผนสัมฤทธิ์ผลแล้ว
อยู่ต่อไปโดนซักเดี๋ยวเผลอออกพิรุธจะโดนตื้บจนไม่ได้ออกจากเรือนเสีย

นางศรีประจันได้ฟังข่าวร้ายนี้ แถมเห็นลูกสาวเป็นลมล้มพับลงไปก็มือไม้สั่น ตะโกนเรียกบ่าวไพร่เข้ามาปรนนิบัติพัดวีให้นางวันทองฟื้น พลางคิดในใจว่ามันจริงหรือนี่ มันเป็นไปได้ยังไงกัน แล้วสิ่งที่ขุนช้างพูดมันน่ากลัวจริงๆ จะทำยังไงดี เมื่อวันทองได้สติ ก็เอาแต่ร้องไห้ จนเป็นลมล้มพับไปอีก
ทำเอานางศรีประจันใจไม่ดี ด้วยกลัวว่าลูกสาวจะต้องไปเป็นม่ายหลวงในวัง เมื่อนางวันทองฟื้นคืนสติมา ก็รีบบอกเรื่องนี้ให้แก่นางวันทองทันที

นางวันทองนั้นไม่เชื่อคำพูดของขุนช้าง จึงบอกกับมารดาว่า จะต้องไปพิสูจน์ที่ต้นโพธิ์ ที่ตนและพลายแก้วปลูกเอาไว้
ขุนช้างเมื่อแผนสองไปได้สวย แล้วก็รีบดำเนินการตามแผนสามต่อทันที ไม่รอรั้ง เมื่อลงจากเรือนขุนช้างก็มุ่งหน้าไปยังชายป่าที่พลายแก้วและนางวันทองได้ปลูกต้นโพธิ์เอาไว้ เพื่อใช้ตรวจสอบชะตากรรมของทั้งสอง ขุนช้างนั้นชาญฉลาดนักรู้จึกใช้เงินซื้อบ่าวไพร่ในเรือนของพลายแก้ว ให้มาคอยรายงานความคืบหน้า หรือตื้นลึกหนาบางของพลายแก้วให้แก่ตนได้ทราบ รวมถึงเรื่องของต้นโพธิ์นี่ก็เช่นกัน หุหุ เรานี่สุดฉลาดเลย ขุนช้างคิดในใจ

กล่าวถึงพลายแก้ว เมื่อรุกไล่ตีมาจนได้เมืองขึ้นเพิ่มให้กับพระนครศรีอยุธยาแล้ว ก็มาหยุดยังหมู่บ้านจอมทองซึ่งพลายแก้วนั้นมีคำสั่งไปถึงทหารหาญทั้งหลายว่า
“เมื่อมาถึงยังหมู่บ้านแห่งนี้ ถ้าทหารผู้ใดออกปล้นสดมภ์ หรือกดขี่ข่มเหงรังแกชาวบ้านชาวเมืองละก็ ข้าจะไม่ไว้หน้า จะฆ่าให้ตายแล้วเสียบหัวประจานมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง”

ข่าวเรื่องนี้เมื่อรู้ถึงหูของนายเมือง นายบ้านของหมู่บ้านจอมทอง ก็ให้รู้สึกเลื่อมใส และต้องการที่จะได้พบหน้ากับท่านแม่ทัพผู้นี้ทันที
เมื่อนายเมืองได้มาถึงยังจุดที่ตั้งกองทัพของพลายแก้ว ก็ถูกกีดกั้นจากทหารยามที่ไม่ต้องการให้คนแปลกหน้าได้เข้าไปในค่ายทหาร
นายเมืองก็เผ้าพยายามอธิบายว่าตนเองนั้นเป็นนายบ้านของหมู่บ้านนี้เอง รู้สึกเลื่อมใสต่อแม่ทัพหนุ่มของกองทัพนี้ อยากจะมาทำความรู้จักเป็นการส่วนตัวจะได้หรือไม่

ทหารยามนั้นได้รับคำสั่งมา ก็เกรงอาญายืนกรานยังไงก็ไม่อาจจะให้พบได้ ทั้งสองเถียงกันไปมาจนเสียงดังเข้าไปถึงในกระโจมของแม่ทัพ
พลายแก้วได้ยินเสียงถกเถียงออกมาจากด้านนอกกระโจมจึงออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเห็นมีชายกลางคนผู้หนึ่งกำลังถกเถียงกับทหารยาม จึงได้ถามไปว่า
“ท่านผู้นี้ต้องการมาพบกับข้าพเจ้าด้วยเรื่องอันใดรือ”

นายเมืองนั้น หะแรกที่ได้เห็นตัวของแม่ทัพหนุ่มน้อย ก็ยังไม่แน่ใจนัก ด้วยอายุของแม่ทัพนี่ยังน้อยเหลือเกิน กับคำรำลือถึงความเก่งกาจที่ได้ฟังมา .
แต่เมื่อเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นแม่ทัพจริง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก ถึงกับลดตัวลงกราบกราน ทำให้พลายแก้วนั้นลนลานรีบเข้ามายกตัวของนายเมืองขึ้น แต่กลับยิ่งทำให้นายเมืองนั้นรักใคร่เลื่อมใสจนหมดใจ เมื่อทั้งคู่คนหนึ่งพยายามกราบคนหนึ่งพยายามไม่ให้ทำ ก็ยักแย่ยักยันกันอยู่อย่างนั้น
จนในที่สุดพลายแก้วก็ยอมให้นายเมืองกราบ เมื่อนายเมืองกราบเรียบร้อยแล้ว ก็กล่าวขึ้นว่า
“กระผมชื่อ นายเมือง เป็นนายบ้านของหมู่บ้านจอมทองที่ท่านแม่ทัพได้มาพักอยู่น่ะขอรับ กระผมหะแรกที่ได้ข่าวว่ากองทัพของท่านจะมาพักตั้งค่าย...
 ณ ที่นี้ ก็ไม่สบายใจ ด้วยว่ากองทัพแห่งไร ที่มาพักยังที่นี้ มักจะปล่อยให้ทหารออกมาปล้นสดมภ์ ฉุดคร่าข่มชืน ราษฏร ถ้าใครขัดขืนก็จะฆ่าทิ้งเสีย...
 แต่ด้วยความเมตตาของท่านแม่ทัพ ทำให้กระผมและลูกบ้านยังอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ กระผมรู้สึกปลาบปลื้มยินดี จึงได้มาขอพบกับท่าน...
 เพื่อขอบพระคุณที่ท่านได้ให้ความเมตตาแก่หมู่บ้านของเรา”

พลายแก้วก็รู้สึกเก้อเขินไปกับคำชมของนายเมือง แต่ด้วยความที่เป็นคนเปิดเผยจึงได้กล่าวว่า
“ในความจริงแล้ว เราเข้าใจว่าชาวบ้านที่อยู่ระหว่างสงครามก็เดือดร้อนอยู่แล้ว ถ้าเรายิ่งมาทำให้เดือดร้อนอีก ก็คงจะไม่ดีแน่ ด้วยทหารก็มีหน้าที่เพื่อราษฏรอยู่แล้ว ถ้ามารังแกราษฏรเสียเองมันย่อมไม่ถูกต้อง”

นายเมืองได้ฟังคำของพลายแก้ว ก็นิ่งอึ้งไป พลางกราบลา แล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากค่ายทหารทันที

บ่ายวันนั้นเอง นายเมืองก็ได้กลับมายังค่ายทหารอีกครั้ง แต่คราวนี้มาพร้อมกับหญิงสาวรุ่นกำดัดอายุประมาณ ๑๕ ปีหย่อนๆ หน้ากลมเกลี้ยงอิ่มเอิบ
ไว้ผมยาวถึงหลัง รูปร่างเล็กๆ กะทัดรัด มีกริยามารยาทเรียบร้อย นางผู้นี้คือ ลาวทอง เป็นบุตรสาวของนายเมือง
ซึ่งเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวที่นายเมืองรักถนอมดั่งดวงใจ ด้วยความที่นายเมืองรักถนอมดั่งดวงใจนี่เอง นายเมืองจึงต้องตัดสินใจที่จะให้นางได้มีความสุขกับคนที่ดีๆ ที่นายเมืองได้เลือกไว้ ก็คือ พลายแก้วนั่นเอง

เมื่อนายเมืองมาถึงยังค่ายทหาร ก็แจ้งกับทหารยามว่า ตนเองมาขอพบกับแม่ทัพพลายแก้วอีกครั้งหนึ่ง ทหารยามก็แจ้งว่าท่านแม่ทัพ กำลังออกตรวจขบวนทหาร คงต้องรออีกสักครู่ นายเมืองและลาวทองจึงนั่งรออยู่ที่หน้าค่ายแห่งนั้น เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ พลายแก้วก็ควบม้ากลับมาจากการตรวจขบวนทหาร เมื่อเห็นนายเมืองและลาวทองแต่ไกลก็ลงจากหลังม้าพลางเดินเข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร
“ว่าไง นายเมือง วันนี้มาเยี่ยมค่ายทหารอีกหรือ หรือว่ามีธุระอะไร มาเชิญเข้ามาคุยกันในกระโจมแม่ทัพก่อนซิ”
นายเมืองก็ยกมือไหว้ พลางชี้มือมาที่ลาวทองที่กำลังกระพุ่มมือไหว้อย่างน่ารัก แนะนำว่า
“สวัสดีครับท่านแม่ทัพ นี่คือบุตรสาวของกระผมชื่อว่า ลาวทอง เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของกระผม กระผมพามาในวันนี้ก็เพื่อที่ฝากให้แม่ทัพได้ดูแลด้วย เพราะกระผมเองก็แก่ลงไปทุกวัน เมียก็เสียไปตั้งแต่ลาวทองเกิด ผมกลัวว่าถ้าไม่มีผมแล้วลูกสาวไม่มีใครจะลำบาก ก็ขอให้ท่านแม่ทัพได้เมตตาด้วยขอรับ”

พลายแก้วได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ยกมือโบกขวักไขว่ พลางบอกว่า
“ไม่ได้หรอกนะ นายเมือง นายเมืองจะทำอย่างนี้ไม่ได้ มันจะไม่ดีต่อลาวทอง และนายเมืองเอง ใครๆ เขาจะคิดว่านายเมืองกำลังประจบผม...
 เพียงเพราะผมเป็นแม่ทัพ และลาวทองก็จะต้องมาอยู่กับคนที่ตนไม่ได้รัก ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ชีวิตของลาวทองจะน่าสงสารมากนะ แล้วอีกอย่างผมก็มีเมียแล้วด้วย”

นายเมืองได้พังคำพูดของพลายแก้วแล้วก็นิ่งอึ้งไป แต่ลาวทองนั้นตั้งแต่ได้เห็นหน้าพลายแก้วแล้ว ก็รู้สึกลุ่มหลงในทันทีที่ได้เห็น
เมื่อได้ยินพลายแก้วพูดดังนั้นก็ตอบเบาๆ ว่า
“ข้าน้อยไม่รังเกียจที่จะเป็นน้อยดอก เพราะข้าน้อยและพ่อต้องการตอบแทนบุญคุณของแม่ทัพที่ไม่ทำร้ายคนของหมู่บ้าน”

พลายแก้วรู้สึกแปลกใจที่อยู่ๆ ลาวทองก็เสนอตัวมาเองอย่างนั้น สำหรับนายเมืองก็รีบส่งเสียงสนับสนุนลาวทองทันที พลางลากลับ
สำหรับพลายแก้วนั้นกำลังงุนงงอยู่ เมื่อเห็นนายมืองกลับก็เรียกไม่ทัน เห็นแต่ลาวทองนั่งรอตนอยู่ภายนอกคนเดียวก็น่าเกลียด
จึงเรียกให้ลาวทองเข้าไปอยู่ในกระโจมด้วย ท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารที่มองดูอยู่ บางคนถึงกับพยักเพยิดกัน ทำท่าทางล้อเลียนแม่ทัพอย่างสนุกสนาน

กล่าวถึงขุนช้าง เมื่อเดินมาจนถึงยังต้นโพธิ์ที่ชายป่า อันเป็นต้นโพธิ์ที่พลายแก้วและวันทองอฐิษฐานแล้วปลูกเอาไว้ ก็นั่งลงต้มน้ำร้อน
แล้วเทราดต้นของพลายแก้วทันที ต้นโพธิ์เมื่อโดนน้ำร้อนราด ก็ค่อยๆ เหี่ยวเฉาไป ขุนช้างเมื่อเห็นว่าต้นโพธิ์เหี่ยวเฉา ก็ยินดีในความชาญฉลาดของตน แล้วก็รีบจากไปเพื่อเตรียมแผนการอื่นต่อไปทันที

ณ เรือนหอของพลายแก้ว วันทองรู้สึกไม่เชื่อคำพูดของขุนช้าง จึงได้ชักชวนสายทอง และนางศรีประจันผู้เป็นมารดา เพื่อไปดูยังต้นโพธิ์ว่ายังอยู่หีหรือไม่ เพื่อเป็นการยันคำพูดของขุนช้าง เมื่อวันทอง สายทองและนางศรีประจันได้เดินไปจนถึงยังต้นโพธิ์ทั้งสองต้น วันทองก็มีอันเป็นลมล้มพับไปอีก
เมื่อเห็นว่าต้นโพธิ์ของพลายแก้วนั้นเหี่ยวเฉาไป สายทองและนางศรีประจันก็รีบหามร่างของวันทองกลับมาปฐมพยาบาลกันที่บ้าน

เมื่อวันทองได้สติตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ สายทองนั้นก็เสียใจมาก แต่ไม่ต้องการจะให้น้องวันทองสงสัย
ก็ได้แต่แอบไปร้องไห้อยู่แต่ในห้องของตนด้วยอาลัยรักในน้องพลายแก้ว สำหรับนางศรีประจันนั้นก็สงสารที่ลูกสาวต้องเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว
แต่ความไม่สบายใจมีมากกว่า ด้วยกลัวว่าลูกสาวจะต้องถูกยึดตัวไปเป็นม่ายหลวง นางจึงคิดหาวิธีแก้ไข เพื่อไม่ไห้ต้องเป็นอย่างนั้น
ขุนช้างนั้น อย่างใจเย็นจนเวลาผ่านไป ๒ วัน ก็แอบย่องไปหานางศรีประจันที่บ้าน
“สวัสดีครับคุณน้า วันนี้ผมมาเพื่อจะมาบอกกับคุณน้าว่า มีข่าวจากทางพระนครศรีอยุธยาแล้วว่า...
 จะส่งทหารมายึดตัวของน้องวันทองเพื่อเอาไปเป็นม่ายหลวงแล้วนะครับ ผมละเป็นห่วงน้องจริงๆ คุณน้าจะทำยังไงกับเรื่องนี้ครับ”

ขุนช้างถามพลางมองหน้าของนางศรีประจัน เมื่อเห็นหน้าของนางศรีประจันเผือดลงไป ก็ยิ้มอยู่ในใจ พลางกล่าวต่อทำหน้าจริงจัง
“เอางี้ดีไหมครับ ถ้าคุณน้าไม่รังเกียจ ก็ให้น้องวันทองแต่งงานกับผมดีไหมครับ จะได้ไม่ผิดกฎหมายและไม่ต้องถูกยึดตัวเป็นม่ายหลวงด้วย”
นางศรีประจันก็เคยคิดอย่างนี้เหมือนกัน เมื่อขุนช้างเสนอตัวมาเอง ก็แกล้วทำเป็นอิดออดเอาเชิงไว้ก่อนจะบอกว่า
“มันจะดีหรือพ่อช้าง ลูกสาวน้าก็เคยแต่งงานมาแล้ว มันจะไม่เหมาะนา เพราะพ่อช้างเองก็เป็นเศรษฐี มีหน้ามีตา น้าว่ามันจะไม่ค่อยดีนา”
ขุนช้างเห็นท่าทีของนางศรีประจันก็รู้แล้วว่าตนเองมีหวังเสียแปดส่วน รีบตอบโดยทันควัน
“เหมาะซีครับคุณน้า ผมเองก็เป็นพ่อม่าย น้องวันทองเองก็เป็นแม่ม่าย เหมาะกันมากๆ ครับ คุณน้าไม่ต้องคิดว่า...
 ผมจะเตรียมสินสอดทองหมั้นมาให้เลยละกันนะครับ สำหรับฤกษ์ยามก็จะรีบไปหามา คิดว่าจะให้เร็วที่สุด ส่วนเรือนหอ”
นางศรีประจันรีบพูดต่อเลยว่า
“รื้อเรือนหออันนี้ทิ้งแล้วปลูกซ้ำที่นี่แล้วกันนะพ่อช้างนะ วันทองเขาจะได้อยู่ใกล้ๆ กับแม่”
ขุนช้างยินดียิ่งนัก แต่แกล้งทำหน้าลังเล พลางตอบ
“แล้วแต่คุณน้าละกันครับ ผมเองก็ต้องตามใจอยู่ละ”

เมื่อเสร็จเรื่องราวขุนช้างก็รีบลากลับไปบ้าน พร้อมกับกระโดดโลดเต้นไปตลอดทาง ยังความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก

นางวันทองเมื่อได้รู้ข่าวที่มารดาจะให้ตนแต่งงานกับขุนช้าง ก็ขัดขืนไม่ยินยอม โดยจะยอมให้หลวงยึดตัวเพื่อเป็นม่ายหลวงยังจะดีกว่า
แต่นางศรีประจันเกลี้ยกล่อมยังไงก็ไม่เป็นผล สุดท้ายใช้วิธีโหด จับนางวันทองโยงกับขื่อคา แล้วเฆี่ยนด้วยหวายจนนางวันทองสลบไสล
แล้วส่งตัวเข้าห้องหอไปกับขุนช้างเสียเลย

นางวันทองเมื่อรู้สึกตัวว่าตนเองได้มาอยู่ในเรือนหอของขุนช้างแล้ว ก็ใช้มีดจ่อคอหอยตนเอง ไม่ยินยอมให้ขุนช้างได้แตะต้องร่างกายของตน
ขุนช้างนั้นด้วยความรักและเกรงว่าวันทองจะบาดเจ็บ ก็เลยยอมให้วันทองนั้นนอนแยกห้องกับตนเองจนกว่าวันทองจะยินยอม

ดังนั้นทั้งวันทองและขุนช้างก็อยู่กันมาได้จนกระทั่งพลายแก้วนั้นเมื่อเดินทางกลับมาถึงยังพระนครศรีอยุธยา ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนแผนแสนสะท้าน
ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของเหล่าขุนนาง ขุนแผนนั้นทูลกับสมเด็จพระพันวษาว่าตนเองขอกลับไปเยี่ยมเมียของตนก่อน ด้วยจากกันมาคงจะเป็นห่วง
แล้วจะกลับมารับใช้เบื้องพระยุคลบาทต่อไป สมเด็จพระพันวษาก็เห็นใจในความรักที่ขุนแผนนั้นมีต่อวันทอง จึงได้ทรงอนุญาตให้ไปเยี่ยมเมียก่อนได้
ขุนแผนจึงได้เดินทางกลับมาถึงยังเมืองสุพรรณบุรี ในช่วงพลบค่ำพอดี

ณ เรือนหอของขุนช้าง พลายแก้วพร้อมด้วยลาวทอง ก็เดินทางมาจนถึงยังเรือนหอของขุนช้างที่สร้างทับที่เรือนหอของขุนแผน
ขุนแผนนั้นงงงวยไปทันทีที่ได้เห็นเพราะมองไม่เห็นว่าเรือนหอของตนมันบินหายไปไหน เห็นแต่บ้านใครก็ไม่รู้ปลูกอย่างใหญ่โตรโหฐาน
จึงพาลาวทองเดินทางไปยังเรือนของนางศรีประจันก่อน แล้วใช้อาคมสะกดบ้านไว้ พลางบอกลาวทองให้รอตนอยู่ที่หน้าบ้านก่อน
แล้วจึงเดินขึ้นบนเรือนไปยังห้องของสายทอง

สายทองเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นก็เห็นหน้าของขุนแผน ก็ร้องไห้โฮ โผเข้าสวมกอดคนรักไว้ ด้วยใจนี้คิดว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้พบกันแล้ว
สร้างความตื้นตันใจให้แก่ขุนแผนเป็นอย่างยิ่ง ขุนแผนนั้นจึงได้เล่าเรื่องราวการไปรบของตนไปจนถึงการได้ลาวทองมาให้สายทองฟังอย่างละเอียด

สายทองเมื่อได้ยินว่าขุนแผนนั้นได้พาผู้หญิงกลับมาด้วย ก็รู้สึกไม่ใคร่พอใจด้วยเกิดความหึงหวงในตัวของขุนแผน จึงทำท่านิ่งไปเย็นชา
สร้างความสงสัยแก่ตัวของขุนแผนยิ่งนัก ขุนแผนถามถึงเรือนหอของตนว่าตนหาเรือนหอของตนไม่เจอ ไม่รู้ว่าวันทองเป็นยังไง
สายทองได้ฟังดังนั้นด้วยความที่หึงหวงเป็นทุนอยู่จึงตอบประชดขุนแผนไปอย่างไม่ยั้งคิดว่า
“ห้องหอของน้อง เอ้อไม่ใช่ต้องท่านขุนน่ะคะ ถูกรื้อออกไปแล้ว เพราะท่านขุนเดินทางไปก็ไม่ติดต่อกลับมาเลย...
 ขุนช้างก็เลยมาสู่ขอน้องวันทองไปเป็นเมียแล้ว แถมปลูกเรือนหอทับที่ของท่านขุนไปแล้วล่ะค่ะ”

ขุนแผนเมื่อได้ฟังดังนั้นก็โกรธจนหน้ามืด หูอื้อ ตาลาย แค่ได้ยินว่าวันทองไปเป็นเมียของขุนช้างไปแล้ว แต่ต่อไปสายทองพูดว่ากระไร ก็กลับไม่ได้ยิน
รีบแล่นลงจากเรือน วิ่งตรงไปยังเรือนหอของขุนช้างทันที ลาวทองเมื่อเห็นขุนแผนกระโดดลงจากเรือน วิ่งตะบึงไปยังเรือนหอของขุนช้าง
ก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงวิ่งตามขุนแผนไปยังเรือนหอของขุนช้างทันที

เมื่อมาถึงยังเรือนหอของขุนช้าง ขุนแผนก็ตะโกนเรียกขุนช้างทันทีด้วยความโกรธแค้น ชักดาบออกมาเตรียมจะถลามาฟันขุนช้างหากขุนช้างออกมา
แต่ผู้ที่ออกมาก่อนกลับเป็นนางวันทอง เมื่อนางวันทองได้เห็นขุนแผน หะแรกก็รู้สึกตกตะลึง ด้วยไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก
ทำให้ขุนแผนเข้าใจผิดว่าวันทองกลัวความผิดที่ได้ก่อไว้กับขุนช้าง จึงทำเมินมองไม่เห็น ตะโกนเรียกขุนช้างอยู่ปาวๆ ขุนช้างเมื่อเดินตามออกมา
เห็นขุนแผนเช้าก็ตกตะลึงไปอีก ด้วยคิดว่า กูตายแน่ๆ วันนี้ กูตายแหงๆ กูจะทำยังไงดี แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือไปก่อน ตอบทักทายขุนแผน
“หวัดดีเพื่อน วันนี้มาเยี่ยมกันถึงนี่เลย ขึ้นมาบนเรือนมากินน้ำกินท่าก่อนซิ แหมมีเรื่องจะคุยเยอะแยะไปหมด มาขึ้นมาก่อน”
“เออ กูขึ้นมาแน่ ไอ้ช้าง มึงไม่รอดแน่ ไอ้สารเลว มึงแย่งเมียกู รื้อเรือนหอกู มึงยังเป็นคนอยู่รึ”
ขุนแผนตะโกนด่าพลางกระโดดขึ้นบนเรือน เงื้อดาบจะฟันใส่ขุนช้าง ทำเอาขุนช้างนั้นก้มหลบเป็นพัลวัน พลางร้องตะโกนเรียกบ่าวไพร่ให้มาช่วยตนด้วย
“หยุดนะ พลายแก้ว เธอจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ถ้าเธอฆ่าขุนช้าง เธอจะต้องอาญาจากพระเจ้าอยู่หัวนะ คิดให้ดีๆ”

นางวันทองร้องเตือนสติของพลายแก้ว แต่กลับยิ่งทำให้พลายแก้วเสียสติหนักขึ้น พยายามจะฟันขุนช้างให้ม่องเท่งให้ได้
ขุนช้างนั้นตอนนี้หน้าไม่มีสีเลือดแล้ว หลบเลี่ยงไม่ทันก็กลิ้งตัวสุดแรงลงจากเรือนดังตุ๊บ ดังสนั่น จุกแอ้ดๆ
นอนรออยู่บนพื้นหน้าเรือนเหมือนหมูโดนมัดรอให้เพชฌฆาตมาเชือด

ขุนแผนกระโดนตามลงมาเพื่อจะเสียบขุนช้างให้จมดาบ แต่ขุนช้างก็รวบรวมแรงเอาชนะความจุก เพื่อชีวิตเอี้ยวตัวหลบ ขุนแผนเล็งเป็นมั่นเหมาะกำลังจะจ้วงแทงขุนช้าง ก็ปรากฏมือคู่หนึ่งมายึดมือของขุนแผนเอาไว้

ลาวทองวิ่งไล่ตามขุนแผนมาจนกระทั่งถึงเรือนหอของขุนช้าง แล้วก็เห็นขุนแผนกำลังไล่ฆ่าคนหัวล้านคนหนึ่งอยู่ ก็รีบวิ่งเข้ามา
เห็นขุนแผนกำลังเงื้อดาบจะจ้วงแทงคนหัวล้านนั้น ด้วยเกรงว่าขุนแผนจะต้องอาญาแผ่นดิน นางจึงได้ยึดมือของขุนแผนไว้
ขุนแผนหยุดชะงัก แล้วหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นลาวทองจึงได้ลดดาบลง พลางเดินออกห่างมายืนสงบอารมณ์อยู่คนเดียวที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
กายสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธาอันคุคั่งอยู่ในใจอย่างเหลือแสน

นางวันทองที่เห็นขุนช้างจะโดนขุนแผนฆ่า ก็ร้องตะโกนเรียกขุนแผน พลางเดินลงบันไดอย่างรีบร้อนจนล้มกลิ้งลงมาจากบันไดบ้านลงมายังพื้น
ปากก็ร้องตะโกนให้ขุนแผนหยุด แต่ขุนแผนหาฟังนางไม่ เมื่อเห็นหญิงงามนางหนึ่งเข้ามาจับมือของขุนแผนเอาไว้ ก็สะดุ้งเฮือก ตกตะลึงไปในทันที
จวบจนเห็นขุนแผนเดินเข้าไปสงบอารมณ์ยังใต้ต้นไม้ใหญ่ นางก็เพ่งพิศมายังหญิงคนนั้นทันที ลาวทองนั้นไม่ใช่คนที่มีใบหน้าอันงดงามก็จริง
แต่รูปลักษณะของนางเป็นคนที่มีราศีชวนให้คนที่เห็นรู้สึกดี แต่นั่นกลับทำให้เพลิงอารมณ์ของนางวันทองก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง
ความหึงหวงที่ก่อเกิดได้บดบังสติสัมปชัญญะของนางวันทองจนหมดสิ้น
“มึงเป็นใคร มากับพลายแก้วของกูได้ยังไง หา อีไพร่”

ลาวทองได้ฟังคำพูดของนางวันทองก็ถึงแก่สะดุ้ง แต่ยังไม่ทันตอบคำ นางวันทองก็ด่ากราดออกมาเป็นชุด พลางถลาเข้ามาตบหน้าของลาวทองอย่างแรง ลาวทองเซถลาออกไปล้มลงกับพื้น แต่นางวันทองไม่สนใจตามลงไปตบซ้ำกับพื้น พลางจับหัวของลาวทองกระแทกกับดินอย่างแรง ลาวทองก็ไม่ได้ตอบโต้ แต่อยู่ร่างของนางวันทองก็ลอยขึ้นจากร่างของลาวทอง ขุนแผนนั่นเองอุ้มร่างของนางวันทองขึ้นมา นางวันทองเมื่อเห็นอย่างนี้ ก็ยิ่งเข้าใจผิดมากขึ้น ยกมือขึ้นตบหน้าของขุนแผนอย่างแรงจนหน้าสั่นสะท้านจนสะเทือนไปจนถึงหัวใจอันบอบช้ำ กลัดหนองของขุนแผน ขุนแผนนั้นไม่พูดกระไรอีกสักคำ กลับตัวไปพยุงร่างของลาวทองขึ้น แล้วเดินด้วยกันอย่างช้าๆ ไปจนลับไปในความมืด

นางวันทองเห็นดั่งนี้แล้วก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจที่ได้รับจากขุนแผนผัวรักที่ตนนั้นเผ้ารอแล้วรอเล่า
เก็บรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ไม่ยอมให้ขุนช้างได้มาล่วงเกิน

ขุนช้างนั้นได้รอดตายมาดุจดั่งปาฏิหาริย์ก็ยังงุนงงไปหมด จับต้นชนปลายไม่ใคร่จะถูก แต่ได้เห็นนางวันทองร้องไห้ก็ถลาเข้ามากอดไว้แนบอกด้วยความรักและความเห็นห่วงที่มีให้อย่างเต็มหัวใจอันชั่วช้าของเขา นางวันทองร้องไห้จนรู้สึกสาแก่ใจก็กอดรัดร่างของขุนช้างไว้แน่น พลางกล่าวว่า
“พี่ช้าง ข้ามันตาบอดไปเอง ข้ามันเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ข้าอยากจะขอให้พี่ช้างยกโทษให้ข้าด้วยที่ข้าเคยทำไม่ดีกับพี่ไป นะพี่นะ...
 ต่อไปนี้วันทองจะเป็นเมียของพี่ช้าง จะอยู่กับพี่ช้างตลอดไป”

ขุนช้างแสนจะปลาบปลื้มในคำมั่นสัญญาที่นางวันทองมีให้แก่ตน พลางกอดร่างนางวันทองแนบแน่น พูดไม่ออกด้วยเกิดความตื้นตันที่แน่นจุกอยู่ในอก
จึงกอดร่างของนางวันทองแต่ถ่ายเดียว พลางประคองร่างนางวันทองเมียรักขึ้นเรือนไป ทิ้งไว้แต่บรรยากาศแห่งความเศร้าศร้อยโหยหา
และเข้าใจผิดที่ยังอบอวลอยู่ในอากาศยามดึก

ขุนช้างนั้นประคองร่างของนางวันทองมาจนถึงยังห้องนอนของตน ก็ผลักประตูเข้าไปในห้องนอนของตน พลางปิดประตูแนบแน่น ลงกลอนแน่นหนา
นางวันทองเห็นดังนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าขุนช้างนั้นต้องการอะไร จึงได้ถอดสไบ ผ้าแถบรัดอกออก เผยเห็นเห็นเต้าเต่งงามสะพรั่งด้วยวัยสาว
ปลายยอดสีชมพูจางๆ นั้นประดับอยู่ปลายยอดอย่างสวยงาม พลางก้มลงถอดผ้านุ่งออกเผยให้เห็นเอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายสล้าง ขาวสะอาดเนียนตา โคกเนินลาดท้องน้อยนั้นเล่าก็ปราศจากความรกเรื้อ โลมาขึ้นเป็นระเบียบสวยงาม กลีบแคมปิดสนิทสีชมพูอ่อนนั้นเล่าก็เป็นพูอวบสวยงาม
ขุนช้างปากอ้าตาค้างในความงามของนางวันทองด้วยเคยได้เห็นเพียงชั่วครู่ และขณะนั้นก็อยู่ระหว่างเร่งรีบ ไหนเลยจะได้มีโอกาสมาเพ่งพิศอย่างชัดเจนอย่างนี้หรือ

นางวันทองก็เดินเปลือยเปล่าเข้ามานั่งคุกเข่าที่ด้านหน้าของขุนช้าง พลางยกมือขึ้นปลดกางเกงของขุนช้างออกเผยให้เห็นสุดยอดควยแห่งเมืองสยามของขุนช้าง ที่ขณะนี้กำลังตั้งเด่ด้วยอารมณ์ใคร่อันกระเจิดกระเจิง ลูบไล้พลางใช้ปากค่อยๆ ดูดอมส่วนหัวเข้าไปในอุ้งปากอันอบอุ่น
ทำให้ขุนช้างถึงแก่เสียวจนต้องจับหัวของนางวันทองเอาไว้แนบแน่น นางวันทองนั้นก็พยายามอมจากส่วนหัวให้ถึงลำตัว โดยหวังจะให้เข้าลึกที่สุด
แต่ด้วยความยาวที่สุดมหายาวของควยแห่งขุนช้าง นางวันทองพยายามอมเข้าไปสุดลำคอแล้ว ยังได้ไม่ถึง ๑ ใน ๓ เลย

ขุนช้างนั้นหน้าตาบิดเบี้ยว ครางออกมาอย่างสุขสม พลางใช้มือลูบไล้ที่ศรีษะของวันทองเมียรักด้วยความรัญจวนใจ
วันทองนั้นเมื่อเอาควยของขุนช้างเข้ามาในปากก็ใช้ลิ้นเลียส่วนหัวไปมา พลางใช้อุ้งปากดูดควยของขุนช้างไปมา

เมื่อนางวันทองเห็นว่าขุนช้างนั้นเสียวได้ที่แล้ว นางก็ค่อยๆ นอนลงกับที่นอน พลางดึงตัวของขุนช้างให้นอนตามร่างของนางมาด้วย
แล้วนางก็นอนหลับตาเพื่อรอขุนช้าง ขุนช้างเห็นดั่งนั้นก็ก้มลงกระซิบกับหูของนางวันทองว่า
“พี่ให้สัญญา ว่าพี่จะรักน้องเพียงคนเดียวไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าวันใดที่พี่ตระบัดสัตย์ ขอให้ฟ้าดินจงลงโทษยังตัวพี่...
 ขอให้บรรดาศาสตราวุธจงจะดมกันมาทิ่มแทงตัวพี่ให้ด่าวดิ้นไปด้วยเถิด”

นางวันทองก็พยักหน้ารับ พลางมีน้ำตาหลั่งไหลออกมาจากตาของนาง นางยกมือขึ้นจับควยของขุนช้างมาจ่อกับธารสวรรค์ของนาง
ขุนข้างเห็นนางวันทองมีน้ำตาหลั่งไหลออกมาก็ทราบว่านางเข้าใจถึงความรักและภักดีของเขาที่มีต่อนางแล้ว พลางจูบซับน้ำตาบนใบหน้าของนาง ถามนางว่า
“น้องวันทอง น้องยินยอมหรือ”
วันทองก็หลับตาพยักหน้าน้อยๆ ขุนช้างจึงค่อยๆ กดควยของเขาเข้าไปในร่องสวรรค์ของนางวันทองทีละน้อย
นางวันทองรู้สึกตึงเจ็บที่ปากทางเข้า จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย ขุนช้างเห็นดังนั้นก็ค่อยๆ ชักเข้าออกอย่างช้าๆ ในชีวิตของเขานั้นยังไม่เคยมีสักครั้งที่เขารู้สึกกลัวอย่างนี้ แต่วันนี้เขาได้รู้ถึงความรักและความทนุถนอมที่มีแล้ว ขุนช้างก็ค่อยๆ กดควยของเขาเข้าออกช้าๆ อย่างทนุถนอม ดัวยเกรงว่าเมียรักจะเจ็บ จนกระทั่งมันได้เข้าไปมิดด้าม แล้วเขาก็แช่ไว้ พลางกอดร่างของวันทองไว้ในอ้อมกอด จนรู้สึกว่าน้ำหล่อลื่นได้เริ่มไหลออกมา
และรู้สึกว่าวันทองนั้นได้เริ่มส่ายร่างตอบสนองต่อนควยของเขาแล้ว ขุนช้างจึงค่อยๆ ชักเข้าออกอย่างช้าๆ วันทองก็ยกสายสะโพกตอบรับตาม
ขุนช้างก็ก้มลงเพื่อจูบไซร้ที่ยอดอกสีชมพูเรื่อที่ชูชันท้าทายปากของเขาทั้งสองยอด วันทองก็ยกแขนขึ้นกอดร่างของขุนช้างพลางรับขุนข้างเข้ามาอย่างเต็มใจ ขุนช้างก็ค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้น จนมีเสียงดังป้าบๆ วันทองนั้นก็ร้องครางออกมาเบาๆ พลางส่ายร่างรับอย่างไม่ผิดจังหวะ จนกระทั่งวันทองแอ่นร่างขึ้น กอดขุนช้างแนบแน่นกับอกของนาง สองเท้ารัดสะโพกของขุนช้างไว้แนบแน่น ปลายเท้าหงิกเกร็ง ตัวสั่นระริก ขุนช้างก็ทราบว่านางถึงแล้วแต่เขายังไม่ถึง ด้วยความรักทีมีต่อนางวันทอง เขาจึงหยุดเอาไว้แต่เพียงเท่านั้น พลางตระกองกอดร่างของวันทอง หลับใหลไปด้วยกันอย่างสุขสม

ขุนแผนที่ได้รับการกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรงนั้น เมื่อจูงมือลาวทองออกมาจากเรือนหอของขุนช้างแล้ว
ก็เดินกลับมาจนถึงที่ที่เขาผูกม้าเอาไว้พลางขึ้นม้าและควบขับอย่างรวดเร็วออกไปจากเมืองสุพรรณบุรีทันที

ลาวทองนั้นก็เข้าใจถึงความรู้สึกของชายอันเป็นที่รักเป็นอย่างดี จึงได้ติดตามมาอย่างกระชั้นชิดด้วยกลัวว่าชายอันเป็นที่รักของนางอาจจะทำอะไรแบบไม่มีสติอีกได้ เมื่อเขาได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจขนาดนี้ นางควบขับม้าตามขุนแผนมาจนออกจากเมืองสุพรรณบุรี ย่างเข้าสู่เขตป่าเขาอันเป็นรอยต่อของเมือง

ขุนแผนก็มาหยุดเอาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ลงจากหลังม้าแล้วขุนแผนก็เดินไปหาซื้อสาโทมาได้หลายไห
บอกเช่าบ้านของชาวบ้านแถวนั้นแล้วเขาก็นั่งกรอกตัวเองอยู่คนเดียวที่มุมหนึ่งในบ้านนั้น ลาวทองก็เดินตามขุนแผนมา แต่ไม่ได้ห้ามขุนแผน
ด้วยเห็นว่า นี่อาจเป็นวิธีที่ดีในการระบายความทุกข์ของขุนแผนก็ได้ จึงนั่งลงปรนนิบัติคอยรินเหล้าให้แก่ขุนแผน

ขุนแผนนั้นเมื่อกรอกสาโทเข้าไปได้หลายไห ก็รู้สึกเมามายพลางล้มตัวลงนอนกับพื้นและหลับไปในทันที ลาวทองนั้นก็เฝ้าดูแลปรนนิบัติ
เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้อย่างเอาใจ เฝ้าคอยดูแลขุนแผนอย่างไม่ให้วางตา ขุนแผนนั้นเมื่อนอนไปตื่นหนึ่ง เมื่อเขาตื่นมารู้สึกตัวก็เดินออกไปหาสาโทมา
แล้วก็ตั้งหลักดื่มต่ออีก เมื่อเมามายเขาก็ล้มตัวลงนอน หาได้สนใจลาวทองที่ปรนนิบัติพัดวีเขาอย่างใกล้ชิดไม่

เวลาผ่านไปอย่างนี้ จนกระทั่งผ่านไปได้รุ่งเช้าของวันที่ ๔ เช้านี้ขุนแผนตื่นนอนขึ้นมา พลางกวาดสายตามองในห้องที่ตนเองมานอนอย่างงงงวย
เห็นลาวทองนอนอยู่ข้างๆ ตน ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้น ทำอะไรเมื่อวันเวลาที่ผ่านไป ตนเองนั้นเป็นชายชาติทหาร
ไยจึงต้องมาเสียสติด้วยสตรีที่ไม่รักดีเพียงนางหนึ่งด้วย แถมยังทรมานสตรีที่ดีงามนางหนึ่งให้มาทนทุกข์กับตนอีกด้วย
คิดแล้วให้รู้สึกสงสารลาวทองเป็นกำลัง พลางยกมือขึ้นจัดเรือนผมของลาวทองให้กลับเข้าสู่ทรงสวยงาม

ลาวทองนั้นก็รู้สึกตัวขึ้นทันทีว่ามีคนมาจัดเรือนผมให้แก่ตน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นขุนแผนนั้นกำลังจัดเรือนผมให้แก่ตนเอง
ทั้งมองมาหน้ายิ้มๆ ก็รู้สึกเอียงอาย ก้มหน้าลงมองพื้น ขุนแผนเห็นลาวทองเอียงอายหน้าเป็นสีชมพู ก็รู้สึกรักใคร่เอ็นดูยิ่งนัก
ก้มตัวลงประทับจูบยังหน้าผากขาวนูนนั้นเบาๆ อย่างรักใคร่ สร้างความเอียงอายให้แก่ลาวทองยิ่งนัก ขุนแผนก็ไม่อยากจะหยอกล้อนางให้มากนัก
จึงได้ประคองลาวทองขึ้น พลางชักชวนให้ออกจากกระท่อม

อากาศรุ่งเช้า ช่างสดชื่นยิ่งนัก มองเห็นทิวเขาเขียวอยู่ไกลลิบๆ หมอกลอยอยู่เคล้ากับยอดดอย ดูแล้วช่างสดชื่น สบายใจยิ่งนัก
ขุนแผนก็จูงมือลาวทองเดินเล่นช้าๆ ท่องไปตามป่าลึกเข้าไปในภูเขา จนกระทั่งมาถึงยังน้ำตกแห่งหนึ่ง ที่สวยงามอย่างหาที่เปรียบมิได้
น้ำใสไหลลงจากยอดเขา กระทบกับแง่หินแตกกระจายเป็นฟูฝอย เมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์เกิดเป็นสายรุ้งเหลือบประกายชวนให้ไหลหลงยิ่งนัก

ขุนแผนก็ชักชวนลาวทองให้นั่งชื่นชมกับธรรมชาติอันตระการตานี้อย่างเต็มตา เมื่อแดดเริ่มออก ก็เริ่มรู้สึกร้อน ขุนแผนจึงชักชวนลาวทองให้ลงไปเล่นน้ำตกกัน ลาวทองนั้นไม่เคยเจอกับน้ำตกสวยขนาดนี้ก็รับคำ ทั้งสองจึงจูงมือกันเดินเข้าไปเล่นน้ำตกกันอย่างสนุกสนาน

ขุนแผนนั้นเมื่อโดนน้ำสาดเข้าก็รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนดังกับความรู้สึกขมชื่น เสียใจทั้งหลายนั้นได้ละลายไปกับสายน้ำนี้ไปแล้ว
ลาวทองนั้นเพิ่งโตพ้นวัยเด็กไม่เท่าไหร่ เมื่อได้เล่นน้ำก็สนุกสนานกรี๊ดกร๊าด เล่นน้ำกระจายมีสีหน้าที่สนุกอย่างไม่ปิดบัง ขุนแผนเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกสนุกไปด้วย เข้าไปสาดน้ำใส่ลาวทอง พลางตะโกนร้องเล่นกันสนุกสนาน ลาวทองนั้นเล่นได้ได้สักพักก็ก้าวพลาดตัวล้มลงในน้ำ ด้วยความที่ไม่เคยว่ายน้ำหรือเล่นน้ำลึกๆ ลาวทองก็จมสำลักน้ำ ขุนแผนเห็นอย่างนั้นก็ตกใจ พลางรีบว่ายเข้ามาช่วยทันที ลาวทองเมื่อถูกขุนแผนดึงตัวขึ้นจากน้ำก็ร้องไห้พลางสำลักน้ำไอเอาน้ำออกจากหลอดลม
ขุนแผนก็ลูบหน้าลูบหลังพลางอุ้มลาวทองเดินขึ้นมาจากน้ำทันที

ชุดของลาวทองนั้นเป็นชุดเสื้อม่อฮ่อมธรรมดา เมื่อมันเปียกน้ำมันก็ลู่ติดกับตัวของลาวทองลงมาแนบเนื้อจนมองเห็นลาดเนินทรวงอกอย่างชัดเจน
ขุนแผนที่อุ้มตัวลาวทองขึ้นมานั้น เมื่อเห็นเนินลาดอันสวยงามนี้ก็เกิดอาการคอแห้งขึ้นมาทันทีทันใด ไอ้น้องชายที่ระหว่างนี้ไปพักงาน
ก็เกิดขยันกลับมาทำงานก่อนเวลา จนพุ่งผงาดดันเป้าโด่ออกมาช่วยพี่ชายของมันอุ้มสาวทันที

ลาวทองนั้นเมื่อรู้สึกตัวก็รู้ว่าถูกขุนแผนคนที่นางรักอุ้มขึ้นจากน้ำก็ปลื้มใจ กอดขุนแผนไว้แน่น ขุนแผนนั้นวางร่างลาวทองลงกับพื้นน้ำกลางก้มช้าๆ
จูบไปยังริมฝีปากเบาบางสีชมพูอ่อนของลาวทองเบาๆ ทำให้ลาวทองถึงกับหน้าแดงเข้มด้วยความอาย ก้มหน้ามองน้ำ
ขุนแผนก็ช้อนคางของลาวทองขึ้นพลางก้มลงประทับจูบอย่างรุนแรง ปลายลิ้นของเขาลอดผ่านร่องฟันขาวสะอาดของลาวทองมาจนเจอกับลิ้นน้อยๆ
หอมกรุ่นที่ยื่นออกมาพัวพันกัน ตัวลาวทองนั้นเงยหน้าประทับรับจูบจากชายคนรักอย่างเต็มใจ ขุนแผนประทับจูบเนิ่นนานจนกระทั่งลาวทองนั้นร่างอ่อนระทวย ขุนแผนจึงบรรจงไซร้จูบลงมายังซอกคอขาวสะอาด พลางไล่มาจนถึงยังเนินอกสวยงามที่ยังมีขนาดเล็กด้วยลาวทองนั้นเพิ่งย่างเข้าวัยสาว
สองมือก็ปลดกระดุมด้านหน้าพลางค่อยๆ เปิดสาปเสื้อออก เผยให้เห็นทรวงอกขาวสะอาดเป็นยองใย สองเต้าที่เพิ่งจะตูมเต้าเล็กๆ กระเปาะเหลาะ
ปลายยอดสีชมพูอ่อนเขม็งตึงเป็นเม็ดเล็กๆ ขุนแผนก้มลงพลางดูดเม้มปลายยอดสีชมพูเข้าปาก ดูดเม้มเบาๆ พลางย้ายไปดูดเม้มที่ปลายยอดอีกข้างขึ้น สร้างความซ่านเสียวให้แก่ลาวทองด้วยไม่เคยต้องมือชายมาก่อน จึงรู้สึกวาบหวิวปล่อยให้ขุนแผนชายคนรักกระทำการโอยอุกอาจต่อไป

ขุนแผนก็ถอดเอาเสื้อของลาวทองออกมา พลางยื่นมือเข้ามาจับยังกางเกงของลาวทอง ลาวทองก็ยกมือขึ้นมาจับมือของขุนแผน
พลางถอดกางเกงของนางออก แล้วยืนหนีบขาก้มหน้าด้วยความอาย ขุนแผนนั้นมองเรือนร่างเปลือยเปล่าสวยงามของลาวทองอย่างชื่นชม
ไหล่ที่ตั้งตรงได้รูป เนินอกที่สวยงาม เอวคอดกิ่ว มาจนถึงสะโพกขาวสะอาดที่ยังไม่ผายอย่างเต็มที่นัก และเนินเนื้อที่มีเพียงไรขนอ่อนบางๆ
ขึ้นอยู่มองแทบไม่เห็น ขุนแผนก็ดึงลาวทองเข้ามากอด พลางประทับจูบอีกครั้งอย่างเต็มตื้น ลาวทองก็เงยหน้าขึ้นรับจูบจากขุนแผนอย่างเต็มใจ

ขุนแผนใช้มือค่อยๆ ลูบไปยังเนินเนื้อของลาวทอง พลางใช้นิ้วค่อยลูบไล้ไปตามร่องหลืบสวยงามนั้น พลางใช้นิ้วค่อยๆ
เขี่ยติ่งไตภายนอกจนลาวทองร้องครวญครางด้วยความกระสันต์ แล้วขุนแผนก็ก้มกายลงพลางใช้ลิ้นค่อยแลบเลียไปตามร่องแคมขาวสะอาดที่ยังปิดสนิทอยู่ของลาวทอง พลางใช้มือค่อยๆ แยกกลีบที่ปิดสนิททั้งสองกลีบออกให้เห็นร่องภายในที่ยังปิดสนิท เยื่อสีชมพูจางๆ ที่ปิดอยู่ที่ปากร่อง ขุนแผนก็ใช้ลิ้นเลียเบาๆ ไปยังจุดยอดของร่องแคม พลางไล่ลิ้นไต่ลงมาตามกลีบดอกไม้ที่สวยสด น้ำใสๆ เริ่มไหลรินหลั่งอย่างช้า ๆ ขุนแผนก็ดูดเลียกินอย่างไม่รังเกียจ พลางยกขาข้างหนึ่งของลาวทองมาพาดบ่าของเขา ยิ่งทำให้ร่องสีชมพูนั้น อ้าออกอีกเล็กน้อย ขุนแผนก็ใช้ลิ้นเลียอัดเข้าไปในร่องรูแห่งนั้น
ยิ่งสร้างความเสียวซ่านให้แก่ลาวทองอย่างมาก ยืนขาสั่นขาข้างหนึ่งพาดอยู่บนบ่าของขุนแผน สองมือนั้นก็จับผมของขุนแผนเอาไว้แน่นหยิกทึ้งด้วยความเสียวที่เกิดขึ้น

ขุนแผนเมื่อเห็นว่าลาวทองพร้อมแล้ว ก็ค่อยๆวางร่างของลาวทองลงบนแผ่นหินเรียบที่แช่น้ำอยู่ครึ่งอัน พลางก้มตัวลงไปทาบทับร่างของลาวทอง
พร้อมกับมือนั้นค่อยจ่อควยอาคมอันทรงฤทธิ์เข้าไปยังร่องหีอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของลาวทอง
เมื่อหัวควยอาคมค่อยแหวกร่องหีสีชมพูอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของลาวทองเข้าไปช้าๆ ลาวทองรู้สึกเจ็บแปลบแต่ด้วยความรักที่มีต่อขุนแผนนางจึงข่มกลั้นไว้ไม่ส่งเสียง

แต่เมื่อควยอาคมเริ่มส่งฤทธาของมันออกมา ลาวทองกลับรู้สึกเสียวซ่านอย่างประหลาดร่องที่เคยเจ็บกลับไม่ค่อยจะเจ็บแล้ว แต่กลับมาเสียวแทน
น้ำเสียวไหลทะลักออกมาปนกับน้ำใสน้ำตกจนกลายเป็นน้ำเดียวกัน ขุนแผนก็กดควยอาคมแทรกเข้าไปจนติดกับเยื่อบางๆ ก็กดควยอาคมแรงๆ
ความรู้สึกว่าเยื่อนั้นขาดออกไป ควยอาคมก็หลุดเข้าไปอยุ่ในร่องโพรงอันอบอุ่นของลาวทอง ขุนแผนนั้นไม่เคยที่จะได้ร่วมรักกับใครในน้ำ
ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ความรู้สึกมันช่างหนึบแน่น เสียวซ่าน อย่างบอกไม่ถูก แต่ด้วยฤทธิ์ของควยอาคมทำให้เขาสามารถทนทานได้

ขุนแผนค่อยๆ ชักควยอาคมเข้าออกช้า ความหนึบแน่น อาการดูดตอด แต่ละครั้งแทบทำให้เขาต้องทะลักทะลายสายธารแห่งความสุขออกมาราดรดลาวทอง แต่เขาก็กัดฟันทนเขาทนได้ แต่ลาวทองนั้นแย่แล้ว ด้วยว่าเป็นครั้งแรกของนางแถมยังได้มาเจอกับควยอาคมของขุนแผน ยังไม่พอยังต้องมาร่วมกันในน้ำอีก ลาวทองนั้นหายใจรวยรินด้วยว่าความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นนั้นมากมายเสียจนแทบจะล้นทะลักออกมาจากเรือนกายของนางเลยทีเดียว

บ่อยครั้งที่นางกระตุกช่องรักบีบรัดตอดควยของขุนแผน จนเสียงกระทั่งนางจำไม่ได้ว่านางเสียวซ่านจนกระตุกไปกี่ครั้ง ขุนแผนก็ครางเบาๆ
พลางก้มตัวลงกอดนางพลางพ่นน้ำรักราดรดช่องทางรักของนางจนท่วมท้น ก็ชักน้ำให้ลาวทองเกร็งกระตุกดุจดั่งถูกไฟช้อต
พลางยกสองแขนขึ้นกอดร่างชายคนรักแนบแน่นด้วยความสุข น้ำตาแห่งความยินดีของนางไหลรินอาบทั่วทั้งใบหน้าของนาง

หลังจากนั้นขุนแผนก็พาลาวทองกลับมายังที่พัก เพื่อควบขับม้าออกเดินทางกลับไปยังพระนครศรีอยุธยา
สมเด็จพระพันวษาก็ได้รับส่งให้ขุนแผน ไปเฝ้ารักษาเขตแดนเมืองกาญจนบุรี

ขุนแผนรับพระบรมราชโองการ แล้วพาลาวทองออกเดินทางพร้อมทหารคู่ใจ ไปเฝ้าเขตชายเดือนเมืองกาญจนบุรีทันที

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #5 on: December 02, 2014, 10:19:40 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๐ (หลุมพราง)

ขุนแผนนั้นหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นผ่านไป ก็รู้สึกท้อแท้ใจ หมดความรู้สึกกระตือรือร้นต่อชีวิต ได้แต่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้ความหมาย จริงอยู่ ขุนแผนรู้สึกผิดหวังและถูกหลอกลวง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกสงสารในตัวของนางวันทองเช่นเดียวกัน ด้วยว่าเขาเองก็จำต้องออกไปรบเป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือน ทิ้งให้นางต้องร้างสามีทั้งๆ ที่เพิ่งจะแต่งงานกันหมาดๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเสียใจต่อสิ่งทีเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าข้างกายของเขาจะมีลาวทองคอยดูแลเอาใจใส่อยู่ก็ตาม แต่รักสองรักสามหรือจะสู้รักแรกที่ยากจะลืมเลือนได้

บ่ายวันนั้น ได้มีพระบรมราชโองการมาจากสมเด็จพระพันวษา ด้วยพระองค์มีความประสงค์จะให้ขุนแผนเข้ามาเรียนวิชาการปกครองเพิ่มกับท่านจมื่นศรีฯ จึงได้เร่งให้พลทหารควบม้าเอาพระบรมราชโองการมาส่งให้กับขุนแผน และให้ขุนแผนเร่งรีบจัดเตรียมและเดินทางมาเข้าอบรมโดยทันทีขุนแผนเมื่อได้รับพระบรมราชโองการก็ให้รู้สึกท้อแท้ใจนัก ด้วยทราบดีว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของตนนั้นคืออะไร และตนเมื่อขาดสิ่งนั้นไปแล้ว ตนจะมีชีวิตไปเพื่อใคร เมื่อได้รับก็รับคำเนือยๆ แล้ว ก็จัดการเตรียมตัว ร่ำลาลาวทอง แล้วออกเดินทางไปโดยทันที

เมื่อมาถึงยังพระราชวัง ขุนแผนก็เข้าเผ้าสมเด็จพระพันวษาโดยทันที
““เออ ว่าไง ไอ้ขุนแผน เอ็งน่ะพอได้ย้ายไปอยู่กาญจนบุรี ก็เงียบไปเลยนะ ไม่มีมาเข้าฝ้งเข้าเฝ้าเลย ข้าเองบางทีเหงา จะบ่นกับนังพวกนี้มันก็ไม่เข้าใจข้าเลย พอดีตอนนี้สบโอกาส ก็รีบส่งหนังสือไปเอาเอ็งมาคุยด้วย เป็นไงวะ ทำไมทำหน้าตุ่ยๆ ชอบกล มีเรื่องอะไรรึเปล่า”?”

ขุนแผนเมื่อได้ฟังรับสั่งของสมเด็จพระพันวษา ก็ตกใจด้วยไม่ทราบว่าพระองค์รับส่งเล่นๆ หรือรับสั่งจริงๆ ตัวสั่นรีบก้มลงกราบบังคมทูลโดยทันที
““ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า เมื่อไปอยู่ยังหัวเมืองกาญจนบุรี ก็ฝึกแต่ทหารพระเจ้าข้า จึงไม่ค่อยได้เข้าเฝ้า แต่ข้าพระพุทธเจ้าก็คิดถึงพระองค์ตลอดเวลาแหละพระเจ้าข้า””
สมเด็จพระพันวษาได้ฟังก็รู้สึกปลื้มพระทัย แย้มสรวล แล้วรับสั่งต่อ
““แล้วตอนนี้เอ็งอยู่กับใครล่ะ? หือ ใช่เพื่อนเล่นที่เคยเล่นอยู่ด้วยกันหรือเปล่า ? เห็นเอ็งเคยคุยให้ข้าฟังนี่หว่า ว่าสวยยังงั้นสวยยังงี้ ข้าล่ะอยากเห็นตัวจริงๆ””
ขุนแผนได้ฟังรับสั่ง ก็ยิ่งให้รู้สึกหดหู่ใจ จนลืมตอบพระรับสั่ง สร้างความสงสัยให้แก่สมเด็จพระพันวษาเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้รับสั่งอันใดอีก ด้วยรู้สึกหงุดหงิดในใจที่ขุนแผนมันทำท่าเมินองต? แล้วลุกขึ้นเสด็จดำเนินออกจากห้องโดยทันที ทิ้งให้ขุนแผนนั่งเป็นเบื้อใบ้อยู่คนเดียว

ข้างฝ่ายขุนช้างนั้น เมื่อได้นางวันทองเป็นเมียสมใจแล้ว ก็รู้สึกว่าโลกมันช่างงดงาม มองอะไรมันสวยไปหมด ไม่ว่าหมา ไม่ว่าควาย ทุกๆ วันเผ้าคุยถามไถ่แต่นางวันทองแบบชนิดยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม พอตกดึก ก็ชวนกันเล่นจ้ำจี้อย่างมีความสุขเป็นอย่างนี้มาเรื่อย วันนี้ก็เช่นกัน
““ไม่เอาน่าพี่ช้าง วันนี้น้องไม่ค่อยมีอารมณ์เลย””
วันทองกระซิบตอบขุนช้าง เมื่อขุนช้างเริ่มทำมือไม้เป็นปลาหมึก จับนู่นล้วงนี่ไปเรื่อยตั้งแต่เข้าห้องนอนมาแล้ว ขุนช้างนั้นได้ฟังคำของนางวันทอง ก็หยุดพฤติกรรมลามกไว้ทันที พลางทำท่าน้อยอกน้อยใจ ทำหน้าเศร้าเต่าตะกูด ดูแล้วน่าเอาตีนยันให้ตกเรือน พลางลดตัวลงจากเตียงลงมากราบตีนนางวันทอง พลางพูดว่า
““น้องวันทองขะรับ น้องวันทองเข้าใจพี่ช้างบ้างนะครับ เนื่องจากพี่ช้างรักน้องวันทองม๊ากมาก พี่ช้างก็อยากที่จะได้ใกล้ชิดกับน้องทุกๆ วัน ทุกๆ เวลา ถ้าเป็นไปได้ก็ทุกๆ สถานที่ด้วย นะน้องนะ น้องเข้าใจนะ วันนี้โอเค๊ เค๊ เค๊นะ แล้วพรุ่งนี้พี่ช้างจะพาน้องวันทองไปเที่ยวให้สนุกเลย จะไปไหนก็ได้ อยากได้อะไรพี่ช้างจะหามาให้ แต่วันนี้หยวนนะ นะจ๊ะ””

วันทองได้ฟังคำขุนช้าง ก็รู้สึกอ่อนใจ เพราะตั้งแต่ได้เสียกันมา ยังไม่มีวันไหนเลย ที่พี่แกจะไม่ขอมายุ่งด้วย ไม่รู้เอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน เมื่อวัน
กว่าจะเสร็จก็ตั้งเกือบตีสี่ นางปวดเมื่อยระบบไปหมดทั้งตัว แล้วคืนนี่นางอยากจะนอนพักสบายๆ ซักวัน ก็ยังมามีลูกอ้อนอีก เอาเหอะ ก็ต้องทำใจแล้ว เมื่อได้เสียเป็นเมียผัวก็ต้องยอมรอมชอมกันบ้าง จึงพยักหน้าอย่างอ่อนใจ สร้างความยินดีให้แก่ขุนช้าง รีบก้มลงกราบตีนเมียเป็นการใหญ่
พลางรีบโดดขึ้นเตียงมาทันที

นางวันทองล้มตัวลงนอน พลางค่อยๆ แก้ผ้าแถบรัดอกออกมาช้าๆ ทรวงอกอวบสะพรั่งหลุดออกมาจากผ้าแถบนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ติ่งไตปลายยอดก็มีสีคล้ำขึ้นกว่าเดิม เม็ดปลายยอดนั้นก็ใหญ่ขึ้น ขุนช้างเมื่อเห็นนางวันทองปลดผ้าแถบออก ก็รีบก้มลงดูดดื่มติ่งไตปลายยอดน้ำตาลที่ยังไม่แข็งเป็นเม็ดเท่าใด อมเข้าไปไว้ในปากพลางดูดดุนอย่างเมามัน จนมันเริ่มแข็งสู้ปาก พร้อมเริ่มมีการถอนใจแรงๆ พลางแอ่นอกขึ้นมาให้ขุนช้างได้ดูดดุนอย่างถนัดของนางวันทอง ขุนช้างก็ยิ่งได้ใจ เอามือไปเลิกผ้านุ่งของนางวันทองขึ้น พลางลูบละมาเรื่อยจนมาถึงยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งมันเหมือนกับจะยิ่งโหนกนูนมากขึ้นกว่าเดิมมาก หญ้าขนก็ดกดำเป็นพืดไปหมดมองไม่เห็นช่องทางเลย

มือของขุนช้างก็ลูบไล้ไปมาตามพงหญ้าขนอันรกชัฏ พลางใช้นิ้วมือชอนไชเข้าสู่ธารสวรรค์ ซึ่งเจ้าของนั้นก็รู้หน้าที่รีบแยกขาออกจากกัน เพื่อให้นิ้วได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ นิ้วมืออวบใหญ่ของขุนช้างนั้นลูบตั้งแต่ร่องรูด้านล่างมาจรดยังติ่งสวรรค์ด้านบน ยังความรู้สึกซ่านเสียวให้แก่เจ้าของมันยิ่งนัก เริ่มส่ายสะโพกเป็นวงรับการเกลี่ยนิ้วของขุนช้างอย่างตรงจังหวะ ขุนช้างได้ใจค่อยๆ สอดนิ้วมือเข้าไปในร่องธารสวรรค์ ปากก็ดูดดุนติ่งไตปลายยอดเต้าอย่างต่อเนื่อง ยังความเสียวซ่านแก่นางวันทองยิ่งนัก ยกสองแขนขึ้นกอดรัดร่างขุนช้าง พลางส่ายร่างเสียดสีอย่างเสียวซ่าน

ขุนช้างเมื่อเห็นเมียรักมีอาการอย่างนั้นแล้ว ก็รีบชักสุดยอดท่อนสวรรค์ของเขาออกมา จ่อเข้ายังช่องทางเข้าซึ่งบัดนี้กลีบปากทางเข้าเริ่มมีสีคล้ำบ้างแล้วแถมยังบานออกนิดๆ ด้วยความสมบุกสมบันที่ใช้กันอย่างไม่บันยะบันยัง ปากช่องทางก็อ้าเผยอออก ด้วยเจอแต่ท่อนที่ใหญ่อยู่ไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนหัวของท่อนสวรรค์ที่ใหญ่ไม่แพ้หัวแมว ค่อยเบียดเข้าไปยังร่องธาร ซึ่งบัดนี้ฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำหล่อลื่นที่นางวันทองขับออกมามากจนเยิ้มเต็มไปหมด พงหญ้าขนนั้นเปียกลู่ไปด้วยน้ำหล่อลื่น เมื่อปลายท่อนสวรรค์จ่อเบียดเข้ามา นางวันทองก็อ้าขาออกจนปากช่องทางเปิดกว้างออก
ขุนช้างจึงสามารถยัดเข้าไปได้อย่างไม่ยากเย็นเหมือนกับตอนได้กันใหม่ๆ นัก

เมื่อส่วนหัวผ่านไปแล้ว ส่วนตัวที่เป็นลายเกลียวนั้นก็เริ่มทำหน้าที่ รั้งดึงปากช่องทางรูดตามลำเข้าไปด้วย นางวันทองอ้าปากครางออกมากเบาๆ ด้วยความเจ็บปนเสียวที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ท่อนสวรรค์ของขุนช้างบุกเข้ามาในร่องธารของนาง แต่เมื่อขุนช้างชักท่อนสวรรค์ออก ส่วนเกลียวก็ทำหน้าที่รั้งดึงเอาปากทางสวรรค์รูดติดลำปลิ้นออกมาด้วย นางวันทองก็จะยกสะโพกตามด้วยความเสียวจนลืมตัว แล้วขุนช้างก็จะอัดกระแทกเข้าไปอย่างรุนแรง ผู้ติดตามท่อนสวรรค์นั้นก็จะฟาดไปยังช่องทวารของนางวันทองดังป้าบ กลับยิ่งทำให้นางวันทองเสียวซ่านยิ่งขึ้น หลั่งน้ำหล่อลื่นออกมามากมายจนล้นออกนอกร่องธาร เปียกที่นอนจนเป็นวงใหญ่

ขุนช้างอัดกระแทกอย่างไม่รั้งรอ สองมือก็บีบขยำไปที่สองเต้า ที่เด้งกระเพื่อมตามจังหวะอัดกระแทกของเขา นางวันทองนั้นไม่รู้สึกเจ็บอีก แต่รู้สึกเสียวจนทนไม่ไหว ได้แต่แอ่นสะโพกรับตามจังหวะที่ขุนช้างกระแทกมา ความรู้สึกนั้นเคลิบเคลิ้มสุดจะบรรยาย เปรียบประดุจลอยล่องเป็นเมฆา ไหลไปตามเวหาหน แล้วก็ตกลงมาอย่างทันที สร้างความเสียวซ่านสุดใจ สองตาหรี่ปรือ ปากอ้าออกน้อยๆ ครางในลำคอ ปลายยอดติ่งเต้าแข็งเป็นไต ปลายเท้าหงิกเกร็ง สองแขนรัดร่างของขุนช้างไว้แน่น รับกามทัณฑ์อย่างเต็มใจ จวบจนผ่านไป ๒ ชั่วโมง ขุนช้างก็ร้องโอ้กออกมา ฉีดน้ำรักออกมาท่วมเคหาสวรรค์จนล้มเอ่อออกมา ล้มตัวลงกอดร่างวันทองเมียรัก สำหรับวันทองน่ะเหรอถึงจุดเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ เนี่ยมันเป็นของมันอย่างเนี้ยทุกวัน

เช้าวันนี้ ขุนช้างก็ได้รับพระบรมราชโองการจากสมเด็จพระพันวษาเช่นเดียวกัน เขาจึงเร่งเดินทางไปเข้าเผ้าในทันที แต่เมื่อถึงยังพระราชฐาน ก็มีมหาดเล็กออกมาบอกว่าสมเด็จพระพันวษามีรับสั่งให้ขุนช้างไปหาจมื่นศรีฯ โดยทันที ไม่ต้องมาเข้าเฝ้า ขุนช้างรู้สึกน้อยใจ ยิ่งรู้ข่าวมาขุนแผนมาแต่ได้เข้าเฝ้า ก็ยิ่งอิจฉา ร้อนใจดั่งไฟสุมทรวงไปหมด

เมื่อขุนช้างมาถึงยังเรือนของจมื่นศรีฯ ก็เห็นขุนแผนที่กำลังนั่งอ่านตำราพิชัยยุทธอยู่ก่อนแล้ว ขุนแผนเมื่อเห็นมีคนมาเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับหน้าอันเครียดเขม็งของขุนช้างแล้วเขาก็ก้มหน้าลงด้วยคิดถึงนางวันทอง ขุนช้างเมื่อเห็นขุนแผนก้มหน้าลงอ่านหนังสือ มิกล้าจ้องตากับตน ก็แสยะยิ้ม
ด้วยความคิดดีๆ ของมันได้โผล่ออกมาอีกแล้ว ก็เดินมาถึงข้างตัวของขุนแผนพลางนั่งลงข้างๆ ตัวของขุนแผน พลางยกมือขึ้นตบบ่าของขุนแผน พลางยิ้มให้ แล้วพูดอ่อนโยนว่า
““ไงเฮ้ย พลายแก้ว นายสบายดีหรือเปล่า? ตอนนี้เราได้มาเรียนหนังสือด้วยกันเหมือนกับตอนเด็กๆ แล้วนะ เออ เราคิดถึงตอนเราเล่นเป็นผัวเมียกันตอนเด็กๆ นะ เราได้แต่งกับน้องวันทอง สำหรับนายก็เป็นโจรไง ไม่นึกว่ามันจะเป็นความจริงไปได้นะเออ แต่เอาเหอะ เรื่องวันนั้นน่ะ นายยกโทษให้เรานะ ได้มะ เพราะเราเองก็เข้าใจว่าเรื่องความรักมันไม่เข้าใครออกใครนะ สำหรับนาย และสำหรับเรายังเป็นเพื่อนกันได้มะ””

ขุนแผนเงยหน้าขึ้นมามองขุนช้าง แล้วยิ้มบางๆ ให้ พลางยื่นมือให้จับ““ทำไมจะไม่ได้ล่ะเพื่อน เรายังเป็นเพื่อนกันได้นี่นา จริงมะ””
ขุนช้างซึ่งรอโอกาสนี้อยู่แล้ว ก็รีบจับมือของขุนแผนไว้แน่น พลางบีบให้น้ำตาคลอตา พลางกอดขุนแผนไว้แน่น ทำให้ขุนแผนเชื่อสนิทใจว่าขุนช้างนั้นละความคิดเป็นอริ และกลับมาเป็นเพื่อนของตนเหมือนดังกับตอนเด็ก ทั้งสองได้ร่ำเรียนกับจมื่นศรีฯ

จนกระทั่งเวลาผ่านไปเดือนกว่า ตกดึกก็มีบ่าวของบ้านนางทองประศรีควบขับม้าเข้ามายังเรือนของจมื่นศรีฯ
““ท่านขุนแผนขอรับ นายแม่ให้มาแจ้งว่า นายหญิงลาวทองไม่สบายหนัก ขอให้ท่านช่วยมาดูด้วยเกรงว่าอาจจะมิได้พบหน้ากันอีก””
ขุนแผนซึ่งขณะนั้นกำลังคุยกับขุนช้างเพียงสองคน ส่วนจมื่นศรีฯ กับภริยาและลูกๆ นั้นออกไปเยี่ยมญาติกันยังกลับมาไม่ถึง เมื่อได้ฟังบ่าวรายงานดังนั้น ก็มือไม้สั่นเป็นพัลวันด้วยเป็นห่วงสุขภาพของลาวทองภริยารัก เป็นด้วยเกรงพระอาญาจากการละทิ้งหน้าที่ จึงทำได้แต่เพียงเดินไปมาทอดถอนใจเท่านั้นเอง

ขุนช้างนั้นรอโอกาสนี้อยู่แล้ว ก็เดินเข้ามาตบบ่าของขุนแผน พลางบอกว่า
““นายไปเยี่ยมเมียนายเหอะ ทางนี้เดี๋ยวเราหาทางแก้ตัวให้ ไม่ต้องห่วงนะ ไปเหอะ””
ขุนแผนได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจยิ่งนัก ตบบ่าของขุนช้างแรงๆ จนขุนช้างทำหน้าอู้ แล้วรีบเข้าห้องไปเก็บเสื่อผ้าแล้วชักชวนบ่าวควบม้าออกไปทันที ขุนช้างเมื่อยืนส่งด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยิ้มแสยะ หมุนดัวเดินกลับเข้าไปในห้องด้านใน แล้วเปลี่ยนชุดออกไปในวัง เพื่อเตรียมการเข้าเผ้าพระเจ้าอยู่หัวทันที

ขุนแผนเมื่อควบขับมาตามบ่าวออกมาจนถึงป่าใหญ่ ก็ปรากฏโจรป่าบุกเข้ามาฟันบ่าวของตนตาย แล้วควบขับหนีเข้าป่าไป ขุนแผนนั้นช่วยบ่าวไม่ทัน ตามโจรก็กลัวโดนดักทำร้าย จึงได้แต่ทอดถอนใจแล้วรีบควบขับมาเร่งเดินทางไปยังจังหวัดกาญจนบุรีทันที

เวลาผ่านไป ๓ วัน ณ อำเภอเขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี ที่เรือนนางทองประศรี นางทองประศรีกำลังเร่งบ่าวไพร่ให้เตรียมสำรับเพื่อไปเลี้ยงพระเพล เหมือนดังที่นางเคยทำเป็นกิจวัตร ก็เห็นบุรุษควบขับม้าเร่งมาทางเรือนของตน ก็หยุดดู เมื่อเห็นชัดว่าเป็นขุนแผนบุตรชายก็ดีใจ ปนสงสัย แต่ก็ลงจากเรือนไปรับบุตรชายที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยฝุ่นขึ้นมานั่งกินน้ำเย็นบนเรือนก่อน
““มีอะไรเหรอลูก? ทำไมถึงกลับมาบ้านตอนนี้ล่ะ? แม่ไม่รู้ว่าหนูจะกลับมาเลยเตรียมของให้กินไม่ทันเลย”” นางทองประศรีกล่าวพลางยกขันน้ำเย็นลอยดอกมะลิให้ลูกชายดื่ม

ขุนแผนเมื่อดื่มน้ำจนหายหิวน้ำแล้ว ก็ลุกขึ้นยืนพลางหันรีหันขวาง
““แม่ครับ ลาวทองไม่สบายเป็นอะไรมาหรือเปล่าครับ? เห็นให้บ่าวไปตามลูกมา””
นางทองประศรีทำหน้างงงวย พลางจ้องหน้าขุนแผนเหมือนกับจะหาอะไร
““บ่าวคนไหนล่ะลูก บ่าวแม่ก็อยู่ครบนา ไม่เห็นมีใครไปไหน? และลาวทองก็สบายดี นั่งร้อยพวงมาลัยอยู่ในห้องแน่ะ””

ขุนแผนจ้องหน้างงงวยของมารดา แล้วก็เดินไปยังห้องของลาวทองทันที ก็แทบจะชนกับลาวทองที่เมื่อได้ยินว่าขุนแผนกลับบ้านมาก็แทบจะวิ่งออกมาจากห้องทันที ขุนแผนก็กอดร่างระหงของลาวทองไว้แน่น พลางจ้องดูว่าลาวทองไม่สบายตรงไหน
““ลาวทองดีใจจังเลยจ๊ะ ที่พี่ขุนกลับมา พี่ขุนทานอะไรมาหรือยังจ๊ะ? เดี๋ยวลาวทองจะหาให้นะ””
ขุนแผนแสนจะพิศวงงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นที่สุด แต่ยังดีใจที่ลาวทองเมียรักไม่เป็นไร  ดังนั้นคืนนั้นขุนแผนจึงค้างคืนที่บ้านแม่ ก่อนจะกลับมายังพระราชวัง ก็พบกับพระอาญาของสมเด็จพระพันวษา ให้ถอดออกจากตำแหน่ง พลางย้ายเร่งด่วนให้ไปเฝ้ายังบ้านนอกอันห่างไกล ห้ามกลับมาเยี่ยมบ้านเรือนอีก ขุนแผนนั้นงงงวย เมื่อเห็นขุนช้างเดินออกมาจากห้องท้องพระโรงด้วยใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ก็เริ่มจะเข้าใจ

““เสียใจด้วยเพื่อน พระองค์ท่านถาม เราก็จะต้องกราบทูลตอบตามความจริงนะ นายไม่รับผิดชอบเอง เราก็คงจะช่วยไม่ได้นะเพื่อน ฮ่า ฮ่า ฮ่า””

ตอนนี้ขุนแผนเข้าใจแล้วว่า เขาถูกหลอกอย่างเจ็บแสบที่สุด ความแค้นแน่นอุรา แต่เขายังมิอาจทำอะไรตอนนี้ได้เขาจะต้องรอ รอจนถึงเมื่อไร ไม่รู้เหมือนกัน (รอจนกว่าจะถึงตอนหน้ามังนะ)



ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๑ (กำเนิดกุมารทอง!)

ขุนแผนแสนจะแค้นแน่นในอุรา ด้วยถูกขุนช้างวางอุบายหลอกลวงจนเขาติดกับ ต้องพระอาญา แถมลาวทองก็ถูกยึดเข้าไปเป็นหม้ายหลวงในวังอีก แต่ถึงจะแค้นอย่างไรก็ตาม ในภาวะเช่นนี้ เขาก็สำนึกตัวว่าไม่มีกำลังอะไรจะไปต่อกรกับขุนช้างได้แน่ เขาจำต้องอดทน และจะต้องหาของ ๒-๓ สิ่ง เพื่อช่วยให้การแก้แค้นของเขาง่ายขึ้น ขุนแผนค้นหาในตำราเวทย์โบราณที่เขาได้รับสืบต่อจากพ่อของเขาขุนไกร เขาก็รู้ว่าเขาจะต้องทำอย่างไร?

ซ่องโจรของหมื่นหาญ เป็นซ่องโจรที่ร้ายกาจในแถบนั้น ใครก็ตามที่โดนโจรกลุ่มนี้มาปล้น มันไม่เคยปล่อยเจ้าทรัพย์เอาไว้ ฆ่าหมดไม่เหลือแม้แต่ลูกเล็กเด็กแดง หมามันยังฆ่า (ไม่รู้ว่าฆ่าไปทำไม) ชาวบ้านร้านตลาดถ้าได้ยินว่ากลุ่มโจรของหมื่นหาญจะมาปล้นบ้านไหน ก็จะรีบปิดบ้านเงียบ นอนตัวสั่นด้วยความกลัว จนกระทั่งกลุ่มโจรปล้นฆ่าหมดบ้านนั้นแล้วจากไป ถึงจะกล้าออกมานอกบ้าน

ขุนแผนเมื่อได้ยินชื่อเสียงของซ่องโจรนี้ก็สนใจ ด้วยเขาได้ทำนายทายทักตามหลักโหราศาสตร์ของเขาแล้วว่า ที่นี่แหละที่เขาจะได้ของวิเศษ ๑ อย่าง แต่การที่เขาจะเข้าไปยังซ่องโจรได้ยังคงต้องรอโอกาสอันดีก่อน

หมื่นหาญ หัวหน้าซ่องโจร เป็นชายวัย ๔๐ เศษ รูปร่างสูงใหญ่ ดำทะมึน สักทั่วตัว นิสัยหุนหันพลันแล่น เจ้าเล่ห์แสนกล ไม่เคยไว้ใจใคร หมื่นหาญมีลูกสาววัยกำดัดอยู่นางหนึ่ง ชื่อ บัวคลี่ อายุอานามก็ราว ๑๗ ปี เป็นลูกสาวคนเดียวที่เกิดจากนางคำ ภรรยาผู้ล่วงลับของเขา บัวคลี่เป็นหญิงสาวที่งดงามนางหนึ่งที่หมื่นหาญรักปานแก้วตาดวงใจ ใครก็ตามที่บังอาจมาทำเจ้าชู้กับลูกสาวสุดที่รักของเขา เขาจะจับมันมาเชือดคอ แล้วปล่อยให้มันตายไปช้าอย่างทรมาน พวกสมุนโจรทุกคนรู้ดี จึงไม่มีใครกล้าแม้แต่จะมองบัวคลี่เลย

วันหนึ่ง หมื่นหาญพาลูกน้องออกปล้นฆ่าเหมือนเคย แต่ขากลับด้วยความบังเอิญ มาเจอกับกองทัพของทางเมืองหลวงที่ลาดตะเวนอยู่แถวนั้นพอดี ก็เลยเกิดปะทะกันขึ้น หมื่นหาญถูกล้อมอยู่ในวงล้อมนานกว่า ๒ วันแล้ว
““พี่ เอาไงดี จะบุกออกไปเลยดีมั้นพี่ เราถูกล้อมมาหลายวันแล้วเนี่ย หิวจนไม่มีแรงแล้วพี่ ถ้าหิวจนหมดแรง เราก็ถูกพวกมันฆ่าแน่””
““เออ กูรู้แล้ว แต่ถ้าบุกออกไป มึงกับกูตายแน่ แถมพวกเราก็ต้องตายกันหมด ขอกูคิดหน่อย จะเอาไง”?” หมื่นหาญซึ่งตอนนี้ก็อิดโรยเต็มที แต่ยังรอบคอบไม่บุกออกไปอย่างที่ลูกน้องเสนอ ก็นิ่งคิดอยู่นาน

ขุนแผนซึ่งติดตามกลุ่มของหมื่นหาญมานาน ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เข้ากลุ่มของหมื่นหาญได้ ก็ค่อยๆ ย่องออกมาจากจุดที่เขาซุ่มดูอยู่ พลางร่ายเวทย์ อาคมสะกดให้ทหารและพวกโจรของหมื่นหาญหลับ พักเดียวก็มีลมพัดเฉื่อยฉิวออกมา ทำให้พวกทหารและโจรของหมื่นหาญ พากันอ้าปากหาว แล้วก็ค่อยๆ หลับลงไปทีละคนจนหมด ขุนแผนเดินออกมาจากที่ซ่อน แล้วชักดาบออกมาแทงพวกโจรของหมื่นหาญจนด่าวดิ้นไปหมด แล้วแบกตัวของหมื่นหาญออกมาจากวงล้อม ออกเดินมุ่งหน้าไปยังซ่องโจรที่อยู่ไม่ไกลนัก

เมื่อมาถึงยังซ่องโจร พวกโจรเห็นขุนแผนแบกร่างของหัวหน้าพวกมันมาก็รีบเปิดประตูออกมารับ พลางให้ขุนแผนแบกร่างของหมื่นหาญเข้ามาในซ่องโจร บัวคลี่ที่กำลังนั่งคุยกับนางบ่าวคนหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูค่าย ก็เดินออกมาดู เพราะคิดว่าพ่อคงจะกลับมาแล้ว แต่กลับเจอหนุ่มน้อยรูปงามแบกร่างของพ่อของตนเข้ามา บัวคลี่ซึ่งปกติอยู่แต่ในซ่องโจร ที่เห็นที่พบก็ล้วนแต่พวกโจรใจบาปหยาบช้า เมื่อเจอกับหนุ่มน้อยรูปงามก็ให้รู้สึกสะเทิ้นอาย ขวยเขินไปในทันที

ขุนแผนนั้นเมื่อเดินเข้ามาในซ่องโจรได้เห็นสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ก็ทราบได้ทันทีว่านี่คือบัวคลี่ ซึ่งเป็นบุตรสาวของหมื่นหาญ จึงได้แสร้งทำเป็นไม่สนใจกับท่าทีขวยเขินของนาง แบกร่างของหมื่นหาญเข้ามาวางบนแคร่ไม้ไผ่ ตนเองก็นั่งลงที่ข้างแคร่ไม้ไผ่ ยกผ้าขาวม้าเช็ดเหงื่อบนใบหน้า พลางยิ้มน้อยๆ ให้กับบัวคลี่ที่นั่งตะลึงอยู่บนแคร่ข้างหมื่นหาญ
““ข้าพบพี่ชายคนนี้ถูกทหารหลายคนรุมทำร้ายอยู่ ข้าเลยทนไม่ได้ ช่วยพี่ชายคนนี้ออกจากวงล้อม พี่ชายคนนี้ก่อนที่จะสิ้นสติไปก็บอกที่อยู่ให้ข้าพามานี่แหละ แม่นางคงรู้จักเขานะ ข้าส่งเขามาเสร็จแล้วข้าก็จะกลับละ””

ขุนแผนพูดพลางบริกรรมคาถาแก้ในใจ พลางยกมือขึ้นวางที่อกของหมื่นหาญ ฉับพลันนั้นเอง หมื่นหาญก็รู้สึกตัวขึ้นมา ก็ให้รู้สึกประหลาดใจที่ตนเองกำลังอยู่กลางวงล้อมของทหาร แล้วจู่ๆ ก็หลับไป ตื่นมาอีกทีมานอนอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ที่ในบ้าน แถมมีไอ้หนุ่มหน้ามนมานั่งอยู่ในบ้านอีก แต่ด้วยความเก๋าหมื่นหาญกลับไม่แสดงท่าทีอันใดออกมา เพียงพยักหน้าให้กับบัวคลี่ บัวคลี่ก็รู้งานลุกขึ้นยืนช้าๆ พลางเดินกลับเข้าไปในห้อง หมื่นหาญเห็นลูกสาวกลับเข้าในห้องแล้ว จึงหันมาสนใจกับเจ้าหนุ่มหน้ามนตรงหน้า

““เออ ไอ้หนุ่ม เอ็งเป็นใครเรอะ? เอ็งใช่มั้ยที่ช่วยช้าออกมาจากวงล้อมของทหารพวกนั้นน่ะ””
““ขอรับ ข้าชื่อเดช เป็นคนเมืองเพชร ออกเดินทางมาเพื่อหาความร่ำรวย พอดีข้าผ่านทางมาเห็นพวกลุงกำลังช่วยกันแบกลุงออกหนีทหารมา ข้าเลยเข้าไปช่วยจนพวกทหารหนีไป แต่พวกของลุงเองก็ตายเกือบหมดแล้ว เหลือบางคนยังไม่ตาย เขาบอกข้าให้มาดูลุง ข้าก็มาดู พอข้าเห็นลุงยังไม่ตาย เขาก็บอกให้ข้าแบกลุงมาส่งที่บ้านถีจะมีรางวัล ข้ามันอยากได้รางวัลข้าก็ถามทาง เขาก็บอกทางเข้ามา ข้าก็เลยแบกลุงกลับมาที่นี่แหละ ถ้าลุงไม่มีอะไรแล้ว งั้นข้าขอรางวัลด้วยนะลุง แล้วข้าจะไปแล้ว”” ขุนแผนกล่าวพลางลุกขึ้นยืนปัดตูด

หมื่นหาญได้ฟังคำปดของขุนแผน ก็เชื่อสนิทใจ นึกถึงความจงรักภักดีของลูกน้องแล้ว ก็ทำให้น้ำตาคนเริ่มแก่คลอเบ้า นิ่งอึ้งอยู่นาน แต่เมื่อเห็นขุนแผนลุกขึ้นยืน หมื่นหาญก็รู้ว่าไอ้เดชคนนี้ คงจะมีดีเพราะทหารที่มารุมล้อมนั้นมีมากมายนัก แถมมีอาวุธครบมือ ถ้ามันไม่แน่จริง มันก็คงไล่พวกทหารพวกนั้นหนีไปไม่ได้แน่ อีกอย่างมันรู้จักซ่องโจรของเราแล้ว ถ้าเราปล่อยมันออกไป ขืนมันไปบอกใคร เราเป็นได้เดือดร้อนกันหมดแน่ๆ คิดสะระตะแล้ว หมื่นหาญก็ตัดสินใจว่าจะชักชวนให้ขุนแผนมาเป็นพวกในซ่องโจรด้วยน่าจะดี เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว หมื่นหาญก็ทำหน้าปลาบปลื้มยินดีกับท่าทีของขุนแผน พลางกล่าว
““เอาอย่างนี้ เอาอย่างนี้ วันนี้มันเย็นย่ำค่ำมืดแล้ว เอ็งแบกข้ามานานคงจะเหนื่อย คืนนี้เอ็งนอนนี่ละวะ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะเอารางวัลมาให้กับเอ็ง ดีมั้ย”?”

ขุนแผนนั้นได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกโล่งใจที่แผนการของตนสัมฤทธิ์ผลไปครึ่งหนึ่งแล้ว รีบรับปากรับคำ แล้วตามลูกน้องคนหนึ่งของหมื่นหาญไปอาบน้ำที่คลองหลังบ้าน บัวคลี่นั้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องก็แอบมองมาจากในห้อง หูนั้นก็แอบฟังคำสนทนาของพ่อ พอได้ยินว่าพ่อให้พักคืนหนึ่ง หัวใจของบัวคลี่ก็เต้นแรง เลือดสาวฉีดหน้าจนแดงเปล่งปลั่ง ตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก เมื่อเห็นขุนแผนออกเดินตามลูกน้องของพ่อไปอาบน้ำ ก็รีบออกจากห้องทางหน้าต่าง แล้วแอบย่องมาที่คลองด้านหลัง ค่อยๆ ย่องมาหลบยังพุ่มไม้ใหญ่ที่อยู่ติดกับคลองแล้วค่อยๆ แหวกออกเพื่อแอบดู

ภาพที่เห็นทำให้บัวคลี่นั้นตะลึงลาน ด้วยขุนแผนนั้นอาบน้ำในคลอง รูปกายขาวสะอาด บึกบึน แผงอกกำยำล่ำสัน กอปรกับหน้าที่คมสันหล่อเหลา ชวนให้ไหลหลงยิ่งนัก ข้างฝ่ายของขุนแผนเองนั้น เมื่ออาบน้ำที่คลอง เห็นพุ่มไม้สั่นไหว ก็มองดูด้วยหางตา ข้างหูก็ได้ยินเสียงพรายกระซิบ ““มีคนแอบดูน่ะครับนาย เป็นเด็กสาวที่เป็นลูกสาวหมื่นหาญ”” ขุนแผนได้ฟังดังนั้น ก็ยิ่งแกล้งทำเป็นถูเนื้อถูตัวหนักกว่าเดิม แถมบางครั้งยังให้ควยอาคม โผล่พ้นน้ำให้เห็นชัดถึงความสวยงามดุจดั่งงาช้าง งอนงามแข็งแกร่ง ทำให้บัวคลี่ที่แอบดูอยู่นั้นถึงกับวาบหวิว ซอกหลืบลับชุ่มชื้นขึ้นมาทันที ทำให้บัวคลี่ทนไม่ได้ต้องล้วงมือเข้าไปในผ้านุ่ง ถูไถไปตามแคมหลืบอย่างลืมตัว ปลายนิ้วเกลี่ยเร้าที่ปลายยอดกระจิดริดที่ไวต่อความรู้สึก

บัวคลี่นั้นตอนนี้ลืมไปแล้วว่าตนเองกำลังแอบดู มือหนึ่งเกลี่ยเร้าที่ร่องหี อีกมือนั้นก็บีบเคล้นที่หน้าอกนิ้วมือบีบบี้ที่ปลายยอดติ่งนมสีน้ำตาลอ่อนที่ตอนนี้แข็งเป็นติ่งไตชี้ชันสู้มือ ยิ่งบีบบี้ก็ยิ่งเสียว น้ำในร่องแคมเยิ้มติดนิ้วมือเป็นมัน บัวคลี่นั้นเสียวจนทนไม่ได้ แหย่นิ้วเข้าไปในร่อง ชักเช้าออกอย่างไม่กลัวเจ็บ ยิ่งชักก็ยิ่งมัน น้ำในร่องกระทบกับนิ้วมือดังเจ๊าะแจ๊ะ บัวคลี่ชักเข้าอยู่อยู่พักหนึ่ง ก็เกร็งกระตุกแล้วก็นอนพังพาบไป

ขุนแผนนั้นเมื่ออาบน้ำเสร็จ ก็แต่งตัวขึ้นมา เข้าไปยังเรือนพักที่หมื่นหาญให้ลูกน้องจัดไว้ให้ พลางบริกรรมคาถาปลุกพลังให้กับโหงพรายที่ตนเลี้ยงไว้มิให้ถูกเจ้าที่ข่มจนหมดพลัง พลางกำชับให้โหงพรายปลุกตนถ้ามีใครต้องการจะมาทำร้าย จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนหลับไปอย่างอ่อนเพลีย ตอนดึกคืนนั้นเอง ขุนแผนที่นอนหลับสนิทอยู่ก็ถูกเสียงโหงพรายมากระซิบปลุกให้ตื่น ขุนแผนจึงนอนหลับตาแต่มือค่อยๆ ล้วงเข้าไปหยิบดาบออกมาวางไว้ข้างกาย แล้วแกล้งทำเป็นนอนหลับต่อ

สักพักก็ได้กลิ่นแป้งกระแจะจันทร์หอมอบอวลมาในห้อง มีร่างอบอุ่นนุ่มนิ่มร่างหนึ่ง มานอนแทรกอยู่ในผ้าห่มกับตน แถมพอขุนแผนเอามือไปจับกลับไปถูกกับเนื้อหยุ่นๆ อบอุ่นนุ่มนิ่ม
““อาววว์ พี่เดชจ๋า จับโดนนมน้องแล้วอย่าปล่อยนะคะ บีบแรงๆ ก็ได้ค่ะ บัวคลี่ทนได้””
ขุนแผนได้ฟังก็รู้ว่าเป็นบัวคลี่นั่นเอง เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ผลักตัวของบัวคลี่ออก แล้วกล่าว
““บัวคลี่ เธอทำอย่างนี้ถ้าพ่อของเธอรู้เข้า เขาจะต้องเสียใจนะ ถ้าเธอทำตัวใจง่าย ก็จะไม่มีใครเขารักเธอจริง พี่ขอเตือนนะ””

บัวคลี่ได้ฟัง แทนที่จะสลด กลับยิ่งทำหนักมือขึ้น เปลื้องผ้าออกหมด จนตัวล่อนจ้อน แล้วโดดโผเข้าใส่ขุนแผน ทำเอาขุนแผนที่ไม่ทันได้ระวังตัว ล้มลงไปกับที่นอนโดยมีตัวของบัวคลี่ทับอยู่ที่ด้านบนของตัวเขา ปากของบัวคลี่ก็ประกบกับปากของขุนแผน แทรกลิ้นอบอุ่นควานหาลิ้นของขุนแผน แล้วกระหวัดพันกัน มือนั้นเล่าก็ล้วงเข้าไปในกางเกงของขุนแผน ควานหาควยอาคม เมื่อเจอก็กำเอาไว้แน่น พลางถอกควยอาคมเข้าออก สร้างความเสียวซ่านให้แก่ขุนแผน จนลืมว่าตนเองจะมีแผนอย่างไร

สองมือของขุนแผนก็มิได้น้อยหน้า ล้วงขึ้นมาบีบหน้าอกเป็นกระเปาะของบัวคลี่ สองนิ้วบีบบี้ที่หัวนมจนมันแข็งเด่ เป็นไต ปากก็ดูดหัวนมเข้าไปดุนดันอยู่ในปาก ลิ้นตวัดปาดไปมา ปากก็ดูดแรงๆ เบาๆ หูก็ได้ยินเสียงหอบหายใจแรงของบัวคลี่ ปนกับเสียงครางด้วยความเสียวซ่าน สักพักก็รู้สึกว่าควยอาคมถูกดูดเข้าไปในความอบอุ่นเปียกชื้น บัวคลี่นั่นเองก้มลงดูดควยอาคมของขุนแผนเข้าไปในปาก พลางใช้ลิ้นปาดไปมาบนหัวควยของขุนแผน บางครั้งก็ใช้ลิ้นไชรูเยี่ยวทำให้ขุนแผนถึงกับหลับตาสูดปากออกมาเบาๆ ด้วยความเสียว

ขุนแผนจึงจับตัวของบัวคลี่ลงนอนบนที่นอน แล้วลุกขึ้นจับสองขาของบัวคลี่มาพาดบ่า พลางค่อยๆ จ่อควยอาคมเข้าไปที่ร่องแคมที่ตอนที่เปียกแฉะไปด้วยน้ำเงี่ยนที่ไหลออกมาจนหมอยลู่ราบไปหมด ขุนแผนใช้ควยอาคมปาดไปมาบนร่องแคม โดนแตดบ้าง โดนแคมบ้าง บางครั้งก็จ่อเข้าไปเบาๆ จนหัวควยนั้นเป็นมันเลื่อมไปหมด แล้วจึงค่อยๆ ดันควยอาคมเข้าไปช้า ๆ

บัวคลี่นั้นต้องมนต์ของควยอาคม เมื่อโดนควยอาคมแทรกเข้าไปในร่องหี ก็สะดุ้งเหมือนกับโดนไฟช้อท รูหีเกร็งขมิบถี่ ปล่อยน้ำเงี่ยนทะลักทะลายออกมาชโลมหัวควยอาคมจนเปียกโชก ควยอาคมก็ค่อยๆ ทำหน้าที่แหวกแทรกเปิดทางร่องหีที่คับแคบ ที่ไม่เคยมีใครแหวกเข้ามาก่อน ปึด ปึด ปึด เสียงลำควยเสียดสีกับร่องหีอันคับแคบ พร้อมกับเสียง อี๋ อี๋ อี๋ ของบัวคลี่ ที่รู้สึกทั้งเจ็บปนเสียวซ่านอย่างที่สุด สองขาก็กางอ้าออก สองมือก็รั้งที่แขนของขุนแผน จะผลักจะดันบอกไม่ถูก ขุนแผนนั้นรู้งานดี ชักควยอาคมออกมาช้าๆ พอบัวคลี่แอ่นตูดตามควยอย่างเสียดาย ก็กระแทกควยตามหนอกควยกระแทกกับหนองหีดังป้าบ ขุนแผนไม่รอช้า กระแทกต่อเนื่อง ป้าบ ป้าบ ป้าบ ทำเอาบัวคลี่นั้นแข็งเกร็งตัวเสียวซ่านบอกไม่ถูกดูจดั่งขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าตาเหม่อลอยเคลิ้ม ปากอ้าน้อย ครางออกมาเบา ๆ สองแขนกอดตัวของขุนแผนไว้แน่น

ขุนแผนนั้นเมื่อเห็นอาการของบัวคลี่ ก็กดกระแทกถี่ยิบ พลางบดคว้านควยอาคมให้ชอนไชไปทั่วร่องหีของบัวคลี่ บางครั้งก็ชักยาวออกมาจนเกือบหลุดแล้วกระแทกซ้ำเข้าไปอย่างแรง จนบัวคลี่หัวสั่นหัวคลอน ปากก็ก้มลงกัดที่หัวนมเต่งของบัวคลี่เบา ยิ่งสร้างความเสียวให้แก่บัวคลี่เป็นทวีคูณ บัวคลี่นั้นครางอี๋ อี๋ ด้วยความเสียว พลางยกสองแขนกดตูดของขุนแผนให้กระแทกถี่ขึ้นแรงๆ ขุนแผนรู้ว่าบัวคลี่นั้นใกล้จะขึ้นสวรรค์แล้ว ก็รีบระดมกระแทกควยถี่ยิบ จนในที่สุด ทั้งขุนแผนและบัวคลี่ก็ตัวอ่อนระทวยล้มลงนอนกอดกัน

ฉับพลันนั้นเอง หมื่นหาญที่ไม่รู้มาจากไหนก็โผล่เข้ามาในห้อง พลางใช้ดาบนั้นจ่อที่คอของขุนแผนไว้
““ไอ้เดช มึงทำระยำยังงี้ในบ้านกูได้ยังไงหา มึงทำไมระยำอย่างนี้ มึงคิดว่ามึงช่วยชีวิตกูมาแล้ว มึงจะปู้ยี่ปู้ยำลูกสาวของกูยังไงก็ได้ใช่ไหมวะหา กูคงเอามึงไว้ไม่ได้แล้วไอ้ระยำเอ้ย””

บัวคลี่และขุนแผนเมื่อเห็นหมื่นหาญเข้าห้องมาก็ตกใจ ขุนแผนนั้นได้สติก่อนก็ยกมือขึ้นไหว้หมื่นหาญแล้วบริกรรมคาถาเมตตามหานิยมในใจ พลางกล่าวกับหมื่นหาญว่า
““ลุงจ๊ะ ฉันไม่ได้มีเจตนาจะทำระยำอย่างนี้หรอกจ๊ะ เพียงแต่ฉันทำไปแล้วฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้น ลูกสาวลุงก็ได้เสียเป็นเมียของฉันแล้ว จะให้ฉันทำอะไรฉันก็ยอมล่ะจ๊ะ แต่ลุงอย่าทำบัวคลี่เลยนะ เขาเป็นลูกสาวของลุง””
หมื่นหาญเมื่อต้องคาถาเมตตามหานิยมของขุนแผนเข้าก็เริ่มลดความโกรธลงมากแล้ว เมื่อเห็นขุนแผนนั้นยอมศิโรราบกับตนก็ยิ่งหายโกรธ แถมท้ายด้วยคำพูดที่ตรงใจของเขา ก็ยิ่งทำให้เขาโกรธไม่ลง หมื่นหาญจึงยกดาบออกจากลำคอของขุนแผน พลางหันหลังเดินออกมาจากห้อง

ขุนแผนกับบัวคลี่เห็นหมื่นหาญยกโทษให้ ก็รีบเอาเสื้อผ้ามาใส่ แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปหาหมื่นหาญโดยทันที หมื่นหาญนั้นรออยู่ที่ด้านนอกของห้อง เมื่อเห็นขุนแผนกับบัวคลี่ออกมาจากห้องแล้ว ก็กวักมือเรียกให้ทั้งสองเข้าในห้องของตน ขุนแผนกับบัวคลี่นั้นมองหน้ากันด้วยความสงสัย แต่ก็เดินตามหมื่นหาญเข้าไป ภายในห้องนั้นมีหีบใหญ่เล็กอยู่มากมาย เป็นของที่หมื่นหาญนั้นได้มาจากการปล้นสะดมเจ้าทุกข์ทั้งหลายมานั่นเอง

““เอา เอ็งสองคนเลือกเอาไปคนละหีบ พ่อให้ เพื่อให้เอ็งทั้งสองได้ใช้เป็นทุนที่จะครองชีวิตคู่ร่วมกัน พ่อก็ให้เอ็งได้แค่นี้ ถ้านอกจากนั้นพวกเอ็งก็คงจะต้องหากันเอง เลือกได้แล้วก็ออกไป พ่อยังมีเรื่องจะคุยอีก””กล่าวเสร็จหมื่นหาญก็เดินออกจากห้องนั้น ทิ้งให้ขุนแผนและบัวคลี่ยืนงงงันอยู่เป็นนาน ก่อนที่จะเข้าใจว่าหมื่นหาญพูดความหมายอย่างไร

บัวคลี่นั้นดีใจอย่างมากกระโดดกอดขุนแผนไว้แน่น แล้วระดมจูบขุนแผน สำหรับขุนแผนน่ะหรือ คาดเดาเหตุการณ์นี้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าหมื่นหาญจะใจกว้างขนาดนี้ เมื่อโดนบัวคลี่ระดมจูบก็ได้สติ กระซิบบัวคลี่ให้ทำตามที่หมื่นหาญสั่งไว้ บัวคลี่จึงเดินเข้าไปในส่วนลึกของห้อง แล้วเลือกหีบที่นางต้องการ ส่วนขุนแผนนั้น สำรวมจิตแล้วลืมตา มองเห็นในส่วนลึกของห้องนั้นมีประกายแสงแวววาวอยู่

เขาจึงเดินลึกเข้าไปยังประกายนั้น เมื่อมาถึงเขาเห็นว่ามันเป็นเพียงหีบสีเหลืองเก่าคร่ำคร่าใบเล็กๆ เท่านั้น ไม่มีอะไรพิเศษเลย เมื่อเปิดออกดู ภายในหีบไม่ได้มีทรัพย์สินเงินทองเลย มีเพียงแต่เศษโลหะดำๆ ๗-๘ ชิ้นเท่านั้น ขุนแผนเมื่อเห็นดังนี้แล้วก็ดีใจยิ่งนัก ด้วยเศษโลหะเหล่านี้แหละที่เขาต้องการ มันเป็นการรวมของสุดยอดโลหะที่มีความขลังในตัว อาทิ เหล็กจากปลายยอดเจดีย์ที่โดนฟ้าผ่า หรือบางครั้งก็เป็นเหล็กกล้าที่ถูกปักเพื่อกักวิญญาณของปิศาจร้ายในอดีตกาล หรือบางชิ้นก็เป็นโลหะที่ได้มาจากพม่าโดยเป็นสะเก็ดของพระพุทธรูปโบราณที่แตกหักพังออกมา

ขุนแผนนั้นได้รู้เรื่องนี้จากตำราโบราณของบิดา ว่ามีช่างตีเหล็กที่อยู่บริเวณนี้คนหนึ่งได้พยายามรวบรวมโลหะเหล่านี้เพื่อจะนำมาตีเป็นยอดดาบ ซึ่งบิดาของเขายามมีชีวิตอยู่ได้เจอกับช่างผู้นี้ แล้วสัญญากันว่าถ้าตีดาบเสร็จแล้วเขาจะมารับ แต่บิดาของเขาไม่สามารถมารับได้แล้ว แต่ก็ยังบันทึกส่งต่อไว้ให้แก่รุ่นหลังเพื่อจักได้มาตามหาช่างตีดาบคนนี้ได้ถูก

ขุนแผนนั้นเมื่อตอนแรกได้อ่านบันทึกดีใจมาก แต่เมื่อมาถึงบ้านของช่างตีเหล็กกลับพบแต่ซากปรักหักพัง เมื่อไถ่ถามชาวบ้านก็บอกว่ากลุ่มโจรของหมื่นหาญได้มาปล้นสะดมบ้านนี้ไปแล้วเผาบ้านทิ้ง ขุนแผนจึงได้พยายามติดตามและแฝงเข้ามาเพื่อจักได้เอาสุดยอดโลหะนี้ไปใช้ในการแก้แค้นของเขา ขุนแผนคลี่ผ้าขาวม้าออกแล้วเทของในหีบลงไป แล้วม้วนห่ออย่างมิดชิด พลางลุกขึ้นยืน เมื่อหันกลับมาก็ถึงแก่ตกใจด้วยนางบัวคลี่นั้นมายืนถือหีบรออยู่แล้ว และมองขุนแผนอยู่ด้วยความสงสัยว่าขุนแผนนั้นกำลังทำอะไร ขุนแผนก็เลยกลบเกลื่อนโดยหยิบหีบมาหนึ่งใบโดยไม่ได้เลือก แล้วเดินนำหน้าบัวคลี่อยู่มาเพื่อไปหาหมื่นหาญที่อยู่อีกห้องหนึ่งโดยทันที

เวลาผ่านไป ๔ เดือนเศษ นางบัวคลี่นั้นตั้งท้องได้ ๓ เดือนแล้ว สร้างความยินดีให้แก่หมื่นหาญยิ่งนักที่จะได้อุ้มหลาน แต่สำหรับขุนแผนนั้นก็ต้องแกล้งทำยินดีไป เนื่องด้วยแผนการของตนนั้นได้เข้ามาสู่จุดสุดท้ายแล้ว วันหนึ่งขุนแผนนอนอยู่กับบัวคลี่คุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระเสร็จ จู่ๆขุนแผนก็พูดขึ้นมา
““บัวคลี่จ๊ะ ลูกในท้องบัวคลี่น่ะ พี่เดชขอนะจ๊ะ ได้มะ””
““ฮื้อ พี่เดชนี่พูดแปลก ลูกในท้องบัวคลี่ ก็ต้องเป็นลูกของพี่เดชอยู่แล้วนี่ พี่เดชมาขอบัวคลี่ทำไมกันจ๊ะนี่””
““ก็แหม พี่เดชอยากได้นี่นา นะให้พี่เถิดนะ”” ขุนแผนออดอ้อนต่อ
““เอา ก็ได้ ถ้าพี่เดชเอาไปได้ฉันก็ให้พี่เดช”” บัวคลี่ก็ตกปากรับคำไป

สำหรับตัวของหมื่นหาญนั้น เมื่อวันเวลาผ่านไปนึกถึงเวลาในช่วงทีได้เจอกับขุนแผนนั้น ก็รู้สึกสงสัย ยิ่งทบทวนคิดก็ยิ่งมีพิรุธ แถมวันหนึ่งบัวคลี่บอกเล่าเรื่องในห้องเก็บสมบัตินั้นให้เขาฟัง เขาก็ยิ่งสงสัยหนักขึ้นว่าขุนแผนนี่น่ากลัวจะมิใช่พวกของตนเสียแล้วจะเอาไว้มิได้ จำต้องฆ่าเสีย เพราะท่าทางมันจะหลอกเข้ามาในที่นี่อย่างมีจุดประสงค์เป็นแน่

วันหนึ่ง หมื่นหาญจึงเรียกบัวคลี่ออกมา โดยบังคับให้บัวคลี่นั้นเอาน้ำจันท์ใส่ยาพิษมาให้ขุนแผนได้รับประทาน ส่วนขุนแผนนั้นได้รับการเตือนมาจากโหงพรายแล้วว่าน้ำจันท์ที่บัวคลี่เอามาให้แก่ตนนั้นมียาพิษ ดังนั้นเขาจึงแกล้งสลับเอาแก้วที่มียาพิษให้บัวคลี่กิน ทำให้บัวคลี่นั้นเสียชีวิตในทันที ขุนแผนนั้นเมื่อเห็นความใจร้ายใจดำของหมื่นหาญและนางบัวคลี่แล้วก็ยิ่งหมดความสงสาร หยิบดาบออกมาฟันหมื่นหาญเสียชีวิตตามบัวคลี่ไป

จากนั้นเขาก็บริกรรมคาถาสะกดคนในบ้านให้อยู่ในภวังค์หลับใหล ขุนแผนนั้นขึงสายสิญจน์ล้อมรอบตัวของนางบัวคลี่ จากนั้นก็บริกรรมคาถา ยกมีดขึ้นกดที่หน้าผากของนางบัวคลี่สามคาบ พลางค่อยไล่มีดลงมาจรดยังท้องที่นูนน้อยๆ ของนางบัวคลี่ แล้วกรีดหน้าท้องจนขาด พลางควักเอาเด็กทารกตัวกระจิดริดออกมา บอกกำชับว่า ““ลูกจ๋า มากับพ่อเถิดนะ พ่อจะเลี้ยงดูเจ้าเอง แม่ของเจ้าออกปากยกเจ้าให้กับพ่อแล้ว เจ้าจงตามมากับพ่อเถิดนะ”” จากนั้นใช้ผ้ายันต์ห่อร่างเด็กไว้มิดชิด แล้วออกเดินทางไปยังวัดร้างที่อยู่ติดกัน

เข้าไปในโบสถ์ร้างจัดการก่อกองไฟโดยใช้เตโชกสิณ แล้วยกร่างของเด็กลงค่อยๆ ย่างๆ จนแห้งสนิท ประหลาดที่ไม่มีส่วนใดของเด็กที่ถูกไฟไหม้เลย เมื่อแห้งแล้วขุนแผนก็วางร่างของเด็กลงบนผ้ายันต์ แล้วใช้ดินสอพองที่ผสมจากว่าน ๓ น้ำ ๔ เขียนเวทย์ไปบนร่างของเด็กจนถ้วนทั่ว แล้วก็นั่งบริกรรมจนรุ่งเช้า กุมารทองก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหาขุนแผนร้องเรียก“พ่อ” ขุนแผนจึงหยุดบริกรรม ร่างนั้นก็ล้มลงนอนลงที่ข้างกายของเขา ขุนแผนยิ้มออกมาอย่างดีใจ แล้วเปิดโกฏไม้ปิดทองเล็กๆ บรรจุร่างของกุมารทองของเขาเก็บเอาไว้ แล้วก็ออกเดินทางเพื่อไปหาช่างตีดาบที่เก่งกาจมาเพื่อตีดาบให้แก่เขาต่อไป




*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #6 on: December 02, 2014, 10:20:16 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๒ (พยัคฆ์ติดปีก)

ขุนแผนนั้นเมื่อได้กุมารทองมาเป็นลูกแล้ว ก็ออกท่องเที่ยวไปยังเมืองต่างๆ เพื่อหาช่างมีฝีมือที่จะหลอมดาบให้แก่เขาได้ เมืองแล้วเมืองเล่าที่ขุนแผนได้เดินทางผ่านไป พบกับช่างตีดาบมามาก ก็ไม่สามารถได้พบกับผู้ที่จะสามารถตีดาบให้แก่เขาได้ จนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงบ่าย ขุนแผนได้เดินทางมายังตัวเมืองเพชรบุรี ซึ่งมีความเจริญมาก ด้วยเป็นหัวเมืองใหญ่ มีการค้ามากมายยังที่นี้ ขุนแผนจึงได้เลือกเดินทางมาที่นี่ เผื่อจะได้พบกับช่างตีดาบที่มีฝีมือ

ขุนแผนเดินทางรอนแรมมาเป็นระยะทางไกล เมื่อมาถึงยังตัวเมืองก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อย จึงได้เข้าพักยังวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลนัก นอนพักตอนบ่าย เมื่อถึงยังเวลายามเย็น ขุนแผนซึ่งได้รับการพักผ่อนเต็มที่แล้ว ก็เริ่มออกเดินเที่ยวยังตลาดที่อยู่ในตัวเมือง ข้าวของที่ชาวบ้านนำมาขายในตลาดนั้นก็เป็นข้าวของจำพวกผลไม้ในสวนหรือไม่ก็เป็นพวกแพรพรรณทั้งหลาย

ขุนแผนนั้นเดินเที่ยวไป สายตาก็สอดส่ายหาร้านตีดาบ หรือร้านตีเหล็กเพื่อจะได้เข้าไปถามไถ่ ฉับพลันนั้นเอง ก็เกิดโกลาหลขึ้น ชาวเมืองทั้งหลายวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง พลางร้องตะโกน ““ม้าตื่น อาละวาดใหญ่แล้ว รีบหนีเร็ว”” ขุนแผนเมื่อเห็นดังนั้น ก็รีบเบี่ยงหลบไปยังด้านข้างของถนนทันที เมื่อชาวบ้านแตกตื่นวิ่งหนี ก็มองเห็นม้าตัวหนึ่ง สีตัวนั้นขาวสะอาดไม่มีสีใดเจือปนเลย ตาสีดำ วิ่งอาละวาดไล่เตะถีบ ชาวเมืองเป็นพัลวัน บรรดาชาวเมืองนั้นก็ทิ้งหาบทิ้งคอนวิ่งหนีตายกันอลหม่าน

เด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งหลงพลัดกับพ่อแม่ ล้มลงอยู่ใกล้กับที่ม้าตัวนั้นกำลังอาละวาดอยู่ ขุนแผนเมื่อเห็นดังนั้น จึงได้วิ่งเข้าไปอุ้มเด็กออกมาวางยังข้างถนน จากนั้นก็กระโดดเข้าไปขี่บนหลังเจ้าม้าตัวนี้ทันที เจ้าม้านั้นเมื่อรู้สึกว่ามีคนขึ้นมาขี่อยู่บนหลัง มันก็ดิ้นพยศสุดชีวิต ขุนแผนเมื่อขึ้นมาขี่บนหลังเจ้าม้าตัวนี้ได้แล้ว ก็ก้มตัวลงกอดคอของมันแน่น สองขาก็หนีบเอวมันไว้ ไม่ว่าเจ้าม้าจะดิ้นพยศยังไง ก็ไม่ตกลงมา เจ้าม้าตัวนี้ก็ฉลาดเป็นกรด เมื่อเห็นว่าเจ้ามนุษย์นี้ไม่ตก มันก็หยุดพยศ เริ่มออกควบวิ่งไปในทันที

ขุนแผนที่อยู่บนหลังของมันนั้น รู้สึกถึงทิวทัศน์ที่วิ่งผ่านด้านข้างไปอย่างรวดเร็ว ลมพัดอื้ออึงเต็มสองรูหู ก็รู้สึกประหลาดใจ ปนกับความดีใจ ว่าเจ้าม้าตัวนี้เยี่ยมยอดจริงๆ ก็ยิ่งกอดคอของมันแน่นยิ่งขึ้น เจ้าม้าตัวนี้ก็พาขุนแผนวิ่งเตลิดเข้าป่าเข้าดง จนเวลาผ่านไป ๒ วัน ในที่สุดเจ้าม้าก็ควบช้าลง จนหยุดยืนเฉย ขุนแผนจึงได้ลงจากหลังม้า ม้าตัวนี้ก็ไม่แสดงอาการพยศ เอาปากไซร้ตามตัวของขุนแผน หัวนั้นก็ซุกไซร้กับตัวของขุนแผน แสดงถึงความยอมรับในตัวของขุนแผนแล้ว ขุนแผนเมื่อเห็นอาการของมันดังนั้น ก็เด็ดหญ้าจากพื้นดินขึ้นมา พลางเสกด้วยอาคมขลัง แล้วป้อนให้เจ้าม้าตัวนี้กิน พลางตั้งชื่อให้ตามสีของตัวมันว่า ““สีหมอก”” พลางเดินจูงพาเจ้าสีหมอกไปหาน้ำหาหญ้ากิน แล้วเอาเสบียงออกมาแบ่งกินกับเจ้าสีหมอก แล้วล้มตัวลงนอนพักจนหลับไป

เย็นวันนั้น ขุนแผนก็รู้สึกตัวว่าโดนอะไรบางอย่างเลียไปทั่วหน้า ลืมตัวขึ้นมาก็เห็นเจ้าสีหมอกกำลังเลียหน้าของตนเองอยู่ ก็ลุกขึ้นนั่ง สองหูก็ได้ยินเสียงเตือนจากกุมารทองว่า “พ่อจ๋า เจ้าของม้าเขามาตามแล้วจ๊ะ ระวังด้วยนะจ๊ะ เจ้าพวกนี้มันเป็นนักเลง มันไม่ค่อยชอบที่พ่อเอาม้าของมันมา”” ขุนแผนนั้นพยักหน้า แล้วนั่งเฉยรอจนกระทั่งเสียงนั้นใกล้เข้ามา

ชายฉกรรจ์ ๓ คน เดินเข้ามายังจุดที่ขุนแผนและม้าสีหมอกอยู่ พลางชักดาบที่สะพายหลังออกมา ไม่พูดพล่ามทำเพลงก็โถมเข้าฟันขุนแผนทันที ขุนแผนระวังตัวอยู่แล้วก็เบี่ยงตัวหลบ พลางเตะสวนเข้าที่ท้อง เล่นเอาเจ้าคนแรกจุกแอ้ดๆ ล้มตัวลงนอน เจ้าคนที่สองโถมเข้ามาแทงที่ตัวของขุนแผนด้านหลัง ขุนแผนได้รับการเตือนจากกุมารทอง ก็เบี่ยงตัวหลบ ยกมือขึ้นจับข้อมือของเจ้าคนที่สองกระชากจนดาบไปฟันรับดาบของเจ้าคนที่สามที่ฟันมาที่ท้ายทอยของขุนแผนด้วยกะฟันให้หัวหลุดไป เมื่อรับดาบแล้ว ขุนแผนก็ถีบตัวเจ้าคนที่สองเซถลาออกไป พลางเบี่ยงตัวหลบดาบของเจ้าคนที่สามที่ฟันมาอีก แล้วเตะเข้าที่ปลายคางของเจ้าคนที่สาม จนมันผงะหงายไปล้มลงแน่นิ่งไป เจ้าคนที่สองเมื่อเห็นเพื่อนเสร็จขุนแผนไปสองคนอย่างง่ายดาย ก็หยุดนิ่งงันอยู่

““ว่าไง พวกเอ็ง ไม่พูดไม่จาก็ฟันกันเลยนะ จะมาทวงม้าคืน ก็บอกกันดีๆ ข้าไม่ชอบวิธีนี้ ถ้าข้าเอาจริง พวกเอ็งตายหมดไปแล้ว ตอนนี้คุยกันดีๆ ได้หรือยังหา”” ขุนแผนพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นเจ้าคนที่สองยังจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าเข้ามาอีก
““จ๊ะ คุยกันดีๆ ก็ได้จ๊ะ”” เจ้าคนที่สองพูดพลางลดดาบลง
““เออ ดี ไปปลุกพวกเอ็งขึ้นมาคุยกันดีๆ ไป ข้าจะนั่งรออยู่ตรงนี้แหละ ถ้าปลุกแล้วข้องใจอีก ก็ได้นะ ทีนี้ข้าไม่ออมมือละ”” ขุนแผนขู่เจ้าคนที่สองไป
ได้ผล หน้าของเจ้าคนที่สองถอดสีไป พลางรีบนั่งลงแก้ไขเจ้าคนที่สามจนรู้สึกตัว แล้วรีบไปช่วยเจ้าคนที่หนึ่งที่ยังนอนจุกอยู่บนพื้น จนทั้งสามคนได้ลุกนั่งได้
ขุนแผนก็เปิดฉากทันที ““ข้าบอกก่อนเลยว่า ข้าไม่ได้ขโมยม้าพวกเอ็งมา แต่วันวิ่งเตลิดมาข้าพยายามจับให้พวกเอ็งเท่านั้น พวกเอ็งมาไล่ฟันข้า ถ้าไม่ใช่ข้า เป็นคนอื่นคงตายไปแล้ว เอ็งมีอะไรจะพูดก็ว่ามา””
““คืองี้จ๊ะพี่ พวกเราเข้าใจว่าพี่ขโมยม้ามา ก็เลยกะจะเล่นพี่ให้เจ็บๆ พอจำแค่นั้นละจ๊ะ”” เจ้าคนที่สองพูดเกรงๆ ด้วยเห็นท่าทีของขุนแผนนั้นไม่ใคร่จะชอบใจนัก
““เออ ให้มันได้อย่างนี้ซิวะ เอาแค่เจ็บๆ ของเอ็ง ถ้าข้าหลบไปพ้น ป่านนี้หัวพับไปข้างหลังได้แล้ว เอาเหอะ ม้าตัวนี้ข้าขอซื้อไว้ละกัน ว่าแต่พวกเอ็งได้ม้าตัวนี้มาจากไหนหือ?”” ขุนแผนถามด้วยความสนใจด้วยม้าสีหมอกนั้นลักษณะดี จนไม่น่าจะได้มาอยู่กับเจ้าพวกนักเลงม้าพวกนี้ได้
““จ๊ะพี่ ม้าตัวนี้มันเป็นลูกม้าที่ติดมากับอีเหลือง ซึ่งเป็นม้าอยู่ในกลุ่มม้าที่หลวงศรีวรขานได้ไปซื้อมาจากเมืองมะริดประเทศอินเดีย ตามรับสั่งของสมเด็จพระพันวษา แต่ตอนที่ซื้อมาก็ได้ม้าตัวนี้ติดมาด้วย ไล่ยังไงก็ไม่ไป เห็นพวกเจ้าของม้าคนก่อนเขาเล่าว่า มันเป็นลูกของอีเหลืองกับม้าน้ำ ทำให้มีลักษณะอย่างนี้ นิสัยเกเรจ๊ะ เที่ยวไล่กัดกับม้าตัวอื่น และก็พยายามไล่กระทืบคนเลี้ยง คนเขาเอือมระอากันไปตามๆ กัน นี่พวกฉันก็เห็นมันแหกคอกออกมาก็รีบตามมา ถ้าพี่ชอบพวกฉันก็ให้พี่เลยละจ๊ะ ไม่อยากจะเลี้ยงมันอยู่แล้ว”” เจ้าคนที่สามตอบพลางยกมือไหว้ขุนแผน
““เฮ้ย ไม่ได้ เอางี้ข้าให้ราคาม้าตัวนี้ ๔ ชั่ง พวกเอ็งจะได้ไม่กลับไปมือเปล่า”” ขุนแผนกล่าวพลางส่งห่อเงินให้กับเจ้าสามคน ซึ่งพวกมันก็ยกมือไหว้ขอบคุณ พลางประคองกันเดินออกจากที่นั้นไปจนลับตา

ขุนแผนเมื่อเห็นพวกมันจากไปแล้ว ก็ขึ้นหลังเจ้าสีหมอก แล้วควบขับจนมาถึงยังตัวเมืองอีกแห่งหนึ่ง ก็หาคอกม้าแล้วใส่บังเหียน อานม้า และตอกเกือกม้าให้กับสีหมอก พลางควบขับออกนอกเมือง ขุนแผนนั้นแสนจะอิ่มเอมเปรมใจที่ได้ม้าคู่ใจมา ม้าสีหมอกนั้นเป็นม้าแสนรู้ มันก็ดีใจที่ได้นายดีเช่นกัน ทั้งคนทั้งม้าก็ควบขับอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน จากเช้าตรู่จนพลบค่ำ จึงได้มาถึงยังวัดแห่งหนึ่ง ที่วัดแห่งนั้นเกือบจะเป็นวัดร้าง ด้วยมีพระจำวัดอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น คือ หลวงปู่ช้างกับพระทอง ด้วยเมืองเกิดโรคระบาด ชาวเมืองก็พากันย้ายหนีไปยังที่ใหม่จนเกือบหมด แต่พระทั้งสองรูปไม่กลัวโรคระบาด ยังคงอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดดังเดิม

ขุนแผนมาถึงที่วัดเอาช่วงเวลาย่ำค่ำแล้ว จึงได้ขอเข้าพักที่วัดแห่งนี้ ซึ่งหลวงปู่ช้างก็ไม่ขัดข้อง ขุนแผนจึงได้นำม้าสีหมอกเข้าไปกินน้ำกินหญ้าที่หลังวัด ส่วนตนเองนั้นก็เข้ามานั่งสมาธิยังด้านในโบสถ์เก่าแก่ ที่กำลังจะพังไม่พังแหล่ วันนั้น ขุนแผนนั่งสมาธิจนสมาธิแน่นิ่งดำดิ่งลงสู่ ความสงบ
ก็ได้ยินเสียงในใจดังขึ้น ““ไปทางตะวันตกเรื่อยๆ จะพบสิ่งที่เจ้าต้องการ อย่าลืม ไปทางตะวันตก””

ขุนแผนเมื่อถอนจากสมาธิ ก็จำได้แม่นถึงเสียงที่ดังขึ้นในหัว รู้สึกยินดียิ่งนัก เมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ก็บริจาคเงินบำรุงวัดให้แก่หลวงปู่ช้าง แล้วรีบขึ้นม้าควบขับไปทางตะวันตกทันที เมื่อควบขับมาทางตะวันตกมาเรื่อย ๆ บ้านเรือนก็เริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนไป ขุนแผนนั้นเดินทางมา 4 วันแล้ว ยังไม่ได้พบอะไรเลย ก็ชักจะไม่แน่ใจกับเสียงที่บอกให้มาทางตะวันตก จนมาถึงยังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อเข้ามาในหมู่บ้าน ก็พบเห็นกลุ่มอันธพาลกลุ่มหนึ่งกำลังรุมล้อมหนุ่มสาวคู่หนึ่งอยู่ หนุ่มสาวคู่นี้หน้าตาดีแต่กำลังตื่นกลัวกับการข่มขู่ของพวกอันธพาลเหล่านี้

ขุนแผนเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่ไม่ยุติธรรมนี้ ก็ลงจากหลังมาเพื่อจะมาไกล่เกลี่ยให้แก่สองหนุ่มสาว แต่เจ้ากลุ่มอันธพาลเห็นขุนแผนแต่แรกอยู่แล้ว จึงแยกย้ายกันมารายล้อมอยู่รอบตัวของขุนแผน คงเหลือเพียง ๒ คนที่คุมเชิงหนุ่มสาวไว้ไม่ให้หนีไป ขุนแผนเมื่อเห็นเจ้าพวกอันธพาลมารุมล้อมตน ก็เข้าใจได้ทันทีว่าพวกมันต้องการอะไร จึงยกมือขึ้นบริกรรมคาถาม แล้วก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาจบ แล้วโยนก้อนหินขึ้นไปบนฟ้า ฉับพลันนั้นเอง ก้อนหินเมื่อปลิวขึ้นไปบนฟ้า ก็เปลี่ยนเป็นนกขนาดใหญ่ บินถาโถมลงมาไล่จิกตี กลุ่มพวกอันธพาลจนวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิงไป เหลือไว้แต่เพียงมีดาบที่ทิ้งเอาไวระเกะระกะเต็มถนนไปหมด

หนุ่มสาวทั้งสองเมื่อเห็นอานุภาพของขุนแผนที่เก่งกาจมากขนาดนั้น ก็ดีใจอย่างยิ่ง วิ่งเข้ามากราบ
““เราสองพี่น้องขอขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือเราจากเจ้าพวกอันธพาลพวกนั้น พ่อของพวกเราโดนพวกมันโกงจนกระทั่งติดหนี้พวกมัน พวกมันก็เลยมาทวงหนี้กับพวกเราไม่หยุดหย่อน เมื่อกี้ถ้าท่านไม่มาช่วยไว้ มันคงฉุดพี่สาวของเข้าไปข่มขืนแล้ว””
ขุนแผนเมื่อได้ฟังคำสองพี่น้อง ก็ดีใจที่ตนเองได้มาช่วยเหลือเอาไว้ แต่ก็โบกมือว่าไม่ต้องขอบคุณ แล้วขึ้นบนหลังม้าเพื่อจะควบขับจากไป แต่ชายหนุ่มนั้น ก็ปราดเข้ามาจับที่สายบังเหียนไว้ พลางร้อง ““ได้โปรดเถอะท่าน อย่าเพิ่งไปขอรับ ได้โปรดไปพักกินน้ำที่บ้านของเราก่อนเถิด อย่างน้อยเพื่อให้พวกเราได้ตอบแทนบุญคุณท่านสักน้อยนิดก็ยังดี””

ขุนแผนมองหน้าหนุ่มน้อย แล้วก็พยักหน้ารับ ปล่อยให้ชายหนุ่มจูงม้าสีหมอกเดินไปในหมู่บ้านอย่างช้า ระหว่างทางนั้นก็คุยกันได้ความว่า เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้ชื่อ “ยิ่ง” พี่สาวชื่อ “ชบา” ทั้งสองคนเป็นลูกของ “ยะขิ่น” อดีตช่างตีดาบจากเมืองพม่า ที่หนีเอาชีวิตรอดจากศัตรูมาซ่อนตัวที่นี่ได้กว่า 15 ปีแล้ว ขุนแผนเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของยิ่ง ก็รู้สึกสนใจด้วยตนเองก็พยายามหาช่างตีดาบเพื่อตีดาบให้แก่ตนเอง เมื่อมาถึงยังบ้านของยะขิ่นนั้น ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว ชบานั้นรีบวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อเตรียมทำอาหารเลี้ยงขุนแผน

ส่วนยิ่งนั้นเมื่อจูงม้าสีหมอกมาจนถึงหน้าบ้านก็รอจนขุนแผนลงจากหลังม้า แล้วก็ผูกม้าสีหมอกไว้ตรงข้างบ้านที่มีหญ้ามีน้ำกิน แล้วเดินมาหาขุนแผนที่ยืนรออยู่ที่หน้าบ้าน ยิ่งเดินหายเข้าไปในบ้านสักพัก แล้วก็เดินออกมาพร้อมกับชายวัยกลางคน ท่าทางล่ำสันแข็งแรง ข้าหงอกขาวบางส่วน เมื่อยะขิ่นได้ฟังคำของยิ่งที่เล่าว่าได้รับการช่วยเหลือจากขุนแผนอย่างไร ก็รู้สึกประหลาดใจที่คนมีวิชามีฝีมือ มาทำอะไรยังที่แห่งนึ้ แต่ก็ระงับความสงสัยเอาไว้ เดินพร้อมยิ่งออกมาต้อนรับขุนแผนเข้าเรือน

อาหารค่ำคืนนั้น มีหลายอย่าง มีทั้งน้ำพริก ยอดกระถิน ปลาทอด แถมตบท้ายด้วยน้ำเย็นๆ ขุนแผนก็นั่งผึ่งพุงสบาย พลางมองสบตากับยะขิ่น ที่นั่งมองขุนแผนด้วยความสนใจเช่นกัน
““พ่อเฒ่าตีดาบในวังหลวงของเมืองพม่าหรือจ๊ะ””
““ใช่ ข้าตีดาบให้กับพระเจ้าแผ่นดินและบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย ถ้าข้าไม่มีศัตรูปองร้าย ป่านนี้ข้าคงยังตีดาบอยู่ที่นั่นแหละ”” พ่อเฒ่าตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น เมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านมา
““คืองี้พ่อเฒ่า ข้ามีวัตถุดิบที่จะให้พ่อเฒ่าช่วยตีดาบให้ข้าสักเล่นหนึ่ง ไม่ทราบจะได้ไหมจ๊ะ?”” ขุนแผนถามพลางจ้องหน้ายะขิ่นเฒ่า เพื่อสังเกคสีหน้าว่าเขาสนใจหรือไม่ ปรากฎว่าเมื่อยะขิ่นได้ฟังคำของขุนแผน ก็สนใจทันที ลุกขึ้นมานั่งแล้วจ้องหน้าของขุนแผน
““เอ็งมีอะไรมาหรือ? หือไอ้หนุ่ม มีอะไรมาให้ข้าตีหรือ? ลองเอามาให้ดูถีรึ”?”

ขุนแผนจึงล้วงเอาห่อผ้ายันต์ออกมาคลี่ เพื่อให้ยะขิ่นได้เห็นของภายใน ยะขิ่นนั้นเมื่อเห็นวัตถุธาตุที่อยู่ภายในนั้นก็นิ่งขึงไป จนขุนแผนนั้นไม่แน่ใจว่าเขายังอยู่หรือเป็นหินไปแล้ว นานสองนาน ยะขิ่นถึงได้ถอนสายตาออกจากของภายในห่อนั้น พลางถอนหายใจ ลุกขึ้นยืน เดินกลับไปมาช้าๆพลางก้มหน้าอย่างใช้ความคิด พลางเดินไปมา แล้วก็หยุดถาม

““เอ็งแน่ใจหรือว่าจะให้ข้าตีให้ ไอ้หนุ่ม ของที่เอ็งเอามามันเป็นสุดยอดของอาถรรพ์ ๗ อย่างที่เขานำมารวมเพื่อหล่อหลอมและตีมันออกมาเป็นสุดยอดแห่งดาบ ข้าเองก็เคยได้ยินแต่อาจารย์ของข้าเล่าถึงวิธีการตีและหล่อหลอมมันออกมา แต่ว่าแม้แต่อาจารย์ของข้าก็ยังไม่เคยรวบรวมได้ครบ ข้าจึงได้เคยแต่รู้วิธีตี แต่ยังไม่เคยเห็นสักที ถ้าเอ็งต้องการ พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มตีให้เอ็ง”” แล้วพ่อเฒ่าก็ล้มตัวลงนอน ไม่พูดคุยอีก ทิ้งให้ขุนแผนนิ่งอึ้งไป

รุ่งเช้าวันต่อมา พ่อเฒ่ายะขิ่นก็ตั้งศาลเพียงตา กราบไหว้อยู่ครึ่งค่อนวัน ก็เริ่มก่อไฟเตาหลอม เร่งไฟจนแดงฉาน พ่อเฒ่าก็นำสัตตโลหะ มาหย่อนลงในเบ้าหลอม แต่หล่อหลอมอย่างไร เจ้าโลหะทั้งหลายก็ไม่ยอมรวมตัวกัน ทำเอาพ่อเฒ่างุนงงกับเหตุการณ์นี้ พ่อเฒ่าก็นิ่งคิดถึงคำสอนของอาจารย์
และแล้วพ่อเฒ่าก็เรียกชบามา พลางใช้มีดกรีดแขนของชบาเบาๆ พอมีเลือดออกมา ก็ให้ชบาหยดเลือดลงไป ๗ หยด น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก สัตตโลหะเมื่อได้รับเลือดของสาวพรหมจรรย์นั้น แล้วก็ค่อยๆ รวมตัวกันเข้ามา ปรากฏเป็นสีเขียวปีกแมลงทับเรืองรองอยู่ในเบ้าหลอม พ่อเฒ่าร้องออกมาด้วยความดีใจ พลางเทสัตตโลหะลงในแบบ รอจนเย็นลง ก็เริ่มตี เวลาผ่านไป ๗ วัน ดาบก็เป็นรูปเป็นร่าง

ระหว่างนั้นขุนแผนก็เดินทางเข้าป่าไปเพื่อหาไม้มาทำเป็นด้ามดาบ ก็ไปต้องตาเอาไม้ชัยพฤกษ์ ด้วยเป็นไม้ที่เป็นมงคลยิ่งนัก จึงได้ตัดมาทำด้ามดาบ จากนั้นก็เดินทางเข้าไปในป่าเพื่อหาเส้นผมของโหงพรายที่แรงฤทธิ์ มาบรรจุใส่ด้ามดาบ แล้วให้พ่อเฒ่าจัดการติดกับตัวดาบ เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว
ขุนแผนจึงได้ชักดาบออกมากวัดแกว่ง ปรากฏเมฆหมอกปั่นป่วนอลวน พลางมีเสียงฟ้าผ่าดังมาแต่ไกล ขุนแผนจึงได้ตั้งชื่อดาบนี้ว่า ““ดาบฟ้าฟื้น””


ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๓ (เริ่มการล้างแค้น)

กลางดึกคืนหนึ่ง ณ เรือนพักของขุนช้าง ที่เมืองสุพรรณบุรี เมื่อยามย่ำค่ำทุกผู้คนต่างหลับใหลในนิทรารมย์ ด้วยช่วงนี้เป็นช่วงหน้าหนาว อากาศหนาวเย็น นอนหลับสบาย โดยเฉพาะเจ้าขุนช้างยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนหัวค่ำกราบมือกราบตีนเมีย ขอยุ่งด้วยเหมือนดังเช่นเคย พอตกดึกก็นอนกรนครอกฟี้ หลับสบายหายห่วง สำหรับนางวันทองนั้น อ่อนเพลียจากการบุกทะลวงของขุนช้างทุกๆ คืน ก็อ่อนเพลีย พอเสร็จเรื่อง ก็นอนหลับไม่รู้เรื่องเช่นกัน สำหรับบ่าวไพร่ที่ทำงานหนักมาทั้งวัน พอตกดึก อากาศเย็นสบาย ก็มุดเข้ามุ้งนอนหลับสบาย

แต่มีอยู่ผู้หนึ่ง ไม่หลับใหลไปกับคนอื่น ในหัวใจคุคั่งไปด้วยไฟแห่งความแค้น เขาเดินทางมาจากที่อันไกลโพ้น เพื่อจะมาล้างแค้นขุนช้างที่ทำกับเขาไว้มาก มันต้องได้รับผลกรรมที่มันก่อไว้ เขาคิดในใจ เมื่อมาถึงยังเรือนของขุนช้าง เขาก็หยุดที่หน้าเรือน บริกรรมคาถา พลางใช้หัวแม่เท้าจิกธรณี เป็นเคล็ดในการตรึงบ้าน เพื่อให้ทุกคนในบ้านหลับสนิทไม่มีใครตื่น ถ้าเขาไม่ต้องการ หลังจากนั้น ก็พยักหน้าให้เงามืดที่เดินมาด้วยกัน เงามืดนั้นมี ๒ ร่าง ร่างหนึ่งเป็นเด็กผูกข้าจุกหน้าตา น่าเอ็นดู อีกคนหนึ่งเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ ดำทะมึน ...ใช่แล้วครับ เขาคนนี้คือขุนแผนนั่นเอง

ขุนแผนได้เดินทางมาไกลมาหลังจากที่ได้รับของวิเศษครบถ้วนตามต้องการแล้ว เขาก็เดินทางมาจากแดนไกล เพื่อจะมาทำการล้างอาย ล้างแค้น ไอ้ขุนช้าง เพื่อนทรยศ ที่ได้เคยฆ่าเขาทั้งเป็นมาแล้ว สำหรับร่างที่ติดตามเขามาทั้ง ๒ ร่างนั้น ร่างหนึ่งก็คือ กุมารทอง เป็นลูกของเขาที่เกิดกับนางบัวคลี่ที่เขาได้ผ่าท้องและนำเอามาทำพิธีกรรมจนเป็นกุมารทอง ส่วนอีกร่างหนึ่งคือ โหงพราย เป็นนายป่าช้าที่เขาได้สู้ชนะ และโหงพรายได้ยอมเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของเขา

กุมารทอง และโหงพราย ได้เดินนำหน้าขุนแผนขึ้นไปบนเรือน เล่นเอาผีบ้านผีเรือนนั้นกระเจิดกระเจิง หนีตายออกจากบ้านกันเป็นพัลวัน ด้วยกลัวฤทธิ์เดชของเจ้าสองตัวนี้ ขุนแผนเมื่อเดินขึ้นเรือนแล้ว ก็บอกกับกุมารทองและโหงพรายว่า
““ที่นี้ ให้ข้าจัดการเอง เอ็งทั้ง ๒ ไปทำธุระให้กับข้าอย่างหนึ่ง กุมารทองลูกทำหน้าที่บังตาคนอื่น ไม่ให้เข้ามาที่เรือนแห่งนี้ได้ ส่วนโหงพรายเจ้าไปดูแลม้าสีหมอก อย่าให้ไอ้โจรที่ไหนมันมายุ่งได้ …ไป ไปทำงานกันตามทีสั่งได้แล้ว””

กล่าวพลาง เดินเข้าไปในเรือน เวลาผ่านไปนานมาก จนเรือนของขุนช้าง บัดนี้ได้ทำการต่อเติมขยายออกไปมากมาย จนกระทั่งขุนแผนนั้น ตาลาย เดินหาห้องไม่ถูก เดินมั่วไปมั่วมา จนกระทั่งถึงห้องห้องหนึ่งที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นห้องนอนของขุนช้าง ด้วยความดีใจ ก็รีบร่ายมนตราคลายสะกดกลอนประตู (ถ้ามาปัจจุบันรวยไม่รู้เรื่อง อิอิ) ผลักประตูเข้าไป ก็มองเห็นม่านมุ้งที่กางอยู่ในห้อง ขุนแผน ก็ค่อยเดินเข้าไปอย่างช้าๆ ในใจนั้นก็นึกทบทวนถึงวิธีการในการแก้แค้นหลากหลายประการ พร้อมทั้งรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เจอหน้ากับนางวันทองอีกครั้ง สับสนอลหม่านอยู่ในใจของเขา

เมื่อยกสองมือเปิดม่านมุ้งออก ขุนแผนนั้นตกตะลึง ยืนแข็งค้างด้วยความตกใจ ด้วยร่างที่นอนอยู่นั้นหาใช่ ร่างอ้วนพลุ้ยหัวล้านของขุนช้าง หรือร่างงดงามของนางวันทองไม่ ร่างที่นอนอยู่ในม่านมุ้งแห่งนั้น กลับเป็นร่างของหญิงสาวรุ่นกำดัด อายุประมาณ ๑๔ ปี กำลังเริ่มแตกวัยสาว แต่ความงามของนางนั้นเล่า ทำให้หนุ่มผู้เจนโลก และผ่านหญิงงามมามากอย่างขุนแผนนั้นตกตะลึง ผมของนางยาวสลวยดำขลับ นุ่มดุจดั่งแพรวไหม หน้าผากนูนขาวสะอาด ดวงตาที่พริ้มปิดสนิทนั้นเล่าก็ได้รูปงดงาม ขนตายาวงอน จมูกโด่งน้อยๆ เป็นสันพองาม ปากเล็กๆ แดงระเรื่อ ลงมาเรื่อยจนถึง เนินหน้าอกที่เริ่มเป็นกระเปาะน้อยๆ เอวคอดกิ่ว สะโพกที่เริ่มผายนิดๆ พองาม สองเท้าเรียวยาว รวมเรือนร่างของนางช่างงดงามอย่างไร้ที่ติ

เสียงนกแสกที่ร้องดังมาแต่ไกล ปลุกขุนแผนให้ได้สติตื่นจากภวังค์ในความงาม โอ นางเป็นผู้ใดฤา จึงได้งดงามดุจดั่งนางอัปสรสวรรค์ เช่นนี้ ขุนแผนเมื่อได้สติ ก็บริกรรมคาถา เป่าไปยังร่างของนางเพื่อปลุกนางให้ตื่นขึ้นมา เพียงชั่วครูเดียว ร่างงามดั่งนางอัปสรสวรรค์นั้นก็เริ่มกระดุกกระดิก ม่านแพขนตางอนยาวนั้นก็เริ่มกระพือน้อยๆ นางเริ่มจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เมื่อดวงตางามของนางเปิดออก นางก็มองเห็นบรุษหนุ่มรูปงาม ที่นั่งยิ้มอยู่ที่ด้านข้างเตียงนอนของนาง ตามสัญชาตญาณ นางถดกายเข้ามายังอีกด้านหนึ่งของเตียง พลางยกผ้าห่มขึ้นมากอด ดวงตางดงามนั้นส่องประกายประหลาดใจ ปนความโกรธ และความระแวง คละเคล้ากันไป

ขุนแผนเมื่อเห็นนางงามรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ก็ยิ้มน้อย พลางนึกบริกรรมคาถามหาละลวย พลางเป่าเบาๆ ไปยังร่างของหญิงงามนั้น ร่างของหญิงงามนั้น เริ่มสั่นสะท้านน้อยๆ ภายในดวงใจดวงน้อยๆ ของนางนั้น เริ่มรู้สึกแปลกๆ ความกลัวและความไม่พอใจเริ่มลดน้อยถอยลง ความพึงใจกับความงดงามของบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า ก็เริ่มมีมากขึ้น จนนางเองยังรู้สึกประหลาดใจ ด้วยชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนเริ่มเข้าวัยสาวนั้น นางไม่เคยพึงพอใจใครง่ายๆ มาก่อน ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก

““สวัสดีจ๊ะ สาวน้อย เธอเป็นใครหรือจ๊ะ? ทำไมมาอยู่ที่เรือนของขุนช้างเล่าจ๊ะ? เป็นญาติกับขุนช้างหรือเปล่า”?”
สาวน้อยนั้น สะเทิ้นอาย เมื่อถูกถามไถ่จากชายหนุ่ม แต่เมื่อถูกรุมเร้าถามอีกครั้งจากขุนแผน นางจึงได้เอ่ยปากตอบไป
““ฉันชื่อ แก้วกิริยา จ๊ะ ฉันเป็นลูกสาวของพระยาสุโขทัย แต่ท่านพ่อติดหนี้กับขุนช้างเป็นจำนวนเงิน ๑๕ ตำลึงจ๊ะ ท่านพ่อเลยต้องให้ฉันมาขัดดอกกับขุนช้างจ๊ะ ฉันเพิ่งจะมาอยู่ได้วันนี้แหละจ๊ะ””

ขุนแผนนั้น เนื่องด้วยช่วงนี้ห่างจากสตรีเป็นเวลานาน กอปรกับรูปลักษณ์และกริยามารยาทของแก้วกิริยา ก็งดงามสมกับเป็นลูกพระยา ก็รู้สึกกระสันรัญจวนใจ รีบบริกรรมคาถามหาละลวยอีกคาบหนึ่ง เป่าไปยังกระหม่อมของแก้วกิริยาทันที จนร่างของแก้วกิริยาสั่นสะท้าน เมื่อขุนแผนเห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นมานั่งตระกองกอดร่างของแก้วกิริยาไว้ในอ้อมกอด แก้วกิริยานั้นหะแรกก็ดิ้นรนขัดขืนเล็กน้อย แล้วก็สะท้านไปทั้งร่างเมื่อถูกขุนแผนประทับจูบ ลิ้นของขุนแผนนั้นแทรกผ่านริมฝีปากบางเบา เข้าไปกระหวัดรัดพันกับลิ้นของแก้วกิริยา สร้างความเคลิบเคลิ้มแก่แก้วกิริยา จนเกิดความง่านและความเสียวซ่านในร่องหีสาวน้อย จนเริ่มหลั่งน้ำหล่อลื่นออกมาปริ่มๆ ที่ปากทาง

ขุนแผนแลกลิ้นกับแก้วกิริยาจนตัวอ่อนระทวย แล้วก็ค่อยๆ วางร่างของแก้วกิริยาลงกับเตียงนอน พลางประทับจูบแผ่วเบาไล่ ตั้งแต่หน้าผาก สองตา ปลายจมูก จนกระทั่งมาถึงริมฝีปากของนาง บดขยี้อย่างรุนแรง ทำให้แก้วกิริยาถึงกับลืมความเป็นกุลสตรี ยกสองแขนขึ้นกอดคอของขุนแผน
สองมือนั้นเล่าก็ลูบผมหยักสลวยของขุนแผนไปมา

ขุนแผนเมื่อประทับจูบจนสาแก่ใจแล้ว ก็ค่อยๆ ไล่จูบแผ่วเบามาตามซอกคอ จนถึงเนินอกขาวผ่องของแก้วกิริยา พลางใช้มือค่อยๆ ปลดผ้ารัดอกของนางออก ทรวงอกของสตรีแรกรุ่น เผยออกมาให้ขุนแผนเห็นเป็นกระเปาะน้อยๆ ด้วยเริ่มจะแตกวัยสาว ปลายหัวนมนั้นชี้ชันน่าดูด เห็นเป็นสีชมพูเข้มด้วยมีเลือดไปหล่อเลี้ยงมากมาย สั่นระริกน้อยๆ ตามอารมณ์ของเจ้าของ ขุนแผนเห็นแล้วทนไม่ไหว ก้มลงดูดหัวนมข้างขวาเข้าปาก
ดูดดุนด้วยปาก ลูบไล้ด้วยปลายลิ้น สองหูได้ยินเสียงครางแผ่วเบาของเจ้าของนม สองมือนั้นเล่าก็บีบเคล้าแผ่วเบาที่ฐานเต้าอ่อน จากข้างซ้ายย้ายมาข้างขวา

ขุนแผนดูดดุนหัวนมของแก้วกิริยาอย่างมิรู้เบื่อ จมูกนั่นก็สูดดมกลิ่นอายที่ผสมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ผสมกันจนทำให้ขุนแผนแสนจะคลั่งไคล้ จูบไล่ดะลงมายังหน้าท้องที่แบนราบ จนมาถึงยังสะโพกผายกว้างที่ยามนี้บิดไปมา บ่งบอกถึงเจ้าของสะโพกว่ารู้สึกอย่างไร มือของขุนแผนนั้นสั่นระริกด้วยความรู้สึกเงี่ยนที่รุนแรงจนทำเอาเขาแทบยับยั้งเอาไว้ไม่อยู่ เขาไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้มาก่อน ขุนแผนไม่เคยทำรุนแรงกับหญิงคนใดที่ได้สัมผัสกับรสรักของเขา แต่แก้วกิริยากลับทำให้เขานั้นแทบคลุ้มคลั่ง

มือของขุนแผนจับที่ผ้านุ่งของแก้วกิริยากระชากออกอย่างรุนแรง จนร่างของแก้วกิริยานั้นสะท้านตามแรงกระชากของขุนแผน สองเต้าที่ยังชูชันเป็นกระเปาะสะเทือนน้อยๆ ร่างของแก้วกิริยานั้นเปลือยเปล่าขาวโพลน ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก ขุนแผนครางเบาๆ ในลำคอ พลางก้มลงดูดดุน ไซร้ไปทั่วร่างงามของแก้วกิริยา สร้างความปั่นป่วนจนแก้วกิริยานั้นบิดร่างขาวโพลนไปมาดุจดั่งร่างของงูขาว ที่ดีดดิ้นไปมาตามพายุอารมณ์ที่ก่อเกิด

ขุนแผนเมื่อเห็นว่าแก้วกิริยานั้นพร้อมแล้ว ก็จ่อควยอาคมช้าๆที่ปากช่องทางของแก้วกิริยาที่ยังปิดสนิทอยู่ แต่มีน้ำเงี่ยนใสๆ ไหลออกมาน้อยๆ ปลายหัวควยอาคมแตะยังแคมร่องหีของแก้วกิริยา แล้วค่อยๆ แหวกเข้าไปที่ละนิด ในความรู้สึกของขุนแผนนั้น มันช่างเป็นช่องทางที่บีบรัด คับแคบแต่อบอุ่น แถมภายในยังตอดรัดอย่างรุนแรง จนเป็นครั้งแรกที่ขุนแผนนั้นต้องหยุดตัวเองไว้ก่อน ด้วยกลัวที่จะหลั่งออกมาจนทำให้ตนต้องขายหน้า

ขุนแผนจึงก้มหน้าลงดูดดุนไปยังปลายยอดของเต้านมแก้วกิริยาอีกครั้ง ส่วนเต้าอีกข้างนั้นก็ใช้มือลูบไล้ไปมา สองนิ้วก็บีบบี้ปลายติ่งเต้า จนมันแข็งชูชันสู้มืออีกครั้งหนึ่ง แก้วกิริยานั้นเสียวสะท้านครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเป็นครั้งแรกในวัยสาวที่มีชายหนุ่มมากระทำกับตนดั่งนี้ เมื่อขุนแผนก้มหน้าลงดูดดุนกับปลายยอดทรวงก็แอ่นอกให้ขุนแผนดูดดุนอย่างเต็มที่ สองมือลูบไล้ที่ผมอ่อนสลวยหยักศกของขุนแผนไปมา

เมื่อขุนแผนจ่อควยอาคมเข้ากับร่องหีของตน แก้วกิริยาก็อ้าขาออกเปิดทางสะดวกให้แก่ขุนแผน เมื่อควยอาคมแทรกเข้ามายังร่องหีของนางนั้น ความเจ็บปวดจากการถูกควยทะลวงหีเป็นครั้งแรกนั้น กลับบางเบาไปด้วยอิทธิฤทธิ์ของควยอาคม ยามที่มันเริ่มชำแรกเข้ามา แก้วกิริยารู้สึกเหมือนกับร่องหีจะฉีกออกเป็นสองข้าง แต่ก็เจือปนไปด้วยความเสียวซ่าน นางจึงอ้าขาออกกว้างกว่าเดิม รอรับกามทัณฑ์ด้วยความเต็มใจ

ขุนแผนเมื่อรอจนกระทั่งรู้สึกว่าจะไม่ล่มปากอ่าวแล้ว ก็ค่อยๆ ชักควยอาคมขึ้นมา เห็นควยอาคมนั้นเป็นมันปลาบอาบไปด้วยสายเลือดเส้นเล็กๆ จางๆ จากร่องหีของแก้วกิริยา ซึ่งเป็นการบอกให้รู้ว่าแก้วกิริยานั้นยังเป็นสาวพรหมจารีอยู่ เมื่อควยอาคมรูดออกมาช้าๆ ก็ลากเอาแคมหีที่ฟิตแน่นของแก้วกิริยานั้นติดขึ้นมาด้วย แก้วกิริยาก็แอ่นตูดตามควยอาคมด้วยความลืมตัว แล้วขุนแผนก็กระแทกเข้าไปในร่องหีของแก้วกิริยาอย่างสุดแรง
ด้วยความรู้สึกเงี่ยนอย่างที่สุดในชีวิตของเขา เขากระทำกับแก้วกิริยาอย่างป่าเถื่อน เหมือนดังกับนางไม่ใช่คน ตูดกระแทกสุดแรงทุกครั้ง ส่ายควยไปมาอย่างรุนแรงอย่างไม่สนใจว่านางจะเจ็บหรือไม่ ปากนั้นดูดดุน ขบกัดปลายถันของนางอย่างรุนแรง

แต่แก้วกิริยานั้นในตอนแรกก็รู้สึกกลัวและเจ็บปวดกับการกระทำของขุนแผน แต่เมื่อผ่านไปนางกับรู้สึกชอบกับความรุนแรงที่ขุนแผนได้ประเคนให้ ขุนแผนนั้นยามนี้หูอื้อตาลายด้วยความตอดรัดแน่นในร่องหีสาวน้อยที่เขาได้รับ เขากระแทกสุดแรงทุกครั้งเหมือนดังกับต้องการให้ร่องหีที่ตอดรัดควยอาคมของเขานั้นพังทลายไป และแล้วก็มาถึงยังจุดสุดยอดที่มนุษย์ใฝ่ฝันถึง ขุนแผนกระแทกสุดแรงแล้วฉีดน้ำควยพุ่งเข้าร่องหีของแก้วกิริยาอย่างท่วมท้นจนล้นออกมานอกร่องหีเนืองนองไปหมด

แก้วกิริยาเมื่อถูกกระแทกจนเคลิบเคลิ้ม รู้สึกเหมือนดังกับร่างลอยเบาลอยสูงขึ้น สูงขึ้น แล้วในที่สุดก็ตกมาจากที่สูง เสียวซ่านจนถึงจุดสุดยอดเมื่อน้ำควยร้อนลวกของขุนแผนฉีดมากระทบกับมดลูกของนาง สองแขนก็กอดรัดร่างของขุนแผนไว้แน่น สองขากระหวัดรัดตูดของขุนแผนไว้แน่นเหมือนต้องการให้มันชำแรกมาในร่างเดียวกับนาง

เมื่อเสร็จกิจแล้วขุนแผนก็ได้สติ รีบลุกขึ้นมาแต่งกายอย่างรีบร้อน ในใจตนนั้นก็ละอายใจที่ตนเองล่วงเกินเด็กสาวคนนี้อย่างไม่ยั้งคิด แถมยังกระทำทารุณกับนางทั้งที่นางยังเป็นเด็กสาว ซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าตนเองไฉนจึงเป็นเช่นนั้น เมื่อเสร็จกิจแก้วกิริยาก็ไม่แสดงอาการอะไร หยิบเสื้อผ้ามาแต่งกายด้วยอาการสงบ ขุนแผนซะอีกบังเกิดความรักและสงสารกับแก้วกิริยาเป็นอย่างยิ่ง จึงนั่งลงตระกองกอดร่างน้อยๆ ไว้แน่น
““น้องแก้ว พี่ชื่อขุนแผน พี่รักน้องมาก แต่การที่พี่ลวงเกินน้องไป พี่จะรับผิดชอบ พี่จะรักและเลี้ยงดูแก้วกิริยาตลอดไป น้องแก้วมาเป็นเมียของพี่แผนเถิดนะจ๊ะ””

แก้วกิริยานั้นเมื่อได้ฟังคำของขุนแผน ร่างก็เริ่มสั่นระริก แล้วในที่สุดหยาดน้ำใสๆ ก็ไหลรินออกมาจากดวงตาใสงามของนาง ดุจดั่งเป็นเม็ดไข่มุก ขุนแผนเห็นแก้วกิริยาร้องไห้ก็รีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ พลางกอดร่างของแก้วกิริยาแน่นด้วยความรักสงสารที่ตื้นตันในหัวอกของเขา ขุนแผนตระกองกอดจนแก้วกิริยาเริ่มง่วงจะหลับ ก็ลุกขึ้นแล้วหยิบเอาห่อเงินออกมา พลางวางไว้บนอกของแก้วกิริยา พลางกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู
““น้องแก้วจ๊ะ ห่อนี้เป็นเงิน ๔๕ ชั่ง พี่แผนให้น้องแก้วเอาเงินนี้ไปไถ่ตัวของน้องออกมา แล้วออกไปตั้งตัว รอจนพี่แผนเสร็จธุระแล้ว พี่แผนจะมาหาน้อง”” เมื่อขุนแผนกล่าวเสร็จ ก็บริกรรมคาถาสะกดให้แก้วกิริยานั้นหลับใหลสู่นิทรารมย์อันสุขสมทันที

ขุนแผนออกจากห้องของแก้วกิริยา เดินตามหาห้องนอนของขุนช้าง เมื่อเดินมาจนสุดตัวเรือนก็ไม่พบว่าห้องของขุนช้างอยู่ที่ไหน ขุนแผนรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก ด้วยรู้สึกว่าขุนช้างก็คงกลัวว่าตนจะมาล้างแค้นจึงได้ซ่อนห้องนอนของตนเองไว้อย่างลึกลับ เพื่อป้องกันมิให้ขุนแผนมาหาพบ ในที่สุดขุนแผนก็หมดความอดทน ทรุดนั่งลงพนมมือขึ้น บริกรรมคาถาเบาๆ เรียกเหล่าผีบ้านผีเรือนที่กระเจิดกระเจิงมาพบ แล้วถามไถ่จนรู้ว่า ห้องของขุนช้างนั้นมีทางเข้าอยู่ที่ห้องของแก้วกิริยานั่นเอง ด้วยขุนช้างนั้นสร้างเรือนใหม่ โดยให้ห้องทั้งหมดล้อมห้องของตนเองไว้ เพียงเจาะช่องระบายลมที่เพดาน และที่พื้นห้อง จนห้องนั้นเย็นสบาย แต่ทางเข้านั้นกลับมาทางเดียวคือต้องผ่านที่ฝาของห้องนอนแก้วกิริยา

ขุนแผนได้รู้ดังนั้นจึงเดินกลับมายังห้องของแก้วกิริยา เดินเข้ามาที่ฝาข้างที่อยู่หัวเตียงของแก้วกิริยา แล้วยกมือขึ้นโยกที่ห้อยตะเกียงที่แขวนอยู่ ที่แขวนนั้นถูกโยกลงแล้ว ก็มีเสียงแอ๊ดเบาๆ ฝาด้านนั้นเปิดออกน้อยๆ ขุนแผนจึงเดินมายังฝานั้นเปิดออกแล้วเดินเข้าไปภายในฝานั้น เป็นช่องทางที่มืดสนิท เมื่อขุนแผนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในช่องทางนั้น ข้างๆ หูก็ได้ยินเสียงของกุมารทอง
““อย่าเพิ่งก้าวเข้าไปจ๊ะพ่อ มันเป็นกับดัก หนูสอบถามจากไอ้พวกผีบ้านผีเรือนแล้วจ๊ะ พวกมันบอกว่าพ่อจะต้องใช้ดาบแทงเข้าไปที่ช่องทางด้านซ้ายมือจ๊ะ แล้วกับดักจะไม่ทำงานจ๊ะ””

ขุนแผนได้ฟังดังนั้น ก็ชักดาบฟ้าฟื้นออกจากฝัก เสียงดังครืนครั่นของฟ้าร้องดังมาแต่ไกลยามเมื่อดาบฟ้าฟื้นพ้นจากฝัก ก็ส่องประกายสีเขียวเรืองรอง จนใบหน้าของขุนแผนนั้นกลายเป็นสีเขียว แสงจากดาบนั้นส่องให้เห็นร่องเล็กที่ฝาด้านซ้ายมือของเขา ขุนแผนจึงเสียบดาบเข้าไป มีเสียงดังฉับ แล้วขุนแผนก็ก้าวเดินเข้าไปตามทางนั้น ก็เห็นมีที่วางตะเกียงเปล่าอยู่อันหนึ่ง นอกนั้นไม่มีอะไร ก็ได้ยินเสียงข้างหูขึ้นอีก
““พ่อต้องหมุนคันโยกมาทางขวา ๓ รอบ มาทางซ้ายอีกรอบหนึ่ง จากนั้นก็ดันคันโยกขึ้นจนสุด ฝาถึงจะเปิดได้จ๊ะพ่อ””
ขุนแผนก็ทำตามคำแนะนำของกุมารทอง และแล้ว ฝาด้านหน้าของเขาก็เผยออก ขุนแผนก็เดินเข้าไปในห้องนั้นทันที

*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #7 on: December 02, 2014, 10:20:51 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๔ (ชีวิตที่มาใหม่กับการถูกตามล่า)

ขุนแผนเดินผ่านเข้ามาในห้องลับที่เป็นห้องนอนของขุนช้างและนางวันทอง สภาพในห้องที่ขุนแผนได้เห็น ทำให้ขุนแผนต้องถึงกับนิ่งอึ้ง ด้วยภายในห้องนั้นตกแต่งอย่างสวยงาม กลางห้องนั้นเป็นเตียงนอนกว้างใหญ่ มีร่างของหญิงชายคู่หนึ่งนอนกอดก่ายกันแนบแน่น อาจเป็นเพราะอากาศที่หนาวเย็น แต่ภาพนั้นทำให้ไฟแค้นในหัวอกของขุนแผนนั้นลุกโหม ถ้ามันสามารถออกมาเผาผลาญคนในห้องได้ คงจะเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก

ภาพที่เห็นได้ฟาดหัวใจของขุนแผนจนแหลกละเอียดไม่เหลือหรอ ขุนแผนทรุดกายลงนั่งอย่างคนหมดแรง สองมือที่กำดาบฟ้าฟื้นนั้นสั่นระริก น้ำตาของลูกผู้ชายไหลรินหลั่ง มันอาจจะไม่ไหลออกมามากมายนัก เพราะส่วนที่เหลือมันกลับไหลไปท่วมอยู่ที่ห้วงหัวใจของเขา ขุนแผนบุรุษรูปงามที่เคยมาดมั่น เคยต่อสู้กับข้าศึกศัตรูมามาก แต่กลับพ่ายต่อสนามรัก ….ขุนแผนนั้นพังทลายแล้ว

เวลาผ่านไปจนจวบใกล้รุ่งสาง เสียงของไก่ขันวิเวก มาตามสายลมอ่อนที่พัดเฉี่อยฉิว ได้ปลุกขุนแผนจากห้วงแห่งความเศร้าโศก ขุนแผนตระหนักดีว่า เวลามีเหลืออีกไม่มากนัก เพราะเวลาเช้า มนตราที่สะกดไว้จะเริ่มเสื่อมคลาย เขาจึงลุกขึ้นยืนและเดินมายังเตียงที่สองชายหญิงนอนกอดก่ายกัน พลางก้มลงดึงร่างของนางวันทองขึ้นมา

โอ้อนิจจา นางวันทองที่เคยสะคราญโฉม งดงามไร้เดียงสา มาบัดนี้กลับทรุดโทรมลงไปมาก แก้มซูบตอบ ขอบตาลึกดำคล้ำ ร่วงโรยจนดูชรากว่าอายุจริง สังขารนั้นมันไม่เที่ยง มันเป็นอนิจจัง ขุนแผนก้มดูหญิงที่เคยเป็นคนรัก ที่เคยเป็นเมียรัก และที่เคยทำร้ายหัวใจของเขา ดูแล้วทำให้หัวใจของขุนแผนนั้นผ่อนคลายความแค้นลง ด้วยนางวันทองนั้นกลับมิได้อยู่อย่างขุนช้างอย่างมีความสุขแน่นอน ด้วยลักษณะของนางนั้นบอกต่อเขาได้อย่างชัดเจน

ขุนแผนจึงอุ้มนางวันทองออกมาจากห้อง วางลงบนเตียงของแก้วกิริยา แล้วเดินกลับมายังห้องนอนของขุนช้างอีกครั้ง ขุนช้างยังนอนหลับไม่รู้เรื่อง ตามธรรมดาคนที่ใกล้จะพบกับเคราะห์ร้าย จะต้องมีลางอะไรบางอย่างมาชี้บอกเสมอ แต่ด้วยความซวยของขุนช้างนั้นมันยิ่งกว่า เพราะกระทั่งลางบอกเหตุร้ายนี้ก็ไม่มีซักน้อยนิด ขุนแผนยืนมองขุนช้างอยู่ชั่วขณะ สมองของขุนแผนกำลังวิ่งราวกับหนูที่วิงอยู่ในวงล้อ ในที่สุดขุนแผนก็ยิ้มออกมา แล้วเดินเข้าไปหาขุนช้างที่นอนอยู่บนเตียงอย่างช้าๆ


ยามเช้าวันนั้น อากาศดีมาก มีหมอกบางๆ ลงอยู่ทั่วไปหมด ขุนแผนและนางวันทองกำลังนั่งอยู่บนหลังของม้าสีหมอก ควบขับผ่านอากาศเย็นสดชื่นของยามเช้า พลางสนทนากันอย่างมีความสุข ด้วยทั้งสองนั้นได้ปรับความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อย ขุนแผนนั้นในหัวใจยังมีนางวันทองอยู่เต็มหัวใจ เมื่อได้รับฟังความอธิบายของนางวันทอง ก็เชื่อโดยทันทีและพร้อมที่จะยกโทษให้แก่นาง พร้อมเสมอที่จะรับนางกลับมาเป็นภริยาของเขา

เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงยังน้ำตกแห่งหนึ่งที่สวยงามสะอาด มีน้ำตกตกกระแทกโขดดินเป็นฟูฝอย นกกาหากินอยู่แถบนั้นอย่างมากมาย งามประดุจดั่งสรวงสวรรค์ ขุนแผนจึงได้หยุดพักที่น้ำตกแห่งนั้น และล้วงเอาเสบียงกรังออกมาแบ่งให้กับนางวันทองได้ทานด้วย ถึงแม้จะเป็นเพียงเนื้อย่างที่แห้งกรังแข็งกระด้าง ข้าวเหนียวที่เย็นชืด แต่สำหรับทั้งสองนั้น ช่างเอร็ดอร่อยเหลือเกิน

ช่วงเวลาแห่งความสุขมักสั้นกระชั้นนัก ไม่นานนักทั้งสองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังกระชั้นมา ในที่สุดก็เห็นกลุ่มคนที่นำโดยขุนช้าง ซึ่งตอนนี้ได้นำบ่าวไพร่จำนวนมากของบ้านเขามาเพื่อจะมาชิงตัวนางวันทองคืน ขุนช้างนำขบวนของบ่าวไพร่ ซึ่งถืออาวุธครบมือ มีทั้งดาบ ทั้งขวาน และบางคนที่หาอาวุธไม่ได้ก็มีดุ้นแสมติดมือมา ท่าทางขึงขัง เมื่อขบวนของขุนช้างมองเห็นร่างของหนุ่มสาวทั้งสองที่นั่งพร่ำพรอดกันอยู่อย่างมีความสุขข้างน้ำตก ขุนช้างก็โบกมือนำพรรคพวกตรงเข้าไปหาโดยทันที

““ไอ้แผน ไอ้สารเลว มึงกล้ามาชิงน้องวันทองไปจากกู มึงต้องตายแน่แล้ว แต่กูจะให้มึงตายดีๆ ถ้ามึงส่งน้องวันทองมาให้แก่กูโดยดี ไม่งั้นมึงต้องตายอย่างทรมานแน่ ว่าไง หา”” ขุนช้างตะคอกใส่ขุนแผนที่นั่งยิ้มทำทองไม่รู้ร้อน
““น้องวันทองจ๊ะ แถวนี้ชักไม่ค่อยจะดีแล้วนะ พี่แผนหนวกหูเสียงหมาเห่าน่ะ เราไม่หาที่ใหม่กินข้าวเช้ากันดีกว่านะ พี่แผนได้กลิ่นเหม็น สงสัยมีใครบางคนคงไปกินชี้มาแน่เลยนะจ๊ะ”” ขุนแผนกล่าวพลางชักชวนให้นางวันทองลุกขึ้นเพื่อขึ้นมาสีหมอกไปจากที่นี่

ขุนช้างได้ฟังดังนั้น ก็หันไปบอกกับลูกน้อง ““เฮ้ย ปากกูเหม็นจริงหรือเปล่าวะ”?”
ลูกน้องได้ฟังก็ส่ายหน้า บางคนก็อมยิ้ม แต่มีอยู่คนหนึ่งทะลึ่งกว่าเพื่อน เสือกเอามืออุดจมูก แล้วโบกมือไปมา ขุนช้างเห็นดังนั้น จึงยกเท้าถีบไอ้คนทะลึ่งถลาลงน้ำตกไป ขุนช้างเห็นขุนแผนอุ้มนางวันทองขึ้นหลังมาสีหมอกไป ก็โกรธอย่างที่สุด ถลาเข้ามาฟันใส่ขุนแผน นางวันทองที่เห็นขุนช้างถลาเข้ามาฟันขุนแผนด้านหลัง ก็ร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ พลางยกมือเพื่อผลักขุนแผนให้หลบไปจากดาบของขุนช้าง ขุนแผนได้รับคำเตือนจากกุมารทองก็ระวังตัวอยู่แล้ว เมื่อขุนช้างถลามาถึง ก็เบิกตากว้าง แล้วตะโกนดังลั่น ““เฮ้ย””

ขุนช้างนั้นหยุดชะงัก นิ่ง ขุนแผนเมื่อสะกดขุนช้างแล้ว ก็เดินช้าๆ เข้ามาหา พลางใช้ดาบของขุนช้าง กรีดตัดเสื้อผ้าของขุนช้างออก เผยให้เห็นร่างที่มีขนรุงรังของขุนช้าง และที่แปลกมากก็คือ บนหน้าอกของขุนช้างนั้น มีรอยสักสีแดงอยู่ เป็นคำว่า ““ไอ้หน้าตัวเมีย”” สำหรับท่อนล่างที่ท้องน้อยนั้น ก็มีรอยสักมีเขียวเป็นคำว่า ““แย่งเมียเพื่อน”” สักอยู่ชัดเจน ซึ่งรอยสักนั้นเป็นที่รู้กันว่า ถ้าไม่ลอกหนังออกมันจะไม่จางหายไป ขุนแผนนั้นได้จัดการสักคำทั้งหมดนี้บนตัวของขุนช้าง ก่อนที่เขาจะออกจากเรือนของขุนช้างมา เพื่อเป็นการแก้แค้นขุนช้างที่ได้ทำกับเขาและนางวันทองไว้

เมื่อขุนแผนได้ขึ้นม้าไปกับนางวันทองแล้ว บรรดาลูกน้องของขุนช้างก็ไม่รู้จะทำยังไงกับขุนช้างดี ด้วยขุนช้างนั้นนิ่งขึงไม่ขยับไปไหน ก็มีบ่าวคนหนึ่งเสนอความเห็นว่าให้แบกขุนช้างขึ้นขี่คอบ่าวคนหนึ่งไปจะดีกว่า ส่วนอีกคนหนึ่งไม่เห็นด้วยบอกว่าตัวของขุนช้างนั้นหนักน้องๆ ช้าง ถ้าให้ขี่คอบ่าวคนไหนต้องมีอันคอหักตายเป็นแน่ บ่าวทั้งหมดถกเถียงกันอยู่เป็นนานจนเวลาผ่านไปจนสายแล้ว ก็ได้ข้อตกลงกันว่า จะให้บ่าวสองคนประคอง โดยเอาแขนของขุนช้างคล้องคอบ่าวข้างละคน แล้วค่อยๆ เดินจนกลับไปที่เรือนของขุนช้าง เมื่อได้ข้อตกลงดังนั้นแล้ว บ่าวสองคนก็ก้มลงดึงแขนของขุนช้างคล้องคอของตนคนละข้าง แล้วออกแรงประคองร่างของขุนช้างออกเดินไปกับพวกตนเข้าไปในเมือง

ที่เมืองสุพรรณบุรี ยามนี้เป็นช่วงที่ชาวบ้านต่างก็กำลังออกมาเพื่อไปทำธุระหรือทำงาน เมื่อเห็นขบวนแห่ของบ่าวไพร่ที่แบกร่างของขุนช้างเดินตัดผ่านมากลางเมือง ก็สงสัยพากันเรียกพี่น้อง พ่อแม่ ลุงป้า น้าอา ออกกันมาทั้งโคตร เพื่อมาดูว่าขบวนของขุนช้างนั้น มาทำอะไรกัน แต่เมื่อมาถึงยังขบวน เห็นขุนช้างนั้นแก้ผ้าล่อนจ้อน ก็หัวเราะกันครืนไปทั้งบาง และเมื่อมีผู้รู้หนังสือได้อ่านรอยสักบนตัวของขุนช้าง ทั้งบนและล่างดังๆ ออกมาจนได้ยินกันทั่ว คราวนี้เสียงฮา ดังครืนไปทั่วทั้งบาง กว่าที่ขุนช้างจะถูกบ่าวแบกถึงเรือน เรื่องตลกนี้ก็เล่ารือกันไปจนถึงกรุงศรีอยุธยานั่นเลยทีเดียว

ขุนแผนนั้นเมื่อจัดการกับขุนช้างแล้ว ก็เดินมาขึ้นมาสีหมอกพลางควบขับออกไปกับนางวันทอง ทั้งสองนั้นเดินทางไปพร่ำพรอดกัน จนมาถึงยังชายป่าแห่งหนึ่ง ขุนแผนก็ใช้มีดตัดเถาวัลย์ มาสานเป็นเปลและนำมาแขวนไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ สูงจากพื้นดินมากมายนัก เพื่อป้องกันสัตว์ป่ามาทำร้ายในตอนกลางคืน สำหรับม้าสีหมอกนั้น ขุนแผนก่อกองไฟไว้ให้ และสั่งให้โหงพรายนั้นเฝ้าดูแล ส่วนตัวของเขาและนางวันทองนั้น โหงพรายก็ได้ยกร่างทั้งสองขึ้นมาวางให้บนเปลอย่างนิ่มนวล

ขุนแผนนั้นนอนกอดร่างของนางวันทองจนหลับไป อากาศในช่วงกลางดึกหน้าหนาวนั้นช่างหนาวเย็นยิ่งนัก และยิ่งอยู่ในป่านั้นก็ยิ่งหนาวเย็นมากขึ้น ดังนั้นขุนแผนจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความหนาว และมองไปเห็นร่างของนางวันทองก็หนาวเย็นเช่นกัน เขาจึงลุกขึ้นจากเปล แล้วประคองร่างของนางวันทองขึ้นมานั่งบนตักของเขาบนต้นไม้ ทั้งสองตระกองกอดกันแบ่งปันไออุ่นซึ่งกันและกัน

สองมือของขุนแผนนั้นลูบไล้ไปตามเรือนร่างอวบอัดสมบูรณ์ของนางวันทอง สองมือของนางวันทองนั้นก็กอดร่างของขุนแผนไว้แน่น ขุนแผนนั้นเมื่อได้กลิ่นสาบของนางวันทอง ซึ่งเป็นกลิ่นที่ตนเองนั้นได้เฝ้าฝันถึง ไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น ก็สุดจะทนทานได้ ก้มหน้าลงประทับจูบยังริมฝีปากอวบอิ่มของนางวันทอง พลางยื่นลิ้นไปกระหวัดพันกับลิ้นของนางวันทอง

นางวันทองเมื่อเจอกับลีลาของขุนแผนก็ถึงกับเคลิบเคลิ้ม ปล่อยให้ขุนแผนนั้นปลดผ้าแถบรัดหน้าอก ปล่อยหน้าอกที่อวบใหญ่หลุดออกมากระเพื่อมอยู่ตรงหน้า ขุนแผนก้มลงดูดดุนปลายถันสีน้ำตาลอ่อนหายเข้าไปในปากพลางดูดดุนด้วยปากและลิ้น มืออีกข้างก็เคล้นคลึงเต้าอีกข้าง ปลายนิ้วก็บีบบี้ปลายถันจนมันแข็งขี้ชัน เมื่อขุนแผนดูดดื่มเต้าถันจนอิ่มเอมใจแล้ว ก็จับร่างของนางวันทองยืนขึ้น พลางถลกผ้านุ่งของนางวันทองขึ้น เผยให้เห็นสะโพกผายกว้าง ท้องทุ่งรกเรื้อไปด้วยหญ้าจนมองไม่เห็นปากทางเข้า

ขุนแผนก็ปลดกางเกงของตนปล่อยให้ควยอาคมนั่นแข็งเด่ ชูหัวแดงร่า บอกอารมณ์ของเจ้าของอย่างชัดเจน จากนั้นก็ค่อยๆจับร่างของนางวันทองนั่งลง ให้ปากทางของนางวันทองนั้นอมหัวของควยอาคมเข้าไปที่ละน้อย ขุนแผนนั้นแสนจะแปลกใจที่หีของนางวันทองนั้นหาได้ฟิตไม่ เขามีความรู้สึกดุจดั่งควยอาคมของเขานั้น แหย่เข้าไปในปล่องอะไรซักอย่างที่หลวมกว้าง

สำหรับนางวันทองนั้นเมื่อควยอาคมของขุนแผนนั้นแหย่เข้าไปในร่องหีของนางนั้น นางกลับไม่แสดงอาการเสียวแต่อย่างใด ขุนแผนนั้นทอดถอนใจ
ในที่สุดสิ่งที่เขากลัวนั้นมันก็มาถึง หีของนางวันทองนั้นกลวงบานออกตามขนาดควยพิสดารของขุนช้างไปเสียแล้ว มันคงไม่อาจกระชับได้ดั่งเดิม ขุนแผนจึงดึงร่างของนางวันทองขึ้นยืน ตนเองนั้นพนมมือบริกรรมคาถาที่อาจารย์ได้เคยสอนไว้เมื่อยามที่ทำควยอาคมให้แก่เขา เมื่อบริกรรมผ่านไปหนึ่งคาบ ควยอาคมของขุนแผนนั้นขยายขนาดขึ้นมาก เมื่อขุนแผนนั้นบริกรรมครบสิบคาบ ควยอาคมของขุนแผนนั้น ยาวไม่น้อยกว่า 9 นิ้ว ใหญ่กว่าข้อมือของนางวันทองมากนัก

นางวันทองเมื่อเห็นควยอาคมของขุนแผนนั้นขยายขนาดได้ก็แปลกใจระคนดีใจ ค่อยหย่อนสะโพกลงมาจนปากร่องหีนั้นครอบหัวควยอาคมของขุนแผน แล้วค่อยๆ กดลงไป โอว มันช่างใหญ่คับแน่น บีบรัด ทั้งสองนั้น สูดปากด้วยความเสียวซ่าน แต่ถึงแม้ควยอาคมจะใหญ่โตสักเพียงไร แต่ด้วยความฤทธาของมัน ทำให้นางวันทองนั้นไม่ใคร่เจ็บปวดแม้ขณะที่ควยอาคมแหวกร่องหีของนางเข้าไป คงเหลือแต่ความเสียวซ่าน น้ำเงี่ยนของนางวันทองไหลอาบควยอาคมของขุนแผนเป็นมันปลาบ ขณะชักขึ้นลงได้ยินเสียงดัง เจ๊าะแจ๊ะ ป้าบ ป้าบ ดังสะท้านป่า นานกว่า ๓ ชั่วโมง จึงได้หยุดไป สร้างความแปลกใจแก่สัตว์ป่าบริเวณนั้นเป็นยิ่งนัก

เวลาผ่านไปกว่า ๒ วัน ขุนช้างจึงได้รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวขุนช้างก็แหกปากร้องไห้ด้วยความเสียใจอยู่นานกว่าครึ่งวัน ทำให้บ่าวไพร่ต้องหนวกหูกับเสียงควายร้องออกลูกของขุนช้างเป็นยิ่งนัก แต่ไม่อยากโดยถีบก็จำต้องก้มหน้าทนต่อไป ขุนช้างร้องไห้เสียใจจนรู้สึกว่าตนเองจะต้องทำอะไรเป็นการแก้แค้นไอ้ขุนแผนที่ทำกับเขา  ขุนช้างจึงลุกขึ้นแต่งตัวแล้วเรียกบ่าวไพร่เตรียมม้า เพื่อจะออกควบขับไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระพันวษาที่กรุงศรีอยุธยา

ขุนแผนนั้นมีความสุขยิ่งนัก การเดินทางของเขาในครั้งนี้ มันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วในที่สุดเวลาแห่งความสุขก็หมดไป วันหนึ่งนางวันทองก็เริ่มมีอาการอาเจียนในช่วงเช้าๆ สร้างความเป็นห่วงเป็นใยให้แก่ขุนแผนยิ่งนัก เขาจึงต้องพานางวันทองเข้าเขตเมืองพิจิตร เพื่อหาหมอมาดูอาการของนางวันทอง เมื่อหมอได้ตรวจอาการของนางวันทองแล้ว ก็บอกยิ้มๆ กับขุนแผนว่า
““ท่านจะได้เป็นพ่อคนแล้ว ดีใจด้วยนะ””
ขุนแผนได้ฟังก็โห่ร้อง พลางกระโดดโลดเต้น หกหน้าหกหลัง ประดุจเด็กตัวน้อยๆ ที่ได้ของเล่น วิ่งเข้ามากอดท้องของนางวันทอง แล้วหัวเราะร่า ส่วนนางวันทองนั้นเมื่อได้ฟังคำของหมอก็ตะลึงแข็งไป ด้วยคิดไม่ถึงว่าตนเองจะตั้งครรภ์ เมื่อขุนแผนมากอดครรภ์ของนางนั้น นางก็กอดศรีษะของขุนแผนไว้แน่น แล้วร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร ขุนแผนเมื่อเห็นเมียร้องไห้ ก็แปลกใจถามไปว่าทำไมจึงร้องไห้ นางวันทองก็ไม่ตอบ

ขุนแผนนึกว่าเมียจะไม่สบายใจ จึงกล่าวปลอบใจนางวันทองไป ทำให้นางวันทองที่เห็นขุนแผนตื่นขนาดนี้ก็หยุดร้องไห้ แล้วกลับมาหัวเราะกับท่าทีของขุนแผนสร้างความงงงวยให้แก่ขุนแผนยิ่งนัก ยามเมื่อทั้งสองเดินทางกลับจากเขตเมืองพิจิตรเพื่อกลับไปยังที่พักของทั้งสองที่ชายป่านั้น ก็ประสบกับกองทัพของทหารจากเมืองพระนครศรีอยุธยา ขุนอินทร์ เป็นผู้นำทัพมา โดยได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระพันวษา ให้มาจับขุนแผนที่ประพฤติตนเป็นกบฏและหลอกลวงเอาเมียเพื่อนมา ตามคำเท็จทูลของขุนช้าง ซึ่งสร้างความพิโรธแก่สมเด็จพระพันวษายิ่งนัก รับสั่งให้จัดกองทัพและแต่งตั้งให้ขุนอินทร์ นายทัพผู้เก่งกล้า ติดตามเอาตัวมาให้ได้ ถ้าไม่ได้ตัว ก็เอาหัวมา

ขุนอินทร์นั้นเร่งทัพมาจากกรุงศรีอยุธยา ตามรายทางได้รับความร่วมมือจากบรรดาหัวเมืองทั้งหลาย แจ้งข่าวของขุนแผนและนางวันทอง ทำให้กองทัพได้ติดตามมาจนถึงยังที่นี้ ขุนอินทร์เมื่อเห็นขุนแผน ก็ลงจากหลังม้า แล้วยิ้มเยาะขุนแผนพลางกล่าว
““นี่น่ะหรือ ไอ้กบฏขุนแผน ที่แย่งเมียเพื่อน ช่างหน้าตัวเมียซะนี่กระไร สงสัยพ่อแม่จะไม่ได้สั่งได้สอน บังอาจมากบฏในช่วงที่กูได้เป็นนายทัพ ชะตามึงน่ากลัวจะขาดซะละมั้ง””

ขุนแผนได้ฟังคำของขุนอินทร์ ก็โกรธยิ่งนัก ไม่ตอบคำของขุนอินทร์ ลงจากหลังมาพลางตบสะโพกม้าสีหมอกให้เดินหลบไปข้างๆ ชักดาบฟ้าฟื้นออก ปากก็บริกรรมคาถาสำทับจากด้ามดาบไปจนปลายดาบ ได้ยินเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าครืนครั่งมาแต่ไกล ดาบฟ้าฟื้นส่องประกายสีเขียวจ้าออกมา ขุนแผนจึงยกดาบฟ้าฟื้นขึ้นพลางกระหวัดฟันอย่างแรง ก่อให้เกิดเสียงเปรี้ยงดุจดั่งฟ้าร้อง ประกายดาบกรีดเป็นรูปวงโค้ง สีเขียวเข้ม วิ่งฝ่าอากาศอย่างรวดเร็ว เข้าหาขุนอินทร์ที่ยืนตะลึงนิ่งอยู่ ประกายวงโค้งสีเขียวนั้น วิ่งผ่านคอของขุนอินทร์ และเลยไปยังกลุ่มทหารที่ยืนอยู่ด้านหลัง ไปจนกระทบกับต้นไม้ใหญ่ขนาด ๑๐ คนโอบ ล้มดังครืน หัวของขุนอินทร์ และบรรดาทหารที่ยืนด้านหลัง ก็กลิ้งลงจากบ่าโดยพร้อมกัน สร้างความตื่นกลัวแก่บรรดาทหารที่เหลือ พากันวิ่งหนีตายกันอลหม่าน

ขุนแผนเก็บดาบฟ้าฟื้นเข้าฝัก แล้วเดินเข้ามาหานางวันทองที่นั่งปากอ้าตาค้างอยู่บนหลังม้าสีหมอก พลางจูงบังเหียนเดินช้าๆ กลับเข้าไปยังที่พักของตนอย่างสงบ ทิ้งซากร่างของขุนอินทร์และทหารที่ตายเป็นเหยื่อของสัตว์ป่าและบรรดานกกาต่อไป



ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๕ (ทะเลทุกข์ไร้ฟากฝั่ง)

จากเหตุการณ์ในวันนั้น สร้างความกริ้วให้แก่สมเด็จพระพันวษาเป็นอย่างยิ่ง รับสั่งอย่างเด็ดขาด ให้ติดตามเอาตัวของขุนแผนมาให้ได้ กระแสรับสั่งได้ส่งไปตามหัวเมืองต่าง ๆ ให้ดำเนินการควานหาตัวของขุนแผนและนางวันทอง การนี้กลับเป็นการสร้างความลำบากให้แก่ขุนแผนและนางวันทองยิ่งนัก
 
ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง แถบเมืองพิจิตร ขุนแผนและนางวันทองหลบหนีการตามล่าจากทางการ ทั้งต่อสู้และทั้งหลบหลีก จากเมื่องหนึ่ง ไปยังอีกเมืองหนึ่ง จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งตลอดเวลา ลำบากอย่างเหลือแสน
““น้องวันทอง เหนื่อยไหมจ๊ะ?”” ขุนแผนถามวันทองด้วยความเห็นห่วงเป็นใย
““ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะพี่แผน น้องอยู่กับพี่น้องมีความสุขอยู่แล้ว”” วันทองตอบขุนแผน พลางจ้องตาขุนแผน สายตาของวันทองบ่งบอกถึงความรักที่มีให้แก่ขุนแผนอย่างลึกซึ้ง

ขุนแผนได้ฟังคำตอบจากเมียรักก็ให้รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก เมื่อมองเห็นภาพเมียรักที่แต่งตัวมอมแมม ด้วยไม่ใคร่จะมีเวลาพักที่แห่งใดนานนัก กอปรกับครรภ์ที่นางวันทองมี ก็เริ่มจะนูนออกมาน้อยๆ ภาพนี้สร้างความปวดร้าวในหัวใจของขุนแผนยิ่งนัก ด้วยสงสารเมียรักกับลูกน้อยที่จะเกิดตามมา จะต้องลำบาก และอนาคตก็คงจะต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ขุนแผนสำนึกในใจว่าถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่านี้โดยแลกกับชีวิตของเขา เขาก็คงจะเลือกทางนั้นโดยไม่ลังเล เมื่อคิดถึงตอนนี้ขุนแผนก็ฉุกใจคิดได้

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ขุนแผนก็นิ่งอึ้งไปอยู่พักหนึ่งจนนางวันทองสงสัย เขย่าตัวเรียก ขุนแผนจึงได้รู้สึกตัว ฝืนยิ้มให้แก่นางวันทอง แล้วลุกขึ้น พลางฉุดให้นางวันทองลุกขึ้น แล้วอุ้มไปวางบนหลังม้าสีหมอก พลางจูงให้เดิน

ณ เรือนพักของพระพิจิตร เจ้าเมืองพิจิตร ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาดึกสงัดแล้ว ทุกผู้คนในบ้านกำลังหลับใหลในห้วงนิทรารมย์อย่างสุขสม ก็ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่ง เดินมาถึงยังหน้าประตูบ้าน แล้ว พนมมือร่ายเวทย์ ปลดล้อกประตูบ้านของพระพิจิตรออก จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องนอนของพระพิจิตร แล้วจึงค่อยปลุกพระพิจิตรขึ้นมา จากนั้นก็นั่งพับเพียบรออยู่บนพื้น ฝ่ายพระพิจิตรเมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้สึกแปลกใจที่บุรุษหนุ่มที่ปลุกเขาขึ้นมานั่งพนมมือรออยู่บนพื้น แล้วบุรุษหนุ่มนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

“กราบเรียนใต้เท้าขอรับ กระผมคือขุนแผนที่กำลังถูกทางการตามล่าอยู่น่ะขอรับ วันนี้กระผมมาที่นี่เพื่อมาขอมอบตัวกับใต้เท้า ด้วยกระผมได้ยินชาวบ้านร้านตลาดเล่าลือกันว่า ใต้เท้าเป็นผู้มีความยุติธรรม และโอบอ้อมอารีมาก กระผมสงสารเมียที่ต้องระหกระเหินเดินทางหลบหนี และตอนนี้เธอก็ตั้งครรภ์ได้นานเดือนแล้ว กระผมเห็นว่าทางการต้องการเพียงตัวของกระผมเท่านั้น จึงได้มามอบตัวขอรับ”

พระพิจิตรได้ฟังคำของขุนแผน ก็นิ่งอึ้งไป ด้วยคิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมีความคิดที่ยิ่งใหญ่ ถึงขนาดยอมเสียสละตนเองเพี่อคนที่ตัวรักได้ จึงได้พยักหน้ารับ และกล่าวว่า
““เอายังงี้ ถ้าเธอจะยอมมอบตัว ฉันก็จะช่วยสู้คดีให้ เพราะคนที่รักลูกรักเมีย คงจะไม่ใช้คนที่เลวร้าย ดังที่ฉันได้รับข่าวลือมา สำหรับลูกเมียเธอ
ก็ให้มาฝากไว้ที่บ้านของฉันก่อน ฉันจะช่วยดูแลให้นะ””

ขุนแผนได้ฟังคำของพระพิจิตร ก็ให้รู้สึกตี้นตันใจ ดุจดั่งได้พบคนที่รู้ใจ พบกับคนที่เข้าใจ ความรู้สึกกดดันทั้งหลายตลอดช่วงเวลาที่โดนตามล่าเป็นเวลานาน ก็ทะลักทะลายออกมา เขาถึงกับหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายออกมา น้ำตาของลูกผู้ชายที่ยืนหยัดท้าฟ้าดิน ลูกผู้ชายผู้แข็งแกร่ง ใครว่าลูกผู้ชายหลั่งน้ำตาไม่เป็น เขาจะหลั่งน้ำตาก็ต่อเมื่อมันมีสิ่งที่คู่ควรเท่านั้น

พระพิจิตรเห็นดั่งนั้นก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น ด้วยเกรงว่าขุนแผนจะอาย แต่เขาก็นับว่าทำความเข้าใจต่อบุรุษหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้มากขึ้นอีก เวลาผ่านไปอีกชั่วครู่ พระพิจิตรก็บอกกับขุนแผนให้นำตัวภรรยาของเขา มาอยู่ในการดูแลและบอกให้บ่าวไพร่ลูกขึ้นมาจัดที่หลับที่นอนให้แก่ขุนแผนและนางวันทอง

นับจากวันนั้น ขุนแผนก็ถูกส่งตัวเข้าไปสู้คดีในพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจมื่นศรีซึ่งเคยเป็นผู้อบรมทั้งขุนช้างและขุนแผน ก็เป็นผู้ศึกษาคดีนี้และเป็นผู้ที่จะนำเรื่องทูลถวายแก่สมเด็จพระพันวษา

ณ ท้องพระโรง ในวันพิพากษาคดี เหล่าบรรดาขุนนางทุกคน และทั้งโจทย์และจำเลย ต่างก็ถูกนำตัวเข้ารับฟังคำตัดสินของพระมหากษัตรีย์ ซึ่งบัดนี้ได้เวลา สมเด็จพระพันวษา ก็เสด็จออก ณ ห้องท้องพระโรง ซึ่งวันนี้ได้ทรงฉลองพระองค์อย่างเต็มยศ งดงามดุจดั่งเทพเทวานั่นเลยทีเดียว ทางเสด็จขึ้นประทับยังแท่นพระที่นั่ง จากนั้นจมื่นศรีได้คลานออกมากราบบังคับ แล้วเริ่มทูล
““ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอน้อมถวายเรื่องราวทั้งหมด ตามที่ได้สืบเสาะมาด้วยความเป็นจริงพระเจ้าข้า””
““เออ ไอ้จมื่นศรี เอ็งว่ามา เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ข้าจะได้ตัดสินให้ ถ้าใครมันผิด ข้าไม่เอามันไว้แน่”” สมเด็จพระพันวษาตรัสด้วยพระสุรเสียงเหี้ยมเกรียม ทำให้ขุนช้างที่นั่งรอฟังคำพิพากษาถึงแก่ตัวสั่น จนขุนนางที่นั่งด้านข้างต้องหันมามองว่าสั่นทำไม
จมื่นศรี กราบอีกครั้งแล้วเริ่มรายงาน
““พระเจ้าข้า เรื่องทั้งหมดเริ่มมาจากขุนแผนซึ่งจำเดิมได้แต่งงานกับนางพิมพิลาไลยหรือนางได้เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง แต่ได้รับพระบรมราชโองการให้ไปรบกับเมืองเชียงทองซึ่งเป็นกบฏ แต่ขุนช้างซึ่งได้หลงรักนางวันทองได้ทำอุบายจนได้นางวันทองเป็นภริยา ขุนแผนซึ่งจำเดิมเป็นสามีได้รับความอยุติธรรม จึงได้มาช่วงชิงตัวภริยาของตนคืน ขุนช้างจึงได้มากราบทูลต่อพระองค์พระเจ้าข้า””

สมเด็จพระพันวษาได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็เข้าใจได้โดยทันทีว่า พระองค์ตกเป็นเครื่องมือล้างแค้นของไอ้ขุนช้างเสียแล้ว เมื่อทรงได้รู้เช่นนั้นก็กริ้วเสียจนหน้าแดงก่ำ ลุกขึ้นยืนกระทืบพระบาท ชี้หน้าขุนช้างพลางรับสั่งด้วยพระสุรเสียงดังปานเสียงฟ้าผ่า
““ไอ้ขุนช้าง มึงกล้าจริงๆ นะ มึงเก่งจริงๆ เอากูมาเป็นเครื่องมือล้างแค้นไอ้ขุนแผน มึงเห็นกูโง่นักใช่ไหม ทหารจับเอาไอ้ขุนช้างไปตัดหัวเดี๋ยวนี้””
ขุนช้างได้ฟังรับสั่งของสมเด็จพระพันวษา ก็พูดไม่ออก ตัวสั่นระริกหน้าขาวซีด เมื่อเห็นทหารมาเพื่อจะลากตัวเอาไปตัดหัว ก็ร้องครางออกมาด้วยความกลัว พื้นบริเวณนั้นเปียกเป็นหย่อมใหญ่ เหล่าขุนนางพากันถอยหนีด้วยความเกลียดชังความประพฤติของขุนช้าง

ขุนแผนนั้นมิได้จองเวรกับขุนช้างที่เคยเป็นเพื่อนรักมาก่อน เมื่อเห็นเพื่อนจะโดนโทษตัดหัว ก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก จึงรีบกราบทูลต่อสมเด็จพระพันวษา ขอชีวิตให้แก่ขุนช้าง สมเด็จพระพันวษาเห็นขุนแผนไม่โกรธต่อความเลวของขุนช้าง แล้วยังมาขอพระราชทานอภัยโทษ ก็ยิ่งรักและสงสารขุนแผนเป็นกำลัง จึงได้ประทานอภัยโทษตัดหัวให้แก่ขุนช้าง แต่การกระทำผิดยังไงก็ต้องลงโทษ จึงให้ปรับไหมเป็นเงิน ๑๐๐ ชั่งแทน ขุนช้างแสนจะดีใจ กราบขอบพระท้ยประหลกๆ

ขุนแผนเมื่อรอดจากโทษทั้งมวล จึงได้ไปรับนางวันทองมาจากบ้านของพระพิจิตร และระหว่างทางกลับก็ได้เดินทางไปหาแก้วกิริยาที่ปัจจุบันตั้งร้านขายผ้าอยู่แถวๆ เมืองสุพรรบุรีนั่นเอง แก้วกิริยาแสนจะดีใจ เมื่อเห็นขุนแผนเดินทางมารับ ร้องไห้โฮออกมากลางร้าน สร้างความแปลกใจแก่ผู้ที่มาซื้อของยิ่งนัก แต่สร้างความตื้นตันใจให้แก่ขุนแผนและนางวันทองเป็นยิ่งนัก กับความรักหนักแน่นที่แก้วกิริยามีให้แก่ขุนแผน

หลังจากนั้น ทั้ง ๓ คนผัวเมียจึงเดินทางขึ้นมาพระนครศรีอยุธยาโดยมาพักอยู่กับจมื่นศรี

คืนนั้นขณะที่ขุนแผนกำลังหลับพักผ่อน ก็รู้สึกว่ากางเกงของตนถูกดึงลง ควยอาคมถูกมือใครบางคนลูบไล้เบาๆ สักพักหนึ่งก็รู้สึกว่าถูกบางอย่างที่อบอุ่นดูดกลืนเข้าไป ขุนแผนจึงผงกศรีษะขึ้นมามอง เห็นแก้วกิริยากำลังดูดอมควยอาคมเข้าออกในปากจนเปียกน้ำลายเป็นมันแผล็บ สองมือนั้นก็ถอกควยอาคมไปมา สร้างความเสียวซ่านแก่ขุนแผนจนสูดปากออกมาเบาๆ ด้วยความเสียวซ่าน แก้วกิริยาดูดควยอาคมจนแก้มตอบ สองมือก็ทำงานไม่ว่างมือหนึ่งถอกควยอาคมไปมา อีกมือหนึ่งก็คลึงที่พวงไข่ของขุนแผนไปมา

ขุนแผนทนแทบจะไม่ไหวกับลีลาดูดของแก้วกิริยา จึงประคองศรีษะของแก้วกิริยาขึ้นมา พลางยกมือปลดผ้าแถบของแก้วกิริยาออก เต้านมของแก้วกิริยาก็เด้งกระเพื่อมออกมาสะเทือนน้อยๆ ตามแรงหอบหายใจของเจ้าของ นมของแก้วกิริยาที่เคยเป็นกระเปาะ บัดนี้มันได้อวบเต่งเป็นเต้างอนช้อยสวยงาม ชูยอดสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังแข็งเต่งเป็นไต น่าดูดยิ่งนัก ขุนแผนกำลังจะก้มลงดูดที่ปลายยอด กลับมีมือยื่นเข้ามาบีบเคล้นแทน นางวันทองนั่นเอง ยื่นมาออกมาคลึงเคล้าเต้านมของแก้วกิริยาจากด้านหลัง สร้างความประหลาดใจให้แก่ขุนแผน นางวันทองตื่นมากลางดึกแล้วเห็นแก้วกิริยากำลังดูดอมควยอาคมให้แก่ขุนแผน ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นไม่สามารถให้ความสุขแก่สามีได้ จึงได้ไปช่วยแก้วกิริยาเพื่อให้แก้วกิริยามีความสุขไปด้วย นางจึงเข้ามาร่วมด้วย

แก้วกิริยาก็ประหลาดใจเช่นกัน ด้วยขุนแผนผัวรักมือยังอยู่ครบ งั้นนี่มือใคร เมื่อหันหน้ามามองก็เห็นเป็นนางวันทองก็แปลกใจ แต่แล้วก็เข้าใจเมื่อนางวันทองเอนตัวเข้ามากระซิบเบาๆ ที่ข้างหู แก้วกิริยาจึงปลดผ้านุ่งออก เผยให้เห็นสะโพกผายงาม เนินนูนที่งดงาม หญ้าที่ขึ้นสวยงามเป็นระเบียบ และปากทางเข้าที่ปิดสนิทดุจดั่งไม่เคยมีใครเคยผ่านมันเข้ามาเลย ขุนแผนเมื่อเห็นแก้วกิริยาถอดผ้านุ่ง ตนเองก็รีบถอดกางเกงออก จากนั้นก็ดึงร่างของแก้วกิริยามานั่งหันหน้ามาทางเดียวกันตน ส่วนนางวันทองนั้นก็จับเอาควยอาคมของขุนแผนจ่อกับช่องทางสวรรค์ของแก้วกิริยา
อีกมือหนึ่งก็บดบี้กับเม็ดแตดเม็ดเล็กๆที่ซ่อนอยู่ด้านบนของร่องหีของแก้วกิริยา เร่งให้น้ำเสียวไหลหลั่งออกมาจนชโลมหัวควยอาคมเป็นมัน

ขุนแผนนั้นเมื่อเห็นเมียรักช่วยกัน ก็ปลาบปลืมใจยิ่งนัก กระเด้าควยอาคมค่อยให้หัวควยอาคมค่อยเกลือกกับร่องหีของแก้วกิริยาจนหัวควยเปี่ยกโชกไปด้วยน้ำเงี่ยนที่แก้วกิริยาขับออกมา นางวันทองก็ย้ายขึ้นมาดูดยอดเต้างอนช้อยของแก้วกิริยาอีกมือก็คลึงเคล้าเต้านมอีกข้าง พลางใช้นิ้วมือบีบบี้หัวนมของแก้วกิริยาจนแก้วกิริยาขนลุกจนเห็นได้ชัด

ขุนแผนเห็นแก้วกิริยามีอาการส่ายตูดส่ายหี วนส่วนกับควยอาคม แถมบางครั้งยังพยายามดันหีเพื่อกดให้ควยอาคมเข้าไปในร่องหีลึกๆ ก็รู้ว่าแก้วกิริยาพร้อมแล้ว เมื่อแก้วกิริยากดหีลงมาอีก ขุนแผนก็กระเด้าควยอาคมสวนขึนไปในทันทีจนควยอาคมฝังผ่านแคมหีของแก้วกิริยาเข้าไปฝังอยู่ในร่องหีอันคับแน่น แถมมีอาการตอดตุบๆ ของแก้วกิริยากว่าครึ่ง แก้วกิริยาถึงกับร้องอี๋ด้วยความเสียวแปลบที่เข้ามาในร่องหี แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งควยอาคม ทำให้แก้วกิริยามีแต่ความเสียวซ่านหาได้เจ็บปวดจากการโดนแหวกหีแบบเต็มๆ อย่างนี้

ขุนแผนนั้นชักควยอาคมออกจนเกือบถึงเงี่ยงหยัก แล้วกระเด้าผับเข้าไปจนควยอาคมเข้าไปจนสุด หัวควยอาคมกระทบกับมดลูกข้างในดังกึก แก้วกิริยานั้นตัวอ่อนระทวยไปนานแล้ว ด้วยโดนโจมตีทั้งบนและล่าง กระตุกเกร็งสุดตัวเมื่อหัวควยอาคมมุดเข้าไปลึกจนชนกับมดลูก ถึงจุดสุดยอดตัวสั่นระริก ขุนแผนเห็นแก้วกิริยาถึงจุดอย่างง่ายดายก็อมยิ้ม พลางดึงร่างของแก้วกิริยายืนขึ้น แล้วให้ไปยืนเกาะกับขอบหน้าต่าง พลางยืนขึ้นจ่อหัวควยอาคมที่เปียกมะล่องมะแล่ก เข้ากับร่องหีที่เบียดออกมาด้านหลังเป็นพูของแก้วกิริยา จ่อเข้ากับช่องทางสวรรค์ที่เปียกเยิ้มจนหยดไหลลงมาตามขาเป็นทาง เมื่อจ่อตรงแล้วก็กดพรวดเข้าไปทีเดียวหมด แก้วกิริยาถึงกับสะดุ้งเฮือกสูดปากดังลั่น
 
นางวันทองนั้นก็ไม่ได้อยู่เฉย เข้ามาเอาปากเลียร่องกลีบหีของแก้วกิริยาที่ถูกควยอาคมบดบี้จนยู่ไปมา พลางใช้มือลูบไล้พวงไข่ของขุนแผนไปมา แก้วกิริยาถูกโจมตีหลายทางก็เข่าอ่อนทำท่าจะทรุดลงนั่ง แต่ขุนแผนจับเอวคอดกิ่วไว้แน่น พลางดึงกระแทกอย่างแรงเสียงดัง พั่บๆ แต่ละครั้งที่ดึงเอวแก้วกิริยาเข้ามา ขุนแผนก็กระแทกส่วนไปทุกครั้ง จนพวงไข่กระแทกปากร่องหีทุกครั้ง ขุนแผนนั้นอดอยากปากแห้งมานาน เมื่อกระแทกท่านี้จนหนำใจแล้วยังไม่เสร็จ จึงให้แก้วกิริยานอนหงาย ตนเองก็นั่งลงคุกเข่า พลางใช้แขนช้อนขาของแก้วกิริยาขึ้นมา

วันทองรู้งานก็จับควยอาคมของขุนแผนจ่อกับร่องหีที่เผยออ้าออกน้อยๆ ของแก้วกิริยา ขุนแผนก็กดกระแทกควยอาคมเข้าไปเต็มที่ตามอารมณ์เงี่ยนที่เก็บกดมานาน และเมื่อได้ร่วมรักกับแก้วกิริยาจะต้องเกิดอาการซาดิสขึ้นมาทันใดอย่างไร้สาเหตุ กดกระแทกอย่างไม่ออมแรง ท่านี้ทำให้หัวควยของขุนแผนมุดเข้าไปจนชนกับมดลูกของแก้วกิริยาเต็มที่ทุกครั้ง

ขุนแผนนั้นทั้งซอยสั้น ซอยยาว แถมยังมีคว้านไปมาจนแก้วกิริยานั้นเกร็งกระตุก เกร็งแล้วก็กระตุก ไป ๓-๔ ครั้ง ขุนแผนจึงได้ถึงจุด กระแทกป้าบ ป้าบ อีก ๕-๖ ทีก็ล้มนอนกอดร่างแก้วกิริยา หัวควยก็พ่นน้ำควยขาวข้นไปราดรดมดลูกของแก้วกิริยา ไม่ขาดสาย ทำให้แก้วกิริยาต้องถึงจุดสุดยอดตามไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เมื่อเสร็จกิจ ทั้ง ๓ คนผัวเมียก็กอดกันนอนหลับอย่างมีความสุข

วันหนึ่งขุนแผนนั้นเกิดจำได้ว่า ลาวทองคนที่เคยติดตามจากแคว้นจอมทอง เมื่อครั้งไปตีเมืองเชียงทองยังถูกคุมขังเป็นม่ายหลวงในวัง จึงได้ปรึกษากับวันทองและแก้วกิริยา ซึ่งทั้งสองนางก็เห็นด้วยว่าควรให้ขุนแผนกราบทูลของสมเด็จพระพันวษาเพื่ออภัยโทษให้แก่ลาวทอง จักได้มาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ขุนแผนเมื่อเห็นภรรยาทั้งสองเห็นด้วยจึงได้เข้าวังไปเพื่อกราบทูลขออภัยโทษจากสมเด็จพระพันวษา แต่ด้วยคราเคราะห์ที่ครอบครัวจะต้องแตกแยกจากกัน สมเด็จพระพันวษามิเพียงไม่อภัยโทษ แต่กลับทรงกริ้วที่ขุนแผนได้คืบจะเอาศอก สั่งขังขุนแผนในคุกหลวงอย่างไม่มีกำหนดไปซะอีก สร้างความตกใจแก่สองสาวอย่างยิ่ง


*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #8 on: December 02, 2014, 10:21:26 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๖ (กำเนิดพลายงาม)

วันนั้นเป็นช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นยะเยือก ลมหนาวพัดกรรโชก รุนแรง ชาวบ้านร้านตลาดเมื่อมืดค่ำแล้วต่างก็พากันรีบชวนกันเข้าบ้านปิดไฟมืด (ไม่รู้จะทำอะไรกัน อิอิ) บรรยากาศในพระนครศรีอยุธยานั้น เมื่อย่ำค่ำแล้วช่างเงียบเหงา ต่างกันช่วงยามเช้าถึงเที่ยงบ่าย ที่คนคึกคักเดินกันเนืองแน่นไปหมด แต่ยังมีหญิงงามนางหนึ่งเดินอย่างโดดเดี่ยวมายังสถานที่เปลี่ยวร้างที่มีทหารเฝ้าอยู่เพียงคนเดียว

สถานที่แห่งนั้น เป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น ที่สร้างมานมนานมาก จนคนสร้างน่าจะตายไปนานแล้ว มันถูกประกอบด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ๆ อย่างหยาบๆ มีร่องรูมากมาย จนไม่อาจจะกันลมฝน หรือลมหนาวได้ดีนัก ภายในถูกแบ่งเป็นห้องเล็กๆ มากมาย แต่ละห้องก็ถูกกันด้วยลูกกรงไม้ซุงท่อนย่อมๆสกปรกรกรุงรัง ด้วยขาดการทำความสะอาด มีหนูและแมลงสาบวิ่งกันยั้วเยี้ยน่าจะเรียกได้ว่าบ้านร้างก็ได้ เพราะนอกจากทหารยามเพียงไม่กี่คนแล้ว ก็มีเพียงนักโทษไม่กี่สิบคนอยู่เท่านั้น

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากนครหลวงไม่มากนัก แต่สภาพแวดล้อมนั้นถือได้ว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มันเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับคุมขังบรรดานักโทษนั่นเอง หญิงงามนั้นเมื่อเดินเข้ามาถึงยังหน้าประตูของคุกหลวงแห่งนั้น ก็ถูกยามที่หน้าประตูกางแขนออกกั้นเพื่อมิให้เธอเข้าไป หญิงงามนั้นก็ยกมือล้วงเข้าไปในย่ามที่เธอสะพายเข้ามาด้วย พลางหยิบถุงผ้าออกมา พลางส่งถุงผ้านั้นให้แก่ทหารยามผู้นั้น ทหารยามเมื่อได้รับถุงผ้าจากนางแล้ว ก็เบี่ยงตัวหลบ พลางดันประตูให้เปิดออก ให้นางเดินเข้าไปภายใน

ทางเดินภายในนั้นช่างสกปรก และเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล น่าขยะแขยง แต่เธอก็ยังเดินเข้ามายังที่แห่งนั้น โดยไม่แสดงอาการรังเกียจแต่อย่างใด เธอเดินผ่านประตูห้องขัง ห้องแล้ว ห้องเล่า เธอเดินมาจนถึงยังห้องสุดท้าย ที่มีการล่ามโซ่เอาไว้มากมาย คงจะเป็นเพราะนักโทษที่อยู่ในห้องมีความร้ายกาจมาเกินไป จึงถูกล่ามโซ่เอาไว้มากมายปานนั้น เมื่อเธอเดินเข้ามาถึงที่ห้องนั้น จึงส่งเสียงเรียกเบาๆ
““พี่แผน พี่แผนจ๊ะ นี่แก้วเองจ๊ะ””

สักพักในห้องนั้นก็มีเสียงเหมือนกับคนลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหยุดยังหน้าประตู พลางหยุดไปสักพัก บรรดากลอนที่ล็อกโซ่ทั้งหลายนั้น ก็ปลดตัวเองหลุดออกมา จนประตูนั้นสามารถเปิดออกมาได้ เผยให้เป็นใบหน้าของคนที่อยู่ภายในนั้นได้อย่างชัดเจน ใบหน้านั้นเป็นใบหน้าของชายหนุ่มที่หล่อเหลา เพียงแต่อาจดูซูบซีดไปบ้าง ด้วยความหม่นหมองตรองตรม มีเคราขึ้นเขียวครึ้มไปสองข้างแก้ม
ชายผู้นี้ก็คือขุนแผนนั่นเอง

ขุนแผนเปิดประตูเพื่อให้แก้วกิริยาเมียรักเดินเข้ามาภายในห้องขังของเขา ภายในห้องขังนั้น นอกจากเตียงไม้ที่มีไว้สำหรับนอนแล้ว ไม่มีสิ่งใดอื่นอีก การจะขับถ่ายอะไร ก็มีช่องให้เล็กทางมุมห้องให้ถ่ายลงไปในรูนั้น เพียงแค่นั้นแก้วกิริยานั้นแสนจะสงสารขุนแผนผัวรัก เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ก็รอจนขุนแผนปิดประตูห้องเรียบร้อย ก็โผเข้ามากอดร่างของขุนแผนไว้แน่น พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น ด้วยสงสารในชะตากรรมของผัวรักที่ต้องอาญาจากพระเจ้าแผ่นดิน

ขุนแผนนั้นเองก็กอดร่างของแก้วกิริยาไว้แนบแน่น สองกรามนั้นขบกันแน่นจนเป็นสันนูน ทั้งสองนั้นกอดกันอยู่เป็นเวลานาน จนขุนแผนนั้นคลายการกอดพลางถามแก้วกิริยาว่า
“แล้วน้องวันทองเล่า เป็นอย่างไร ครรภ์ของเขายังสบายดีอยู่รึ”?”
แก้วกิริยานั้นก็ปลดเอาย่ามที่เธอสะพายออกมาพลางหยิบของออกมาวาง ซึ่งประกอบด้วย อาหารอันโอชารสมากมายที่เธอ และวันทองได้ทำเตรียมเอามาให้แก่ขุนแผน ได้รับประทานทุกวัน พลางตอบว่า
““พี่วันทองก็สบายดีจ๊ะ และลูกของพี่ก็น่าจะสบายดี วันนี้ก่อนแก้วมายังเตะท้องพี่วันทองออกมาจนเห็นเลย แข็งแรงจริงๆ สงสัยจะเก่งเหมือนกับพ่อของเขา””
ขุนแผนได้ฟังก็ยิ้มน้อยๆ พลางคิดไปถึงเจ้าตัวน้อยแล้วก็ให้สงสารยิ่งนัก ด้วยมันคงจะต้องเกิดมาในสภาพที่ไม่ได้เห็นหน้าพ่อเสียแล้ว คิดแล้วให้เศร้าใจ ทำให้รอยยิ้มที่มีอยู่เพียงน้อยนิดต้องหายไป แก้วกิริยาที่สังเกตเห็นความเศร้าใจของผัวรักตลอดเวลา ก็เสียใจที่ผัวรักต้องเสียใจอีก จึงจัดอาหารเตรียมไว้ แล้วยกขึ้นป้อนให้แก่ขุนแผน

ขุนแผนนั้นเห็นแก้วกิริยาเมียรัก ที่มาปรนนิบัติเขาทุกวัน ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาอยู่ในคุกแห่งนี้ ก็ให้เกิดความรักและความสงสารที่ท่วมท้นหัวอกของขุนแผน ยกมือขึ้นมาจับข้อมือกลมกลึงขาวสะอาดของแก้วกิริยาไว้ พลางดึงร่างของแก้วกิริยาเข้ามากอดประทับไว้แน่นกับอก แก้วกิริยาก็หลับตากอดร่างของขุนแผนไว้แน่น พลางดื่มด่ำกับความสุขนี้อย่างเงียบๆ

ขุนแผนนั้นกอดร่างของแก้วกิริยาไว้แน่นพักหนึ่งก็คลายกอดออก แก้วกิริยานั้นก็รู้ว่าขุนแผนผัวรักนั้นต้องการอะไร ก็ลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆ ถอดผ้าสไบ ตามด้วยผ้าแถบรัดอกออก ปล่อยให้หน้าอกงามที่เต่งตั้งได้รูปสวยได้เผยออกมา พลางยกมือปลดผ้านุ่งออก แล้วปล่อยให้กองกับพื้น ให้เห็นเรือนร่างเปลือยเต็มตัวของนาง ที่มีเรือนร่างที่ขาวนวล อกตูมตั้งได้รูป ปลายยอดสีชมพูแต้มปลายเย้ายวน เอวคอดกิ่ว สะโพกที่ยังผายออกไม่มากนัก ลงมาถึงยังเนินนูนที่อูมน้อยๆ กำลังงาม ที่ประกอบด้วยร่องธารสีชมพูที่ปิดสนิทเหมือนดั่งกับไม่เคยมีใครได้เชยชมมาก่อน โคนขาอวบที่เบียดกันสนิทแน่น ปลายเท้าได้รูปสวยงาม

แก้วกิริยาเดินเข้ามาหาขุนแผน พลางค่อยนั่งลงกับเตียงข้างของขุนแผน แล้วค่อยหงายลงกับพื้นเตียง ขุนแผนนั้นก็ลุกขึ้น พลางถอดชุดออก เผยให้เห็นร่างบึกบึน ที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อสวยงามได้รูป เอวคอด สะโพกปอด และสิ่งสำคัญคือ ควยอาคมที่เป็นสุดยอดแห่งควย ยังคงอาถรรพ์เย้ายวนใจ เมื่อแก้วกิริยาเห็นควยอาคม ก็ปราดเข้ามาประคองลูบไล้มันไปมา พลางจรดปากเข้าไปเคลียคลอ และดูดอมเข้าในโพรงปากอันอบอุ่นของเธอ พลางดูดดุนอย่างไม่รู้เบื่อ สร้างความเสียวซ่านให้แก่ขุนแผนอย่างยิ่ง จนต้องใช้สองมือนั้นช้อนเต้านมอวบขึ้นมาบีบบี้ที่ปลายติ่งเต้าของมันจนมันแข็งตัวชี้เป็นไตออกมา

แก้วกิริยาอมดูดควยอาคมจนขุนแผนต้องค่อยๆ ประคองเอาควยอาคมออกจากปากของแก้วกิริยาก่อน ด้วยกล้วจะระเบิดออกมาก่อนแล้วจะไม่สนุก พลางค่อยๆ นอนกอดร่างของแก้วกิริยาลงกับเตียงไม้ พลาง ใช้มือสากหนาลูบไล้ไปตามเรือนร่างเนียนงามของแก้วกิริยา บีบบี้ไปตามติ่งไตต่างๆ จนขนแก้วกิริยานั้นลุกตั้งอย่างเห็นได้ชัด จนมาถึงยังร่องหลืบสีชมพูที่มีน้ำเยิ้มจนเห็นเป็นมันเงา ค่อยแหวกนิ้วเข้าไปควานหาติ่งไตเล็กที่อยู่เหนือร่องแคม พลางบีบบีจนมันสั่นระริกสู้มือ ร่องหลีบหลั่งน้ำออกมาจนเปียกหญ้าขนลู่ราบไปหมด

ขุนแผนเห็นว่าพร้อมแล้วก็ลุกขึ้นนั่งพลางประคองร่างของแก้วกิริยานั้น ให้ขึ้นมานั่งซ้อนหันหน้าเข้ามาหาขุนแผน มือของขุนแผนนั้นประคองควยอาคม ให้จ่อตรงกับรอยแยกของแก้วกิริยา พลางให้แก้วกิริยาค่อยห่มตัวลงมา ให้ปากร่องหลืบนุ่มนิ่ม ค่อยๆ กลืนควยอาคมเข้าไปทีละน้อย จนหมดสิ้น แก้วกิริยาสูดปากเบาๆ ด้วยความเสียวที่ควยอาคมแทรกเข้าไปในร่องรูสดใหม่ของหล่อน ด้วยฤทธิ์ของควยอาคมแก้วกิริยานั้นเสียวซ่านจนแทบทนไม่ได้ ต้องหลั่งน้ำเสียวออกมาราดรดควยอาคมจนเป็นมันวาว

ขุนแผนนั้นจับร่างของแก้วกิริยาให้ควบขับขึ้นลงบนร่างของเขา พลางก้มหน้าลงดูดดื่มความหวานจากปลายยอดติ่งเต้าที่กระเพื่อมขึ้นลง แก้วกิริยานั้นมีความรู้สึกประดุจล่องลอยขึ้นสู่ห้วงเวหาอันสวยงาม สองแขนนั้นคล้องไว้ที่คอของขุนแผน พลางแอ่นสองเต้าสลับกันให้ขุนแผนได้ดูดดื่มความหวานจากปลายปทุมถันของนางอย่างถนัดถนี่ สะโพกนั้นก็กระแทกขึ้นลง พลางบดส่ายวนอย่างเสียวซ่าน น้ำเสียวที่ไหลซ่านออกมาจนเปียกหน้าของขุนแผน มีเสียงดังเจ๊าะแจ๊ะไม่หยุดหย่อน

สักพักสะโพกของแก้วกิริยาก็บดกับหน้าขาของขุนแผนถี่ขึ้น ถี่ขึ้น ใบหน้าแหงนหลับตาพริ้ม ปากอ้าน้อยๆ ขุนแผนนั้นเล่า ก็รีบจับเอวของแก้วกิริยากระแทกบดวนกับหน้าขาของเขาถี่ขึ้น ถี่ขึ้น จนแก้วกิริยาร้องครางออกมาเบาๆ ร่างงามแอ่นเกร็ง กระตูก พลางซบฮวบมากับร่างของขุนแผน ขุนแผนก็จับร่างของแก้วกิริยานอนลงกับพื้น พลางจับควยอาคมจ่อเข้ากับร่องรูที่ฉ่ำเยิ้มของแก้วกิริยา พลางดันพรวดเข้าไปทีเดียวจนมิดด้าม พลางกระเด้าถี่ยิบ จนในที่สุดก็กระฉูดพุ่งน้ำกามสีขาวขุ่นข้นเข้าไปในร่องรูของแก้วกิริยา จนท่วมท้นออกมานอกรู ส่งให้แก้วกิริยาขึ้นสวรรค์ตามไปอีกครั้งอย่างติดๆ แล้วทั้งสองร่างก็ประคองกอดกันแนบแน่นจนแทบจะเป็นร่างเดียวกัน

ขณะเดียวกันนั้นที่เรือนของจมื่นศรีที่ขุนแผนได้มาพำนักอยู่ในระหว่างที่อยู่เมืองหลวงนั้น นางวันทองที่ขณะนี้ท้องแก่ใกล้จะคลอดนั้น ก็กำลังเตรียมจัดข้าวของเพื่อจะได้เยี่ยมขุนแผนผัวรักที่ในคุก เพื่อให้ขุนแผนนั้นได้ประหลาดใจสักครั้งหนึ่ง ก่อนที่นางจะคลอดลูกแล้วคงยากจะมีโอกาสที่จะได้ไปเยี่ยมผัวรัก นางวันทองจัดเตรียมบรรดาอาหารและผ้าห่มกับของแห้งหลายอย่างเพื่อให้ผัวรักได้สุขสบายสักที เมื่อจัดของเสร็จนางวันทองก็บอกให้บ่าวชายและบ่าวหญิง ช่วยกันแบกข้าวของต่างๆ เหล่านี้ เพื่อเตรียมไปเยี่ยม

เมื่อนางวันทองลงจากเรือนและออกเดินทางพร้อมบ่าวหญิงชาย ไปพ้นหน้าบ้านไม่ไกลเท่าใด ก็ปรากฏร่างชายฉกรรจ์หลายคน ปิดหน้าปิดตา ควงดาบเข้ามาฟันบ่าวหญิงชายของนางจนด่าวดิ้นไปหมด สร้างความตกใจกลัวแก่นางวันทองยิ่งนัก เหล่าชายฉกรรจ์เหล่านั้นเมื่อสังหารบ่าวของนางแล้ว ก็ย่างสามขุมเข้ามาหานางพลางเงื้อดาบในมือขึ้น นางวันทองก็ล้มลงสลบไป

เมื่อนางวันทองได้สติตื่นขึ้นมา ก็รู้ว่าตนเองยังไม่ได้เสียชีวิต แต่กลับถูกนำมานอนยังห้องห้องหนึ่งที่มีการตกแต่งที่คุ้นตาของนางอย่างยิ่ง ห้องนี้เป็นห้องนอนที่นางและขุนช้างได้เคยอยู่ร่วมกันมาเมื่อครั้งก่อนที่ขุนแผนจะมานำนางไป นางวันทองได้คิดแล้ว ก็รู้สึกกล้วอย่างยิ่งที่ตนเองกลับมาอยู่ในเงื้อมมือของขุนช้างอีกครั้ง และรู้สึกกังวลอย่างยิ่งสำหรับลูกน้อยของนางที่อยู่ในท้อง กล้วเขาจะได้รับอันตราย เมื่อนางคิดถึงลูกแล้วจิตใจก็สงบลงมากมายนัก ด้วยนางยังมีภาระที่ต้องทำมากมายเพื่อลูกของนาง ต่อให้ขุนช้างจะมาไม้ไหนนางจะต้องกัดฟันรับมันไว้ เพื่อลูกน้อยของนางเอง

ประตูห้องนั้นเปิดออกช้า เผยให้เห็นร่างอ้วนเตี้ยหัวล้านเลี่ยน เดินยิ้มแย้มเข้ามาในห้อง เขาคืนขุนช้างนั่นเอง ขุนช้างนั้นใช้คนของเขาไปเฝ้ายังหน้าบ้านของจมื่นศรีทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่วันที่เขาได้ทราบข่าวว่าขุนแผนนั้นต้องอาญาของสมเด็จพระพันวษา เพื่อต้องการที่จะช่วงชิงเอาตัวของนางวันทองกลับมาเป็นของเขาอีกครั้งหนึ่ง และบัดนี้เขาก็ได้สมหวังแล้ว

เมื่อนางวันทองเห็นขุนช้างเดินยิ้มเข้า นางก็เข้าใจได้ทันทีว่าขุนช้างนั้นต้องการอะไร นางจึงยิ้มตอบกับขุนช้าง สร้างความยินดีแก่ขุนช้างที่รู้สึกกังวลว่า นางวันทองจะยังรักเขาอยู่หรือไม่ ขุนช้างนั้นรีบกระวีกระวาดก้าวเดินมานั่งบนเตียงพลางตระกองกอดร่างของนางวันทองไว้ในอ้อมกอดแนบแน่น พลางระดมจูบไปทั่วทั้งใบหน้าของนางวันทอง

“น้องวันทองจ๊ะ พี่ช้างคิดถึงน้องตลอดเวลา พี่ช้างไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสเจอกันน้องวันทองอีก พี่ช้างคงต้องตายแน่ๆ ถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น น้องวันทองคงจะยกโทษให้แก่พี่ช้างแล้วใช่ไหมจ๊ะที่ใช้คนไปเอาตัวของน้องวันทองมา ขอให้น้องวันทองเข้าใจความรักที่พี่ช้างมีต่อน้องเถิดนะจ๊ะ ให้พี่ช้างตายเสียดีกว่าที่จะยอมให้น้องวันทองไปอยู่กับคนอื่น””

วันทองได้ฟังคำพรรณนาของขุนช้างก็รู้สึกปลาบปลื้มใจน้อยๆ ด้วยเข้าใจถึงความรู้สึกของขุนช้างที่มีต่อนาง แต่นางเองก็ต้องการใช้ความรู้สึกนี้ให้เป็นประโยชน์ นางจึงลูบเบาๆ ไปบนหัวล้านเลี่ยนของขุนช้าง แล้วกล่าว
““น้องเข้าใจจ๊ะพี่ช้าง แต่พี่ช้างจ๊ะตอนนี้น้องวันทองกำลังตั้งท้องลูกของเรา พี่ช้างคงจะเตรียมตัวสำหรับลูกของเราดีไหมจ๊ะ เพื่อลูกของเราจะได้มีชิวิตที่มีความสุข ดีไหมจ๊ะ””
ขุนช้างได้ฟังคำของวันทอง ก็นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ แต่แล้วเขาก็กระโดดผลุงออกนอกประตูห้อง พลางตะโกนลั่นบ้าน
““เฮ้ย พวกมึง กูจะมีลูกแล้วโว้ย ได้ยินหรือเปล่า กูจะมีลูกแล้วโว้ย ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า””ขุนช้างวิ่งร้องพลาง หัวเราะพลาง ตะโกนพลาง บอกทุกคนในบ้านด้วยความดีใจ สร้างความตื้นตันในหัวใจของนางวันทองอย่างยิ่งถึงความดีใจที่ขุนช้างมี

ขุนช้างวิ่งพลาง ร้องพลาง แล้วก็กลับมาที่ห้อง พลางคุกเข่าลงกอดครรภ์ของนางวันทองพลางร้องไห้ และหัวเราะสลับกันไปเหมือนดั่งคนบ้า สร้างความยินดีและเสียใจก่อตัวกันสับสนใจหัวงดวงใจของนางวันทองยิ่งนัก จากวันนั้นผ่านไปไม่นาน ก็ถึงวันที่นางวันทองเจ็บท้องจะคลอดลูก สร้างความวุ่นวายแก่เรือนของขุนช้างยิ่งนัก ขุนช้างนั้นเดินพล่านไปมาบนเรือน ด้วยส่งบ่าวไปตามหมอตำแยตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่มาอีก (ไอ้ที่นานของมันน่ะ คือบ่าวเพิ่งวิ่งลงจากเรือนไปเดี๋ยวเดียวแหละ)

ขุนช้างได้ยินเสียงร้องครวญครางของนางวันทองในห้องแล้วยิ่งรู้สึกเป็นห่วง จึงลงจากเรือนไปยืนรอยังที่ลานหน้าบ้าน พลางเดินพล่านไปมา ปากก็บ่นพึมพำเหมือนดังกับคนบ้า เมื่อเห็นบ่าวจูงหมอตำแยมาถึง ก็ตะโกนด่าบ่าวเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พลางวิ่งเข้ามาจูงมือของหมอตำแยได้ก็ลากหมอตำแยบินเข้าประตูเรือนไปถึงยังหน้าห้องของนางวันทอง เล่นเอาหมอตำแยร้องด่าขุนช้างสนั่นหวั่นไหว ด้วยลากตัวแกผ่านบันไดเรือนมา จนขาแข้งของแกถลอกปอกเปิกไปหมด แต่ขุนช้างไม่สนใจ ลากแกเข้ามาในห้อง แล้วกำลังจะปิดประตูห้อง ก็ถูกตีนของใครก็ไม่รู้ยันตัววิ่งหัวทิ่มออกมา พลางประตูห้องก็ปิดตามหลังดังปัง
 
ขุนช้างลุกขึ้นได้ก็ตะโกนด่าหมอตำแยดังสนั่นหวั่นไหว ได้ยินไปสามบ้านแปดบ้านไปหมด ขุนช้างเมื่อถูกถีบออกนอกห้อง ก็นั่งๆ เดินๆ ไปมาอยู่หน้าห้อง พลางฟังเสียงร้องของนางวันทองจากในห้อง สองตาก็คลอไปด้วยน้ำใสๆ ด้วยความเป็นห่วงนางวันทอง จวบจนได้ยินเสียง อุแว้แรกออกมา เขาก็กระโดดตัวลอย พลางวิ่งเข้ามาทุบประตูห้องดังสนั่นหวั่นไหว

““ได้ผู้หญิงหรือผู้ชาย หา ตอบกูหน่อย หาได้ยินไหม”?”
““ได้ผู้ชายจ้า พ่อขุนช้าง แล้วช่วยๆ หุบปากหน่อยได้ไหม? แม่เด็กเขาจะได้พักผ่อน””
ขุนช้างได้ฟังดังนั้นก็ไม่ฟังเสียง วิ่งร้องแหกปากตะโกนก้องไปทั่วไปบ้านด้วยความดีใจ ทำให้บรรดาบ่าวไพร่ที่เห็นพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามๆ กันกับความดีใจของขุนช้าง และนั่นคือการกำเนิดของหนูน้อย ““พลายงาม”” ที่นางวันทองได้ตั้งชื่อตามชื่อของพ่อบังเกิดเกล้าของเขา ที่จะเกิดมาเพื่อสร้างบทบาทให้แก่เรื่องนี้อีกมากมายนัก



ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๗ (พยัคฆ์น้อยคะนองฤทธิ์)

““พ่อจ๋า พ่อจ๋า พ่อจะพาหนูไปเที่ยวที่ไหนเหรอจ๊ะ”” เสียงจากหนูน้อยวัยประมาณ ๑๐ ขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ที่กำลังวิ่งตามชายศีรษะล้านรูปร่างอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเดินลึกเข้าไปในป่าไม้เบื้องหน้า ทิ้งเด็กน้อยที่กำลังวิ่งตามมาด้านหลังอย่างไม่ไยดี
““พ่อจ๋า หนูเหนื่อยแล้วนะ พ่อจ๋าหนูหิวด้วย ไหนล่ะจ๊ะ? ของเล่นกับขนมอร่อยๆ ที่พ่อบอกหนูน่ะจ๊ะ”” เด็กน้อยวิ่งตามจนหน้าน้อยๆแดงก่ำ หอบหายใจไม่หยุด ด้วยวิ่งตามบิดามาเป็นเวลานานแล้วแต่บิดาก็ไม่ยอมหยุดเดินเสียที

เสียงร้องเล็กๆ นั้นทำให้ร่างของชายศีรษะล้านนั้นหยุดเดิน พลางหันขวับกลับมา พลางเสแสร้งรอยยิ้มจอมปลอมออกมาน้อยๆ แล้วพยักหน้าเรียกหนูน้อยมาใกล้ๆ เมื่อหนูน้อยมาใกล้พอแล้วเขาก็ค่อยนั่งลงช้า พลางยกมือขึ้นลูบหัวของเด็กน้อยเบาๆ พลางกล่าว
““พลายงามเอ้ย วันนี้พ่อพาเจ้ามาที่นี่เพื่อมาเที่ยว แต่พ่อบอกกับเจ้าแล้วว่ามันไกล ถ้าเจ้าต้องการจะมาเที่ยวกับพ่อเจ้าต้องมีความอดทนนะลูกเอ๋ย เอาอย่างนี้เจ้าหิวแล้วใช่ไหม?””

พลายงามพยักหน้ารับพลางมีสีหน้าที่ดีใจขึ้นมาแย้มยิ้มจนเห็นลักยิ้มชัดเจนทั้งสองแก้มน่าเอ็นดูมากๆ ชายผู้นั้นก็กลอกตาไปมาเพื่อดูว่าแถบนั้นมีผู้คนผ่านไปมาหรือไม่ แล้วหันกลับมาพลางแสยะยิ้มให้กับพลายงาม แล้วกล่าวเบาๆ
““ถ้าเจ้าอยากทานขนมอร่อยๆ หลับตาก่อนนะลูก แล้วพ่อจะให้ได้ได้ทาน””
พลายงามก็รีบหลับตาพริ้มลงทันที ชายผู้นั้นก็ยกมือขึ้นบีบจมูกของพลายงามโดยทันทีอย่างแนบแน่น ไม่ว่าพลายงามจะดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดได้ ชายผู้นั้นจ้องหน้าของพลายงามเมื่อเห็นหน้าน้อยๆ นั้นเขียวคล้ำ ก็ปล่อยมือแล้วค่อยวางร่างน้อยๆ นั้นราบลงกับพื้น จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนหันมองไปทางซ้ายทางขวาเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดได้พบเห็นแน่แล้ว จึงเดินไปลากเอาขอนไม้ที่มีใบไม้ติดอยู่มาทับร่างของพลายงามไว้ แล้วรีบออกเดินไปจากที่นั้นโดยทันที

ท่านคงเดาได้ไม่ยากว่าชายผู้นี้คือใคร เขาคือขุนช้างนั่นเอง

ขุนช้างนั้นดีใจที่ได้มีลูกชายเป็นอย่างยิ่งในตอนแรก แต่เมื่อลูกชายของเขาเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กลับมีใบหน้าประพิมพ์ประพายเหมือนกับขุนแผนไม่ผิดเพี้ยน แต่ไม่มีส่วนใดเลยที่เหมือนกับเขาเลย สิ่งเหล่านี้สร้างความสงสัยให้แก่ขุนช้างเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงเริ่มนับวันตั้งแต่วันที่นางวันทองจากเขาไป กับวันที่เด็กคนนี้ถือกำเนิดขึ้นมา แล้วเขาก็เข้าใจว่าที่แท้เขาโดนหลอกเสียแล้ว เขาโดนหญิงคนที่เขารักจนสุดหัวใจหลอกลวงเสียแล้ว ความนี้ทำให้ขุนช้างถึงกับร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตามานานนับปี ความรู้สึกที่ถูกหลอกลวงมันช่างขมชื่นและทรมานสิ้นดี สิ่งเหล่านี้มันคอยฉกกัดและหลอกหลอนขุนช้าง จนในที่สุดเวลาผ่านไป ๑๐ ปี เขาจึงได้ตัดสินใจกระทำการเยี่ยงนี้ไป เฮ้อ

พลายงามนั้นเมื่อหลับตาแล้วถูกบีบจมูกแนบแน่น เขาก็ดิ้นรนต่อสู้ตามสัญชาติญาณ แต่แรงเด็กย่อมไม่อาจที่จะสู้แรงของผู้ใหญ่ได้ เขาเริ่มอ่อนแรงลง ข้างหูก็ได้ยินเสียงกระซิบ ““นายน้อย หยุดดิ้นขอรับ แกล้งตาย ข้าจะช่วยบังตาขุนช้างให้เห็นนายน้อยตายแล้ว”” พลายงามได้ยินเสียงกระซิบดังนั้นก็หยุดการดิ้น ขุนช้างก็ปล่อยร่างของเขาลงกับพื้น จากนั้นก็ลากขอนไม้มาทับร่างของเขาไว้ เมื่อขุนช้างเดินจากไปแล้ว แต่พลายแก้วก็ยังไม่กล้าที่จะขยับด้วยกลัวว่าขุนช้างจะรู้ว่าเขายังไม่ตาย หัวใจดวงน้อยๆ ของพลายงามนั้นหวาดหวั่นและพรั่นพรึงอย่างยิ่งที่พ่อบังเกิดเกล้าของเขา ทำไมถึงพยายามทำอย่างนี้กับเขา มันช่างรุนแรงจนเขาแทบทนรับไม่ได้ ต้องนั่งกอดเข่าแนบแน่นไม่กล้าขยับไปไหน ด้วยความกลัว

พลายงามนั่งอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งเริ่มค่ำมืด เงาของยามรัตติกาลเริ่มกลืนทุกสิ่งเข้าไปในตัวของมันทีละน้อย สรรพสิ่งรอบข้างเริ่มมืดสลัวลง ความน่ากลัวในทุกสรรพสิ่งเริ่มมากขึ้น พลายงามยังคงนั่งกอดเข่านิ่งอยู่ตรงนั้น สักพักหนึ่งก็มีร่างของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง เดินมาก้มกราบที่แทบเท้าของพลายงาม พลางอุ้มร่างของพลายงามขึ้นกอดไว้ แล้วออกบินพาพลายงามออกจากป่าแห่งนั้นไป

วันนั้นทั้งวัน นางวันทองรู้สึกไม่สบายใจ หัวใจหนักอึ้งดุจดั่งมีทั่งเหล็กมาถ่วงไว้ นางวันทองเตรียมการออกไปเยี่ยมมารดาของนาง คือ นางศรีประจันซึ่งได้ป่วยไม่สบายอยู่เสมอๆ นางวันทองรู้สึกเป็นห่วงมารดาจึงได้สั่งบ่าวไพร่จัดเตรียมข้าวของเพื่อไปเยี่ยมไข้มารดาของหล่อน ก่อนออกจากเรือนนางวันทองเรียกหาพลายงาม แต่บ่าวบอกว่าพลายงามออกไปเที่ยวข้างนอกกับขุนช้างแล้ว นางวันทองจึงทอดถอนใจ แล้วออกเดินทางไปบ้านมารดาของนางโดยมิได้มีพลายงามตามไปด้วยเหมือนเคย

หลังจากที่นางวันทองเยี่ยมไข้มารดาของนางเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ระหว่างทางที่นางเดินทางกลับไปยังบ้านนั้น จู่ๆ ก็มีพายุกรรโชกแรง พัดจนทุกคนไม่ลืมหูลืมตา เมื่อลมพายุหยุด นางวันทองก็เห็นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกราบอยู่แทบเท้าของนาง ข้างหูของนางก็ได้ยินเสียง
““นายหญิงขอรับ นายน้อยอยู่กับบ่าว ขอให้นายหญิงติดตามบ่าวมาด้วยเถิดขอรับ””
นางวันทองพยักหน้ารับ โดยมิได้สงสัยเลยว่าจู่ชายผู้นี้มาจากที่ใด แล้วนางได้ยินเสียงพูดได้อย่างไรในเมื่อเขาก้มกราบอยู่อย่างนั้น ชายผู้นั้นลุกขึ้นยืนแล้วเดินเหมือนกับลอยเลื่อนเข้าไปในด้านข้างทางที่เป็นป่า นางวันทองก็เดินตามชายผู้นั้นเข้าไป แล้วนางก็เห็นร่างของพลายงามที่นั่งกอดเข่าแนบแน่นอยู่ใต้โคนไม้ใหญ่ แต่ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกลับหายไปแล้ว

นางวันทองเมื่อเห็นลูกมานั่งอยู่ตรงนี้ก็โผเข้าไปอุ้มร่างพลายงามขึ้นมากอด พลายงามเมื่อเห็นหน้ามารดา ก็กอดร่างของมารดาแน่นพลางร้องไห้ออกมา ทำเอานางวันทองที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุพลอยร้องไห้ไปกับลูกด้วย สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้กันอยู่พักหนึ่ง นางวันทองก็ยกมือเช็ดน้ำตาให้ลูกรัก พลางถาม ““พลายงามหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันลูก หือ หนูไปเที่ยวกับพ่อช้างไม่ใช่หรือลูก””
พลายงามเมื่อได้ยินชื่อของขุนช้างก็ออกอาการหวาดผวาออกมา สร้างความสงสัยแก่นางวันทองยิ่งนัก สักพักนางก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ข้างหู
““เจ้าขุนช้างพยายามจะฆ่านายน้อยน่ะขอรับนายหญิง บ่าวตามไปช่วยไว้ทัน แต่ขุนช้างคิดว่าได้ฆ่านายน้อยไปแล้ว จึงได้จากไป โดยเอาขอนไม้ทับนายน้อยไว้ บ่าวจึงรีบพานายน้อยมาหานายหญิงขอรับ””

นางวันทองได้ยินเสียงก็หันมองไปรอบๆ แล้วก็เห็นเงาสลัวเลือนรางของชายผู้นั้น นั่งอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ นางจึงถามพลายงาม
““จริงหรือเปล่าคะลูก? หือ หนูบอกแม่ซิ ใช่อย่างที่เขาพูดหรือเปล่า”?”
พลายงามก็พยักหน้าน้อยๆ แต่ยังสะอึกสะอื้นอยู่เบาๆ สร้างความสงสารให้เกิดแก่นางวันทองอย่างท่วมท้น พร้อมกับเกิดความแค้นที่ขุนช้างพยายามจะฆ่าลูกชายของหล่อน นางวันทองจึงกอดร่างของพลายงามไว้แนบแน่นกับอก แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวความจริงทั้งหมด รวมถึงว่าใครคือผู้ที่เป็นบิดาบังเกิดเกล้าที่แท้จริงของพลายงาม และสุดท้ายนางจึงบอกกับพลายงามให้ไปตามหานางทองประศรี ผู้เป็นย่าแท้ๆของพลายงาม ที่ตั้งรกรากอยู่ที่เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี

พลายงามเป็นเด็กที่มีจิตใจเข้มแข็ง เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากมารดาก็หยุดร่ำไห้ พลางยืนขึ้นรับปากมารดาว่าเขาจะต้องตามหานางทองประศรีผู้เป็นย่าแท้ๆ ของเขาให้เจอให้จงได้ จากนั้นนางวันทองจึงได้ขอให้ชายผู้นั้นพาพลายงามไปหานางทองประศรีที่เมืองกาญจนบุรี ชายผู้นั้นซึ่งจริงๆ แล้วก็คือโหงพราย ที่เป็นเคยเป็นนายป่าช้าผู้เป็นบ่าวของขุนแผนนั่นเอง รับปาก เมื่อก้มลงกราบนางวันทองแล้วก็อุ้มร่างของพลายงามขึ้นบ่าแล้วทะยานบินไปทางเมืองกาญจนบุรีโดยทันที


ณ เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลายามเช้าตรู่ อากาศเย็นกำลังสบาย ได้ยินเสียงนกกากำลังเริ่มออกหากินกัน น้ำค้างยามเช้ายังไม่ระเหยจางไปจากยอดหญ้า อากาศยามรุ่งอรุณในดินแดนที่ยังมีต้นไม้มากมายนั้นช่างเป็นสุขยิ่งนัก พลายงามเมื่อโหงพรายได้พามาถึงยังเขาชนไก่ก็เป็นเวลารุ่งเช้าพอดี โหงพรายจึงต้องพรางตัวจากแสงอาทิตย์ด้วยเหตุทำให้ฤทธิ์ของเขาอ่อนกำลังลง เขาจึงปล่อยให้พลายงามลงเดินเข้าไปถามผู้คนถึงเรือนของทองประศรีผู้เป็นคหบดีมั่งคั่งที่นี่

ชาวบ้านร้านตลาดเมื่อเห็นรูปลักษณ์อันน่ารักน่าเอ็นดูของพลายงาม กอปรกับความมีมารยาทอันนอบน้อมจับตาผู้ดูผู้ชม ไหนเลยจะไม่รีบบอกทาง และบางคนยังพาขึ้นนั่งเกวียนไปด้วยกันระยะหนึ่ง จนกระทั่งเรือนของนางทองประศรีนั้นตั้งอยู่ข้างๆ ตลาด หรือจริงๆ ต้องบอกว่าตลาดน่ะเป็นของนางทองประศรีถึงจะถูก เพราะนางเป็นคนคิดจัดตั้งตลาด เพื่อให้ชาวบ้านได้มาค้าขายกัน โดยเรื่องค่าที่นั้น แล้วแต่จะเอามาให้ นางไม่ได้กำหนดหรอก ทำให้ชาวบ้านร้านตลาดแถวนี้ ยกย่องความเป็นคนใจกว้างของนางเป็นอย่างยิ่ง

เช้าวันนี้นางทองประศรีเมื่อลุกขึ้นมาใส่บาตรพระเสร็จเรียบร้อย นางก็มานั่งอยู่ที่ม้านั่งหน้าเรือน มองดูคนเดินไปเดินมา ก็รู้สึกว่าเพลินดีเหมือนกัน สักพักหนึ่งนางก็สังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่ง หน้าตาน่ารัก แถมดูแล้วคุ้นเคยตาอย่างไรชอบกล เดินมาจนถึงข้างหน้าของนาง พลางก้มลงกราบที่แทบเท้าของนาง สร้างความประหลาดใจแก่นางทองประศรียิ่งนัก นางทองประศรีประคองร่างของเด็กชายคนนั้นขึ้นมา เห็นบนใบหน้าของเด็กชายผู้นั้นนองไปด้วยน้ำตา ก็ยิ่งสร้างความประหลาดใจแก่นางมากขึ้น นางจึงถามไปว่า
““หนูจ๋า หนูเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันละ? แล้วมากราบฉันทำไมหรือ”?”
พลายงามนั้นตอบทั้งน้ำตาว่า
““หนูชื่อว่าพลายงามจ๊ะ หนูเป็นลูกของพ่อขุนแผนกับแม่วันทองจ๊ะ หนูมาที่นี่เพื่อมาหาท่านย่าทองประศรีน่ะจ๊ะ เพราะแม่วันทองบอกว่าท่านย่าจะพาหนูไปพบพ่อขุนแผนได้น่ะจ๊ะ หนูอยากจะพบหน้าพ่อขุนแผนสักครั้งหนึ่งน่ะจ๊ะ””

นางทองประศรีได้ฟังคำหลานก็บ่อน้ำตาแตก รีบดึงร่างของพลายงามมากอดแนบแน่นไว้กับอก พลางคิดสงสารหลานที่เกิดมายังไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อมาก่อน พลางพึมพำปลอบหลานเสียงสั่นเครือ สองคนย่าหลานกอดกันร้องไห้ท่ามกลางสายตาแสดงความสงสัยของชายบ้านร้านตลาดที่เดินผ่านไปมา เพื่อไปจับจ่ายซื้อของ เมื่อนางทองประศรีตั้งสติได้จากความโศกเศร้า ก็ได้จูงพลายงามขึ้นเรือนไปอาบน้ำแต่งตัวกินข้าว เสร็จก็บอกให้บ่าวไพร่จัดขบวนเดินทาง เพื่อไปเยี่ยมขุนแผนที่คุกในเมืองหลวง

หลังจากผ่านการรอนแรมเดินทางมานานนับเดือน ก็มาถึงยังคุกหลวงที่คุมขังนักโทษของเมืองพระนครศรีอยุธยา นางทองประศรีก็ได้จ่ายเงินเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาแก่ผู้ดูแลคุก เพื่อให้ความสะดวกแก่นางในการให้พลายงามได้เข้าพบกับขุนแผน
““พ่อจ๋า พ่อขุนแผนใช่ไหมจ๊ะ? หนูชื่อพลายงามเป็นลูกของพ่อกับแม่วันทองจ๊ะ หนูดีใจที่ได้พบกับพ่อขุนแผนจ๊ะ””
ขุนแผนได้ฟังคำของลูกชาย ก็ให้ถึงกับน้ำตาซึม “ลูกเอ๋ย ถ้าพ่อไม่มีกรรม  เจ้าคงจะมีพ่อเหมือนดังกับเด็กคนอื่นๆเขา ไม่รู้เมื่อไหร่เวรกรรมจะหมดสิ้นไปเสียที “พ่อก็ดีใจที่พลายงามมาเยี่ยมกับพ่อ แต่ตอนนี้พ่อคงไปอยู่กับลูกไม่ได้ คงต้องรอไปก่อน ระหว่างนี้พ่อจะบอกที่ซ่อนตำราคาถาอาคม และพิชัยสงครามทั้งหลาย เพื่อให้ลูกไปเอามาร่ำเรียนไปก่อน เอาหูมาใกล้ๆ พ่อจะกระซิบบอกเจ้า””

นางทองประศรีที่รออยู่ที่ด้านนอกห้องขัง เห็นพลายงามเดินออกจากห้องมาน้ำตายังติดอยู่บนใบหน้าก็ดีใจนัก รีบเดินมาจูงพลายงาม แล้วถาม
““ว่าไงลูก พ่อขุนแผนเขายังสบายดีกระมัง ย่าอยู่ตรงนี้ผู้คุมเขาให้ไปเยี่ยมได้คนเดียวย่าเลยเข้าไปไม่ได้””
““พ่อขุนแผนสบายดีครับ แล้วเขาฝากบอกว่าท่านย่าไม่ต้องเป็นห่วง และขอโทษที่เขาเป็นลูกอกตัญญู ไม่ได้มาดูแลท่านย่าด้วยครับ”
พลายงามตอบฉะฉาน นางทองประศรีได้ฟังคำหลาย ก็ถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้ม
“ลูกเอ๋ย ดูทีรึ เจ้าติดคุกยังมีกระใจมาห่วงถึงแม่ เมื่อไรเจ้าจึงจะหมดเวร หมดกรรมเสียทีนะลูกนะ”
พลายงามเห็นท่านย่าน้ำตาไหล ก็เข้ามากอดไว้ท้งสองคนก็กอดกันร้องไห้อยู่ตรงนั้นเอง

เวลาผ่านไป ไวเหมือนดั่งโกหก ๓ ปีแล้ว พลายงามก็ได้เติบใหญ่เป็นหนุ่มน้อยหน้ามน หล่อไม่ผิดจากพ่อ แถมท้ายด้วยความเก่งกาจ ด้วยได้ศึกษาตำรับตำราที่ขุนแผนได้ทิ้งเอาไว้ที่บ้านของนางทองประศรีจนจบสิ้นทุกกระบวนความ นางทองประศรีจึงได้พาพลายงามเข้าไปพบกับจมื่นศรีฯ เพื่อฝากตัวเป็นมหาดเล็กในวังหลวง

ต่อมาอีก ๓ ปี เจ้าเมืองล้านช้างซึ่งมีสัมพันธไมตรีกับพระนครศรีอยุธยา ได้ส่งพระธิดาคือ “สร้อยทอง” เพื่อมาถวายตัวรับใช้สมเด็จพระพันวษา ได้ถูกเจ้าเมืองเชียงใหม่ดักตีชิงเอาสร้อยทองไป สร้างความโกรธเคืองแก่สมเด็จพระพันวษายิ่งนัก ถามเหล่าเสนาทหารทั้งหลาย แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าอาสาไปรบกับเจ้าเมืองเชียงใหม่เลย ด้วยได้ยินกิตติศัพท์ถึงความเก่งกาจของเจ้าเมืองเชียงใหม่ว่าร้ายกาจ ยิ่งวิชาคาถาอาคมละก็ ฉมังนัก บรรดาขุนศึกทั้งหลายได้ยินชื่อของเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ตัวสั่นหัวหดกันไปหมด ไม่มีใครกล้าสบพระเนตรของสมเด็จพระพันวษาเลยแม้แต่ผู้เดียว

สมเด็จพระพันวษาเห็นอาการของเหล่าขุนศึกของพระองค์ก็ยิ่งทรงกริ้วหนัก กระทืบพระบาทพลางตะโกนพระสุรเสียงดังก้องไปทั่ว แต่กลับยิ่งสร้างความกลัวแก่บรรดาขุนนางอื่นไปด้วย
““ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าขออาสาเพื่อไปรบกับเจ้าเมืองเชียงใหม่เองพระเจ้าข้า””
สมเด็จพระพันวษาหันพระพักตร์ไปทางต้นเสียง ก็เห็นเป็นมหาดเล็กหนุ่มน้อยหน้ามนที่จมื่นศรีฯเป็นผู้ถวาย แต่พระองค์ไม่ได้สนใจ
““เอ็งเป็นใครวะ? หา ไอ้หนุ่ม กล้าจะไปรบกับเขา หา””
““ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าชื่อว่า พลายงาม เป็นบุตรชายของขุนแผนแสนสะท้านและแม่วันทอง พระเจ้าข้า”” หนุ่มน้อยทูลตอบ

สมเด็จพระพันวษากลับไม่ได้ตรัสตอบต่อพลายงาม แต่ทรงนิ่งอึ้งไป สักครู่หนึ่งก็ทรงพระกรรแสงออกมา สร้างความงุนงงแก่บรรดาขุนนางอำมาตย์ทั้งหลาย สมเด็จพระพันวษาทรงพระกรรแสงอยู่ครู่หนึ่งก็หยุด พลางตรัสบอกกับพลายงามว่า
““ข้าเสียใจต่อพ่อของเอ็งนะ ไอ้พลายงาม ไอ้ขุนแผน ขุนศึกที่ข้ารักที่สุด ตอนแรกที่ข้าจองจำมัน ข้าแค่อยากจะสั่งสอนมันว่าอย่าโลภมาก คิดจะสั่งสอนมันแค่วันสองวัน แต่ไม่นึกเลยว่าข้าเองกลับลืมเลือนมัน จองจำมันไปถึงสิบกว่าปี ข้าเสียใจจริงๆ ว่าแต่เอาเถอะ เอ็งต้องการอะไรบ้างที่จะไปรบครั้งนี้”?”
พลายงามก็ก้มลงกราบทูลว่า
““ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์พระราชทานอภัยโทษให้แก่ขุนแผนบิดาของข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าข้า””
““เออได้ ข้าให้ตามที่เอ็งขอ”” สมเด็จพระพันวษาพระราชทานให้แล้วเสด็จกลับไปยังห้องบรรทมด้านหลัง

พลายงามแสนจะดีใจที่พ่อได้รับการพระราชทานอภัยโทษ จึงได้เดินทางมายังคุกหลวง แล้วรายงานให้ผู้คุมวังหลวงได้ปล่อยตัวของขุนแผนออกจากคุกมา ขุนแผนนั้นดีใจเป็นยิ่งนักสวมกอดลูกชายแนบแน่น และเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของหนุ่มน้อย ก็หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปลาบปลื้มใจที่สมเด็จพระพันวษานั้นมิได้โกรธเคืองตนเลย พลายงามก็พาตัวขุนแผนกลับไปยังบ้านของจมื่นศรีฯ ไปพบกับนางแก้วกิริยา ซึ่งขณะนั้นได้ตั้งครรภ์แก่ได้เกือบครบกำหนดคลอดแล้ว แก้วกิริยาก็ดีใจมาก สวมกอดขุนแผนแนบแน่น พลางร้องไห้กับอกของขุนแผนอยู่นาน จนขุนแผนนั้นอายพลายงามลูกชาย จึงค่อยคลายกอดของแก้วกิริยาออก

แก้วกิริยานั้นรู้ว่าตนนั้นเสียกิริยาจึงได้รีบคลายมือออก ขุนแผนจึงได้แนะนำให้พลายงามรู้จักกับแก้วกิริยา ซึ่งพลายงามนั้นก็เข้ามาทำความเคารพแก้วกิริยาเสมือนกับเคารพมารดาของเขา สร้างความปลื้มปิติแก่ขุนแผนและแก้วกิริยายิ่งนัก

วันต่อมาขุนแผนก็ได้เข้าเผ้าสมเด็จพระพันวษา เมื่อสมเด็จฯ ได้เห็นหน้าของขุนแผนนั้นก็ทรงพระกรรแสงออกมาอีก สร้างความปลาบปลื้มแก่ขุนแผนยิ่งนัก ความรู้สึกขมขื่นที่ได้รับระหว่างถูกจองจำสลายไปกับน้ำพระเนตรที่รินหลั่งออกมาจนหมดสิ้น ขุนแผนรอจนสมเด็จฯ คลายความโศกเศร้า แล้วจึงทูลถามพระพลานามัยของสมเด็จฯ สร้างความปลื้มพระหฤทัยยิ่งนัก จากนั้นขุนแผนจึงทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นางลาวทอง และขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่บรรดานักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ด้วยกันทั้ง ๓๕ คน เพื่อให้ไปร่วมรบด้วยกัน ซึ่งสมเด็จพระพันวษาก็พระราชทานให้ตามคำขอ

แล้วขุนแผนจึงพาพลายงาม ไปจัดเตรียมกองทัพ ณ วัดใหม่ไชยชุมพล ซึ่งเมื่อได้ฤกษ์ออกรบ นางแก้วกิริยาก็ปวดครรภ์แล้วคลอดเด็กชายออกมาหน้าตาน่าเอ็นดู ขุนแผนจึงตั้งชื่อให้ว่า ““พลายชุมพล””

เมื่อกองทัพออกเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง จนใกล้ถึงเมืองพิจิตร ขุนแผนก็บอกกับพลายงามให้ตั้งทัพรออยู่ใกล้ๆ กับเมืองพิจิตร จากนั้นก็นั่งคอโหงพรายพร้อมกับพลายงาม ไปยังบ้านของพระพิจิตร เมื่อพระพิจิตรได้พบกับขุนแผนนั้นหะแรกก็ไม่เชื่อสายตาว่าจะเป็นขุนแผนจริงๆ ด้วยเวลาผ่านมานานมากแล้ว จากหนุ่มน้อยหน้ามน ได้กลับกลายเป็นชายกลางคนที่ท่าทีเคร่งขรึม และมาพร้อมกับบุตรชายที่เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาประพิมพ์ประพายคล้ายกับขุนแผนเมื่อวัยหนุ่มก็ดีใจอย่างมาก

““ว่าไง ขุนแผน ดีใจจริงที่ได้เจอเธออีกนะ ฉันยังคุยกับลูกสาวของฉันถึงเธออยู่เมื่อวานนี้เอง เธอก็มาแล้ว ยังจำศรีมาลาได้ไหม? ตอนที่เธอมาที่นี่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่เลยนะ เออ ฉันคงแก่แล้วเลอะเลือน ปล่อยให้เธอยืนอยู่หน้าบ้านได้ เชิญ เชิญ เข้ามาทานน้ำข้างในก่อนนะ””

ขุนแผนก็พาพลายงามตามพระพิจิตรเข้าไปในบ้าน แล้วแนะนำให้พระพิจิตรได้รู้จักกับพลายงาม
““คือที่กระผมมาในวันนี้ก็ด้วยต้องการจะมาเยี่ยมเยียนท่านละขอรับ และอีกอย่างคือ กระผมจะมาขอรับม้าสีหมอกคืนจากท่านด้วย เนื่องเพราะในตอนนี้ท่านคงได้ข่าวแล้วว่าทางเมืองเชียงใหม่ได้ชิงตัวสร้อยทองพระธิดาของเจ้าเมืองล้านช้างที่ส่งตัวมาถวายแด่สมเด็จพระพันวษา กระผมและบุตรชายจึงอาสามาเพื่อชิงตัวพระธิดาคืนขอรับ””

พระพิจิตรพยักหน้าเข้าใจ พลางตะโกนเรียกบ่าวให้นำน้ำมาเลี้ยงแขก และขอตัวลุกขึ้นยืนเดินหายไปด้านหลังห้อง สักพักหนึ่งก็เดินกลับมา พร้อมกับมีดรุณีนางหนึ่ง เดินตามมาทางด้านหลังด้วย พระพิจิตรเดินมานั่งด้านหน้าของขุนแผนและพลายงาม พลางแนะนำ
““นี่ไง แม่ศรีมาลา บุตรสาวของฉันเอง สวัสดีท่านอาเสียซีลูก อ้อ วันนี้อยู่ทานข้าวเย็นและค้างอยู่ที่นี่ด้วยกันซักคืนนะ ฉันสั่งบ่าวไพร่ให้เตรียมที่เตรียมทางไว้แล้ว ว่าแต่วันทองเขาสบายดีรึ”?”
ขุนแผนนั้นหน้าตาหมองคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินชื่อ ก้มหน้านิ่งไม่ได้ตอบ พลายงามเห็นดั่งนั้นจึงตอบแทน
““ขอรับ แม่วันทองสบายดีขอรับ””

ศรีมาลาซึ่งแอบจ้องหน้าหนุ่มน้อยหน้ามนอยู่แต่แรกแล้ว เมื่อเห็นเขาตอบวาจาของบิดา ท่าทีฉะฉานองอาจ ก็รู้สึกชมชอบขึ้นมาน้อยๆ ยิ่งเห็นหนุ่มน้อยหน้ามนจ้องหน้าของตน ก็ยิ่งรู้สึกร้อนที่ใบหน้าจนไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นมาอีก เอาแต่ก้มหน้ามองพื้นกระดานจะกระทั่งพระพิจิตรคุยกับขุนแผนและพลายงามเสร็จไปพักผ่อน ค่อยกล้าเงยหน้าขึ้นมามองเงาหลังของเขาเดินจนลับเข้าไปยังหลืบห้องด้านหลัง

พลายงามนั้นตั้งแต่เห็นสาวน้อยที่เดินตามหลังพระพิจิตรมา ก็จ้องตาไม่กระพริบ ด้วยรู้สึกนึกรักตั้งแต่แรกที่ได้เจอ พยายามจ้องหน้าของเธอ แต่เธอก็เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมพูดจา ยิ่งทำให้ไฟสวาทในหัวอกลุกโพลงมากยิ่งขึ้น จนนึกในใจว่าคืนนี้เราต้องไปหาเธอให้จงได้ คิดพลางเดินตามพ่อเข้าไปพักในห้อง ก็ยังไม่หยุดคิด

คืนนั้น พลายงามลุกขึ้นนั่งบนที่นอน พลางพนมมือร่ายเวทย์สะกดคนในบ้านของพระพิจิตร เสร็จก็เดินมายังห้องที่ตนหมายตาไว้ว่าเป็นห้องพักของศรีมาลาบุตรสาวของพระพิจิตร พลางร่ายเวทย์สะเดาะกลอนประตูออก แล้วผลักบานประตูเข้าไปด้านในห้องของศรีมาลา เดินมาจนถึงม่านมุ้งงดงามที่คลุมเตียงนอนของศรีมาลาอยู่ พลายงามก็เลิกม่านมุ้งที่ปลิวไสวส่งกลิ่นหอมน้อยๆ ออก พลางนั่งลงบนเตียงของศรีมาลา แล้วร่ายเวทย์คลายสะกดให้แก่ศรีมาลา พลางก้มลงจูบเบาๆ ที่หน้าผากขาวเนียนกลมมนเบาๆ

ศรีมาลาค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมา ก็ตกใจด้วยมีผุ้ชายมานั่งอยู่บนเตียงของนาง ยังไม่ทันไร ก็ยกมือขึ้นตบไปยังใบหน้าของชายผู้นั้นทันที แต่เขากลับจับมือของนางไว้ พลางก้มลงดอมดมที่มือของนางอีก ยิ่งสร้างความโกรธแก่ศรีมาลายิ่งนักยกมืออีกข้างหนึ่งตบใส่อีก ก็ถูกจับไว้แล้วทำอย่างเดิมอีกครั้งหนึ่ง ศรีมาลาโกรธมาก กำลังจะร้องเรียกคนในบ้าน ชายผู้นั้นก็พูดออกมา
““น้องศรีมาลาจ๊ะ นี่พี่พลายงามเองนะ””
ศรีมาลาได้ยินเสียงที่นางนอนคิดถึงจนหลับไป ก็รู้สึกขวยเขินขึ้นมาทันที ใบหน้าร้อนผะผ่าว ก้มหน้านิ่งไม่กล่าวว่ากระไร กระทั่งมือนางก็ไม่ดึงกลับมาแล้ว

““น้องศรีมาลาโกรธพี่พลายงามหรือจ๊ะ ไม่พูดไม่จา พี่พลายงามขอโทษนะจ๊ะที่บุกเข้ามาในห้องของน้องศรีมาลา แต่พี่พลายงามรักน้องศรีมาลา พี่พลายงามจึงอดใจไม่ไหวเข้ามาเพื่อขอคุยกับน้องนิดเดียวเท่านั้นแหละจ๊ะ””
ศรีมาลาเงยหน้าขึ้นมามองหน้าหล่อเหลาของหนุ่มน้อยเบื้องหน้า แล้วไม่รู้ว่ายังไง ก็รู้สึกสงสารและรักใคร่จนไม่รู้สึกว่าเขามาล่วงเกิน จึงได้บอกไป
““พี่พลายงามจะรักน้องได้อย่างไร ก็เพิ่งเคยเจอกันแท้ๆ แล้วน้องศรีมาลาก็เป็นหญิง พี่พลายงามเข้ามาห้องน้องอย่างนี้ ถ้าใครรู้เข้าน้องจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเล่าจ๊ะ””

พลายงามเห็นคาถามหาละลวยได้ผล ศรีมาลาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองเขาอย่างที่ควรเป็น จึงบริกรรมคาถามหาละลวยอีกครั้งพลางเป่าไปที่ขม่อมของศรีมาลา ได้ผล ศรีมาลามีอาการสะเทิ้นอาย พลายงามเห็นได้โอกาสก็โอบกอดร่างของศรีมาลามาแนบอก พลางก้มลงจูบที่ริมฝีปากแดงระเรื่อ ศรีมาลาสะท้านไปทั้งร่าง แล้วยกสองแขนเรียวงามโอบกอดร่างของพลายงามไว้แนบแน่น

พลายงามก็โอบรั้งร่างของศรีมาลาไว้แนบแน่น ประกบจูบพลางส่งลื้นเข้าไปควานหาลิ้นหอมหวนของศรีมาลา เมื่อเจอก็กระหวัดรัดกัน จนเกิดความกระสันรัญจวนกันไปทั้งสองคน สองมือพลายงามลูบไล้ไปทั่วร่างงามของศรีมาลา ค่อยถอดผ้าออกที่ละชิ้นจนเรือนร่างของศรีมาลาเปลือยเปล่า นอนขดเหมือนลูกแมวสีขาวตัวน้อยๆ พลายงามก็ถอดเสื้อผ้าออกจนเรือนร่างกำยำงดงามนั้นเปลือยเปล่า พลางทาบร่างลงไป

ศรีมาลาและพลายงามนั้นต่างก็ไม่เคยด้วยกันทั้งคู่ พลายงามนั้นนอกจากกอดจูบไปตามร่างของศรีมาลาแล้วทำอะไรไม่เป็น ต้องให้ศรีมาลานั้นลุกขึ้นมานั่งทับร่างของพลายงาม พลางจับเอาควยของพลายงามมาถูไถตามร่องหลืบสีชมพูที่มีเงาน้ำใสๆ หล่อเลี้ยงจนฉ่ำเยิ้มไปหมด ศรีมาลาก็รู้อยู่แค่นั้นว่าเพราะเวลาเอานิ้วมาถูตามร่องก็เสียวดีมีน้ำใสๆ ออกมา จึงเอาควยของพลายงามมาถูบ้าง จนเสียวมากทนไม่ไหว ก็จับควยของพลายงามกดเข้าไปในร่องหีตีบแคบ มันเจ็บจนศรีมาลาต้องหยุดและยกตัวขึ้นน้อยๆ แต่พลายงามที่นอนอยู่เบื้องล่างเสียวมาก จับเอวของศรีมาลาดึงลงมาอย่างแรง

กึกกก เงี่ยงหัวควยหลุดเข้าไปในร่องหีของศรีมาลา ทำให้ศรีมาลาหวีดร้องออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บร่องหี พลายงามก็ยกมือขึ้นมาจับหน้าอกตูมเป็นกระเปาะของศรีมาลา พลางใช้นิ้วมือบีบบี้หัวนมสีน้ำตาลอ่อนที่แข็งชี้ชันไปมา จนศรีมาลาเริ่มคลายความเจ็บจากการถูกเบิกร่องหีเป็นครั้งแรก หลั่งน้ำเสียวออกมาชโลมหัวควยจนเริ่มลื่น พลายงามก็กระดกก้นค่อยๆ ให้หัวควยค่อยๆ เบียดแทรกเข้าไปในร่องหีแคบตีบของศรีมาลาทีละน้อยๆ ศรีมาลาค่อยๆ คลายความเจ็บในร่องหีแล้ว ก็ดึงตูดขึ้นให้ควยของพลายงามครูดในร่องหี เสียวอร่อยเหาะ แล้วกดลงช้าๆ หัวควยก็แหวกเข้าไปในร่องหี ลำควยก็ครูดติ่งแตดจนเสียวไปหมด

ศรีมาลาเริ่มทำช้าๆ จนหายเจ็บก็เริ่มกระแทกขึ้นลงเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้นอีก สองเต้าเป็นกระเปาะกระเพื่อมล่อตาจนพลายงามต้องยกมือขึ้นกำไว้ พลางกระดกตูดรับการกระแทกของศรีมาลา จนกระทั่งศรีมาลาตัวสั่นสะท้าน ร่องหีบีบตอดเป็นจังหวะ ทำให้พลายงามเสียวจนทนไม่ไหว กระฉูดน้ำควยไปราดรดร่องหีของศรีมาลาจนไหลเยิ้มออกมาเปียกโคนควยจนหมอยราบเป็นทางไปหมด

พลายงามเมื่อได้ศรีมาลาเป็นเมียแล้วก็ปลอบโยนศรีมาลาจนกระทั่งหลับไป ก็ค่อยๆ ย่องกลับมาที่ห้อง เมื่อปิดประตูห้องเสร็จ หันมาที่เตียงก็สะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นขุนแผนนั่งรอที่บนเตียงด้วยหน้าตาที่เคร่งเครียด
““อ้าวพ่อยังไม่หลับอีกหรือครับ?”” พลายงามถามทำหน้าหน้าตาไม่รู้เรื่อง
ขุนแผนเห็นหน้าของบุตรชายก็รู้สึกโกรธ แต่แล้วเขาก็สำนึกได้ว่าตอนที่เขาหนุ่มๆ เวลามีความรักเขาก็ทำอย่างนี้เช่นกัน จึงสงบอารมณ์ลงได้ พลางกวักมือเรียกตัวบุตรชายเข้ามานั่งคุยกัน
““พลายงาม ลูกเอ๋ย สิ่งที่เจ้าทำไปพ่อเข้าใจ แต่ลูกผู้ชายทำสิ่งไรไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบ พ่อหวังว่าเจ้าคงจะเข้าใจคำพูดของพ่อ ว่าแต่เจ้ารักศรีมาลาใช่หรือไม่ลูก”?”

พลายงามได้เห็นท่าทีของพ่อก็รู้ได้ทันทีว่าพ่อไม่ได้ถูกเข้าสะกดไปด้วย รู้สึกตกใจและกลัวมากๆ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของพ่อในตอนท้ายก็รู้ได้ว่าพ่อเข้าใจและไม่กล่าวโทษในสิ่งที่เขาได้กระทำไป จึงลดตัวลงมานั่งที่พื้นแล้วก้มลงกราบที่เท้าของพ่อ พลางพูดว่า
““ข้าขอโทษครับพ่อ เนื่องจากข้ารักศรีมาลามาก และเกรงว่าเราไปรบกันในวันพรุ่งแล้ว อาจไมได้กลับมาอีกจึงได้กระทำเยี่ยงนั้นไป แต่ข้าก็ขอยืนยันรับผิดชอบในการกระทำของข้า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ข้าจะรับศรีมาลาเป็นภรรยาแน่นอนครับ””
ขุนแผนได้ฟังคำของบุตรชายก็ดีใจที่บุตรชายของเขาเป็นลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับ จึงดึงร่างของพลายงามขึ้นมานั่งข้างๆ แล้วบอก
““ถ้าเป็นอย่างนั้น ในวันพรุ่งนี้พ่อจะจัดการสู่ขอศรีมาลาให้กับเจ้า ขอให้เจ้าจงจำคำพูดของเจ้าที่เคยบอกกับพ่อให้ดี””

ก่อนที่จะออกจากบ้านของพระพิจิตร ขุนแผนได้เจรจาสู่ขอศรีมาลากับพระพิจิตรสร้างความแปลกใจแก่พระพิจิตรยิ่งนัก เรียกศรีมาลามาถามไถ่ ศรีมาลาก็ก้มหน้าตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ยอมรับการสู่ขอ ดังนั้นพระพิจิตรจึงได้ตกลงรับปากกับขุนแผน สำหรับงานพิธีนั้นคงต้องรอจนขุนแผนและพลายงามไปรบเสร็จกลับมาเสียก่อนจึงจะได้จัดงานกัน

อากาศในยามบ่ายนั้นร้อนผะผ่าว ลมนิ่งไม่พัดไหวแม้สักกระผีก ต้นไม้ใบไม้แห่งกรอบเป็นสีน้ำตาลไปทั่วทั้งป่า เหล่าสัตว์ป่าน้อยใหญ่พากันอพยพหนีภัยแล้งนี้ ไปยังบนเขาที่ยังมีความเขียวชอุ่มด้วยเป็นแหล่งแห่งต้นน้ำ ขุนแผนและพลายงามหลังจากที่ออกจากบ้านของพระพิจิตรก็เดินทางมายังเชิงเขาแห่งนี้ ที่ห่างจากบ้านของพระพิจิตรครึ่งวัน เพื่อมาขุดดาบฟ้าฟื้นที่ขุนแผนได้ฝังเอาไว้ก่อนที่เขาจะเข้าไปสู้คดีกับขุนช้างที่เมืองหลวงในอดีต

ทั้งหมดเดินทางมาจนถึงยังบึงแห่งหนึ่งที่แห้งขอดไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว ขุนแผนก็ให้พลายงามหยุดรอที่ริมบึง ตัวเขาก็เดินเข้าไปยังกลางบึงแห่งนั้น พลางสอดส่ายสายตาหาอะไรบางอย่าง และแล้วขุนแผนก็ได้เจอ ขุนแผนเดินเข้าไปยังอะไรบางอย่างที่เป็นลักษณะคล้ายๆ กับเส้นเชือกที่โยงขึ้นมาจากบนบก ยาวลงมาจนถึงยังกลางบึงแห่งนี้ ขุนแผนจับเส้นเชือกแล้วเดินตามเส้นเชือกไปจนถึงขอบบึงอีกด้านหนึ่งจนสุดปลายเชือกแล้ว
ขุนแผนก็นั่งลงพนมมือบริกรรมคาถา

สักพักหนึ่งก็มีเมฆดำหย่อมใหญ่มาปกคลุมบริเวณจนมืดครึ้ม พื้นดินด้านหน้าของขุนแผนก็แยกออก ปรากฏร่างเลือนรางสีขาวออกมา ดูรูปลักษณ์เหมือนดังกับเป็นคนชรา ขุนแผนนั้นกระพือปากเบาๆ เหมือนกับคุยกัน ร่างเลือนรางนั้นก็พยักหน้าน้อยๆ สักพักหีบเหล็กใบหนึ่งก็ลอยขึ้นมาจากรอยแยกนั้น ขุนแผนรับหีบเหล็กนั้นไว้ แล้วก้มศรีษะขอบท่านน้อยๆ ร่างเลือนรางนั้นก็จางหายไป แผ่นดินที่แยกอยู่ก็ปิดลงตามเดิม เมฆครึ้มนึ้นก็ค่อยๆ จางหายไป จนกลับสู่สภาวะเดิม ขุนแผนก็เดินถือหีบเหล็กใบนั้นกลับมาหาพลายงาม แล้วก็ชักชวนกันออกเดินทางต่อไป


เจ้าเมืองเชียงใหม่ เป็นชายวัยกลางคนอายุอานามประมาณ ๔๐ เศษ สักลายพร้อยไปทั้งด้วย อดีตเคยเป็นพระที่เรืองคาถาอาคมแล้วสึกออกมาด้วยร้อนผ้าเหลืองอยากจะได้เป็นใหญ่ เมื่อสึกออกมาแล้วก็ซ้องสุมกำลังจนกระทั่งลุกฮือขึ้นมาจับเจ้าเมืองเชียงใหม่ฆ่าเสีย แล้วตั้งตนเองเป็นเจ้าเมืองเสียเอง รู้สึกแปลกใจที่ได้ยินข่าวว่ามีกองทัพยกมาจากพระนครศรีอยุธยาแต่มาเพียงแค่ ๓๐ กว่าคน แถมคนนำทัพยังเป็นเพียงหนุ่มน้อยหน้ามนเท่านั้น เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็หัวเราะออกมาพลางตะโกนบอกเหล่าทหารของเขาว่า
““ให้มันมาเหอะ เดี๋ยวกูจะเตะไอ้เด็กหน้าขาวให้มันกลิ้งกลับไปร้องไห้ซบกับตักของแม่มันเลย””
คำพูดของเจ้าเมืองเชียงใหม่ทำให้บรรดาทหารหาญพากันหัวเราะครืนครั่นด้วยความขำขัน
เนื่องจากตั้งแต่ได้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่มา เหล่าทหารยังไม่เคยเห็นใครที่เก่งกาจเท่ากับเขาเลยสักคนเดียว เมื่อเจ้าเมืองเชียงใหม่หัวเราะจนพอใจก็ออกทัพพาเหล่าทหารของเขามาเผชิญหน้ากับทัพของพลายงามที่ตั้งประจันอยู่ด้านหน้าเมืองโดยทันที

พลายงามและขุนแผน เดินทัพมาตั้งประจันที่หน้าเมืองเชียงใหม่ได้คืนหนึ่งแล้ว ทั้งคู่ได้ตกลงกันว่าจะให้พลายงามได้แสดงอาคมที่ได้ร่ำเรียนมาว่าเป็นผลเช่นใด เมื่อเห็นทัพเมืองเชียงใหม่ที่มีกำลังกว่าพันคนออกมา รายล้อมเต็มไปหมด เหล่าทหารของพลายงามและขุนแผนที่เคยเป็นนักโทษจำนวน 35 คนนั้นก็เริ่มออกอาการหวาดกลัว บางคนก็ตัวสั่นสะท้านเหมือนดังกับเจ้าเข้าไปเลยทีเดียว

เจ้าเมืองเชียงใหม่เมื่อเดินทัพมาจนสองทัพประจันหน้ากันแล้ว ก็สั่งให้กองทัพของเข้าห้อมล้อมทัพของพลายงามไว้ด้วยหมายใจจะฆ่าให้สิ้น แล้วเสียบหัวประจานไว้ให้ทางพระนครศรีอยุธยาได้รู้ว่าเขาแน่แค่ไหน เมื่อเห็นทัพของเขาล้อมเอาไว้จนหมดสิ้นแล้ว ก็เดินออกมาหน้าทัพ
““ไหนวะ ไอ้เด็กหน้าขาวที่เป็นนายทัพ ออกมาให้กูเห็นหน้าซิวะ อย่าเอาแต่หลบอยู่หลังทหาร””
พลายงามได้ยินเสียงร้องท้าทาย ก็ออกมายืนที่ด้านหน้าทัพ
““กูอยู่นี่ มึงจงมอบตัวพระธิดาของเจ้าเมืองล้านช้างออกมาดีๆ แล้วมัดมือตัวเอง ตามกูกลับไปเข้าเผ้าสมเด็จพระพันวษาดีๆ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว””

เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ฟังคำของพลายงามก็มีอาการหน้าเขียว ล้มตัวลงไปนอน จนเหล่าทหารแตกตื่นตกใจ เพราะคิดว่าโดยอาคมของพลายงามเล่นงานเข้าแล้ว แต่สักพักเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ลุกขึ้นยืน พลางบอกว่า
““โอย ขำแทบตายแล้ว มึงเกือบทำกูขำตายไปแล้วไอ้เด็กหน้าอ่อน คราวนี้ละก็จะเอาหน้ามึงมาเป็นโถรองฉี่ของกูละ””

พลายงามได้ฟังคำก็รูดใบไม้ออกมากำหนึ่ง พลางบริกรรมคาถาแล้วโปรยใบไม้ออก อัศจรรย์ยิ่งนัก ใบไม้ทั้งหลายกลับกลายเป็นตัวต่อเสือตัวเบ้งๆ
บินออกไปไล่ต่อยทหารของเจ้าเมืองเชียงใหม่จนแตกฮือกันอลหม่านไปหมด

เจ้าเมืองเชียงใหม่เห็นพลายงามเสกใบไม้เป็นตัวต่อได้ก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย พลางก้มลงกำเอาฝุ่นบนพื้นขึ้นมาบริกรรมแล้วสาดซัดไปที่กลุ่มของตัวต่อ ฉับพลันนั้น ตัวต่อเสือก็กลับกลายเป็นใบไม้จนสิ้นเชิง

ขุนแผนเห็นฝีมือของเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ร้องเอ๊ะออกมาเบาๆ รู้สึกแปลกใจ เพราะยังไม่เคยมีใครสามารถคลายคาถาของเขาได้ พลายงามยิ่งประหลาดใจกว่า เขาก้มลงหยิบใบไม้ขึ้นมากำไว้ในมือ บริกรรมคาถาพลางมัดพันใบหญ้านั้นจนกลายเป็นรูปลักษณ์ของมนุษย์ พลางขว้างไปยังเจ้าเมืองเชียงใหม่ ใบไม้ที่ถูกมัดจนกลายเป็นตัวมนุษย์นั้นก็ขยายออกจนกลายเป็นหุ่นยักษ์ตัวใหญ่กว่า ๖ ฟุต วิ่งตะบึงเข้าหาเจ้าเมืองเชียงใหม่อย่างรวดเร็ว

เจ้าเมืองเชียงใหม่เห็นพลายงามอายุเพียงแค่นี้กลับสามารถผูกหุ่นพยนต์ได้ ก็ตกใจยิ่ง ลนลานรีบล้วงมือเข้าไปในย่ามหยิบควายธนูออกมา บริกรรมอย่างรวดเร็วแล้วขว้างออกไป มีเสียงดังเปรี้ยง ความธนูขยายขนาดออก วิ่งตะบึงออกไปไล่ขวิดหุ่นพยนต์ของพลายงามอย่างดุร้าย หุ่นพยนต์ก็เตะควายธนูของเจ้าเมืองเชียงใหม่จนล้มกลิ้งไป แต่ควายธนูก็อึดยิ่งนัก ลุกขึ้นมาไล่ขวิดเป็นพัลวันจนฝุ่นตลบอบอวล หุ่นพยนต์ก็ยกมือขึ้นชก ยกเท้าขึ้นเตะ ทั้งสองต่อสู้กันเป็นพัลวัน ในที่สุดหุ่นพยนต์ก็พลาดท่าถูกควายธนูขวิดจนตัวลอยขาขาดไปข้างหนึ่ง แต่เมื่อหุ่นพยนต์ตกลงมาก็จับเขาควายไว้แนบแน่น พลางบิดอย่างแรงจนมีเสียงดังเปรียะลั่น ควายธนูก็หายวับไป กลายเป็นตุ๊กตาดินปั้นที่คอหลุดออกจากตัวมาหล่นอยู่ด้านหน้าของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ส่วนหุ่นพยนต์เองก็หายวับไป กลายเป็นเศษหญ้าที่ขาดรุ่งริ่งตกอยู่หน้าพลายงามเช่นกัน

ขุนแผนเห็นฝีมือของเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ให้รู้สึกห่วงพลายงามเป็นกำลัง ด้วยเกรงบุตรชายจะพลาดพลั้ง ส่วนหนึ่งเพราะเขายังไม่รู้ฝีมือบุตรชาย เพราะมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยเหลือเกิน

พลายงามและเจ้าเมืองเชียงใหม่เห็นฝีมือของแต่ละฝ่าย ก็เลิกดูแคลนกันและกัน เจ้าเมืองเชียงใหม่นั้นนั่งลงกับพื้นพลางยกมือขึ้นบริกรรมคาถาฉับพลันนั้นก็ปรากฏเมฆดำทมึนออกมาครอบคลุมแถบนั้นจนมืดครึ้มไปหมด บังเกิดพายุพัดหวีดหวิวจนเหล่าทหารทั้งหลายโซซัดโซเซไปมา วิ่งหาต้นไม้เกาะกันให้วุ่นวาย ฉับพลันบังเกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยงมายังร่างของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ร่างของเจ้าเมืองเชียงใหม่สะดุ้งเฮือก แล้วแน่นิ่งไป สักพักหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนตรง ผิวเนื้อทั่วร่างของเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ปรากฏริ้วรอยเป็นเหมือนกับลายตะปุ่มตะป่ำไปหมด เรือนร่างของเขาขยายขึ้นจนใหญ่กว่า 6 ฟุต มีเลือดสดๆ ไหลออกมาจากปากของเขา ผมเผ้าหยิกหยอย มีเขี้ยวอันใหญ่โต งอกออกมาจากริมฝีปากทั้งสองข้างของเขา เจ้าเมืองเชียงใหม่นั้นใช้สุดยอดคาถาของเขาอัญเชิญท้าวเวสสุวัณ ซึ่งเป็นเจ้าแห่งปิศาจทั้งมวลลงมาสถิตยังร่างของเขา เพื่อให้กำลังแก่เขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

พลายงามเห็นดั่งนั้นก็ตกใจด้วยยังเป็นเด็กหนุ่ม ทำให้ขาดประสบการณ์อันจำเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงขาดสติในช่วงเวลาอันคับขัน ฉับพลันนั้น ขุนแผนก็ลุกขึ้นยืนตรง พลางตะโกนเสียงดังสนั่น “หยุด”” พลายงามสะดุ้งไปทั้งร่าง ความตื่นตกใจลดลงจนหายไป จิตใจเริ่มสงบเยือกเย็น พลางนั่งลงกับพื้นนิ่งไปเป็นเวลานาน สักพักหนึ่งก็ยกมือขึ้นพนมไหว้ไปยังฟากฟ้าเบื้องบน ฉับพลัน เมฆดำทมึน ก็มีรอยแยกออกเป็นร่องมีลำแสงส่องลงมาพลางมีเงาร่างสีเขียวดุจดั่งหยกเนื้อดีลอยลงมาทับไปยังร่างของพลายงาม

ฉับพลันนั้น ร่างของพลายงามก็เปลี่ยนไป ผิวเนื้อที่ขาวนวลก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเป็นประกายดั่งหยกเนื้อดี คิ้วเรียวยาวจนจรดจอนหู มีเงารางๆ เหมือนดังกับชฏาครอบอยู่บนหัวของพลายงาม เมื่อพลายงามลืมตาขึ้นมาประกายตาดำขลับของเขาก็มีสีเขียวเจือจางรางๆ พลายงามหันหน้ามาทางเจ้าเมืองเชียงใหม่

ร่างของเจ้าเมืองเชียงใหม่สั่นสะท้านด้วยรู้ว่าพลายงามนั้นอัญเชิญใครมา แต่เขาไม่ยอมแพ้เยี่ยงนี้ เขาวิ่งเข้ามายกสองมือขึ้นเพื่อจะบีบคอของพลายงามให้หักไปกับมือของเขา แต่พลายงามนั้นยืนนิ่ง ปล่อยให้เจ้าเมืองเชียงใหม่บีบคอหอยของเขา แต่มืออันใหญ่โตของเจ้าเมืองเชียงใหม่บีบคออันเล็กจ้อยของเขาอย่างไรก็ไม่หักเสียที เจ้าเมืองเชียงใหม่ใช้พลังทั้งหมดทั้งโยกทั้งคลอนอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ร่างของพลายงามขยับได้แม้สักกระผีเดียว

พลายงามยกมือขึ้นปัดสองมือของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ทำให้ร่างของเจ้าเมืองเชียงใหม่ถึงกับกระเด็นไปไกล พลายงามก็ยกมือซ้ายขึ้นกำมือเหมือนดังกับจับคันธนูขึ้นชี้ไปทางร่างของเจ้าเมืองเชียงใหม่ มือขวาก็ทำท่าดุจดั่งรั้งสายธนู แล้วปล่อย เสียงดังพรึ่บ ปรากฏสายฟ้าพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว แสงเป็นประกายเจิดจ้าจนคนไม่อาจลืมตาดูตรงๆ ได้

สายฟ้านั้นกระแทกเข้าไปยังอกของเจ้าเมืองเชียงใหม่ บังเกิดเสียงดังเปรี้ยงสนั่นหวั่นไหว เกิดเป็นแรงอัดมหาศาล จนต้นไม้ใบหญ้าถอนรากถอนโคนออก เหล่าทหารหาญก็ล้มกันระเนระนาด เหลือเพียงขุนแผนที่ยืนมองดูด้วยความปลาบปลื้มใจที่ลูกชายเก่งกาจมากๆ ดั่งใจของเขาเมื่อฝุ่นที่ตลบอบอวนได้ซาไป ก็เหลือเพียงร่างของเจ้าเมืองเชียงใหม่ที่ตอนนี้กลับเป็นร่างเดิมแล้ว นอนระทวยอยู่กับพื้น ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ เสื้อบริเวณหน้าอกของเขาไหม้ไปหมด กระทั่งผิวเนื้อบริเวณใกล้ๆ ก็พลอยไหม้เกรียมไปด้วย นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด และช่วยตัวเองไม่ได้

พลายงามก็หลับตาลง สักพักร่างสีเขียวเข้มก็ค่อยๆ ลอยจากร่างของเขากลับขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้าดั่งเดิม ร่างของพลายงามก็กลับกลายเป็นหนุ่มน้อยหน้ามนดั่งเดิม
““ยอมแพ้ซะเถอะ จะได้ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อของทหาร เจ้าก็เห็นแล้วว่าสู้ข้าไม่ได้ คงจะไม่คิดจะสู้แล้วนะ””
เจ้าเมืองเชียงใหม่นั้นยอมรับเต็มหัวใจว่าเขาสู้ไม่ได้แต่ ก็ยังหักห้ามความเจ็บปวดพนมมือขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้เขาไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้ดั่งใจ การร่ายมนต์ของเขาจึงไร้ผลโดยสิ้นเชิง ในที่สุดเขาก็ยอมยกมือลง คุกเข่าลงที่ด้านหน้าของพลายงามช้าๆ
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างดีใจของกองทัพฝ่ายเมืองหลวง ให้แก่ชัยชนะของพลายงาม...พยัคฆ์น้อยคะนองฤทธิ์


*

Offline เรื่องเสียว

  • *******
  • 8098
  • 361
  • เรื่องเสียวอัพเดจทุกวัน
    • View Profile
    • เรื่องเสียว
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #9 on: December 02, 2014, 10:22:04 PM »
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๘ (ทีเด็ดพลายงาม)

ท้องพระโรง เมืองพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระพันวษาทรงพระสวรลด้วยความยินดีในชัยชนะที่พลายงามและขุนแผนนำมาถวาย พร้อมด้วยตัวเจ้าเมืองเชียงใหม่ มเหสี และพระธิดาคือ สร้อยฟ้า ที่ยินดียิ่งกว่านั้นคือ ได้พระธิดาสร้อยทอง ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้าเมืองล้านช้างมาได้โดยไม่มีการบุบสลายใดๆ เลย
““มึงสองคนพ่อลูกเยี่ยมมาก กูชี่นชมพวกมึงจริงๆ เชื้อไม่ทิ้งแถว ไอ้พลายงามมันเก่งเหมือนกับพ่อมัน กูจะให้อะไรพวกมึงเป็นรางวัลดี อ้อ เอางี้ พวกมึงอยากได้อะไรบอกกูได้ ว่าไง””
ขุนแผนและพลายงาม กราบบังคมทูลตอบ ““แล้วแต่จะทรงโปรดเถิดพระเจ้าข้า””

สมเด็จพระพันวษานิ่งคิด พลางใช้พระหัตถ์ลูกคางเบาๆ อย่างใช้ความคิด
““อืมมม เอางี้ ไอ้ขุนแผนกูขอเลื่อนยศให้มึงเป็นพระสุรินทรฦาไชยไหสูรย์ภักดี ให้ไปดูแลเมืองกาญจนบุรีให้กับกู ส่วนไอ้พลายงาม กูขอตั้งให้มันเป็นจมื่นไวยวรนาถ ก็ละกัน สำหรับไอ้จมื่นไวยฯ กูขอแถมสร้อยฟ้าที่เป็นลูกสาวไอ้เจ้าเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมียมึงด้วยละกัน””

กับการได้รับพระราชทานอย่างมหาศาลนี้ สร้างความยินดีให้แก่ขุนแผนและพลายงาม สองพ่อลูกยิ่งนัก แต่รางวัลแถมท้ายตอนหลังทำให้พลายงามต้องลอบนิ่วหน้าด้วยความกังวล ด้วยนางสร้อยฟ้านั้นนิสัยไม่ใคร่จะดี เอาแต่ใจแถมพยศอย่างร้ายกาจ ขณะที่เดินทางมายังเมืองหลวงก็สร้างปัญหาให้แก่เขาไม่น้อย เขาจึงไม่ใคร่จะอยากได้นางมาเป็นเมียนัก แต่ขัดไม่ได้ด้วยเป็นพระราชโองการ จึงต้องน้อมรับไว้

“พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลว่า พลายงามบุตรชายของหม่อมฉัน ได้หมั้นหมายอยู่กับศรีมาลาซึ่งเป็นบุตรสาวของพระพิจิตรเรียบร้อยแล้วพระเจ้าข้า ถ้าทรงพระราชทานสร้อยฟ้ามาให้อีกเกรงว่า”…” ขุนแผนกราบทูลด้วยเกรงปัญหาที่จะมาถึงในภายหน้า
““อ้าว งั้นเหรอ อือม เอางี้ ให้ทหารพาตัวศรีมาลามาที่นี่เลย แต่งงานด้วยกันซะทีเดียว มีเมียสองคน มึงสู้ไหวไหมหา ไอ้จมื่นไวยฯ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอาตามนี้ กูจะไปนอนแล้วง่วงจริง””
สมเด็จพระพันวษาตัดบทพลางลุกขึ้น ออกเดินเข้าไปยังหลังห้องท้องพระโรงไป ทิ้งให้ขุนแผนที่ตอนนี้เป็นพระสุรินทรฯ และพลายงามที่ตอนนี้เป็นจมื่นไวยฯ มองหน้ากันอย่างอึดอัด

เวลาผ่านไป วันแต่งงานของจมื่นไวยวรนาถก็มาถึง วันนั้นที่เรือนสร้างใหม่ ที่ปลูกอย่างสวยงาม กว้างขวาง ประดับประดาอย่างหรูหรา ก็มีบ่าวไพร่วิ่งไปมา อย่างวุ่นวายตั้งแต่ตีสาม ด้วยเป็นการเตรียมงานแต่งงานให้แก่เจ้าของบ้านคือจมื่นไวยฯ และศรีมาลา กับสร้อยฟ้า นั่นเอง แต่ขณะที่งานกำลังจะเริ่มก็มีตัวนิวแซนด์เกิดขึ้นหนึ่งตัว (บอกให้หัวล้านๆ)

““เอ้อเฮอ งานแต่งห่าอะไร ใหญ่โตขนาดนี้ กูไม่เคยเห็น เอิ้ก แม่งเอ้ย ดวงดีฉิบหาย ไม่ตายตอนไปรบ แถมกลับมาได้รางวัลใหญ่อีก ถุย ได้เมียสองคน แม่งสู้ไหวเหรอ แบ่งให้กูบ้างดิ ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน”” ขุนช้างนั่นเอง วันนี้มางานเพียงคนเดียว แถมดื่มเสียเมาแประ ตอนนี้กำลังอาละวาดชี้หน้าด่า จมื่นไวยฯ ผู้เป็นเจ้าบ่าวที่กำลังรับคำอวยพรจากผู้ใหญ่ เล่นเอาบรรดาแขกเหรื่อที่มา มองกันเป็นตาเดียว

จมื่นไวยฯ นั้นไม่พอใจตั้งแต่ตอนที่ขุนช้างเดินมาที่เรือนตนแล้ว แต่ด้วยเป็นวันงานมงคลของตน จึงจำต้องหักห้ามใจไว้ ไม่หาเรื่องก่อน แต่เมื่อขุนช้างเมาแล้วล่วงเกินตนเองแถมไปถึงพ่อแม่ของตน ก็สุดที่จะหักห้ามใจได้ กอปรกับประสบการณ์ในวัยเด็กที่ตนเองเกือบถูกขุนช้างฆ่าหมกป่า เลยยิ่งทำให้ไฟแค้นลุกฮือโหม เขาจึงลุกขึ้นพลางวิ่งมาหาขุนช้างที่ยืนจังก้าอยู่กลางห้องรออยู่ด้วยสีหน้าที่ท้าทาย

พระสุรินทรฯนั้นห้ามไม่ทัน จึงได้แต่นั่งดูอยู่เฉยๆ ด้วยความรู้สึกที่หมั่นไส้ขุนช้างที่อยากจะเจ็บตัว
““น้าเมาแล้ว ก็กลับไปนอนซะไป๊ วันนี้เป็นมงคลของฉัน ฉันขอสักทีเถอะ””
ขุนช้างมองหน้าจมื่นไวยฯด้วยความเกลียดชัง พลางถุยน้ำลายอย่างแรงใส่หน้าของจมื่นไวยฯ จมื่นไวยฯหลบก้อนเสมหะทัน แต่ตัวน้ำลายก็ยั่งพร่างพรมลงบนหน้าของเขาอย่างถนัดถนี่ มันเกินสุดที่จะรับได้ จมื่นไวยฯ ซัดหมัดขวาเข้าที่หน้าของขุนช้าง โดนเข้าไปเต้มที่ครึ่งปากครึ่งจมูก เลือดสีแดงฉานไหลรินออกมาทันที พร้อมฟันบางซี่ก็กระเด็นออกมาด้วย

ขุนช้างผงะล้มหงายลงไปนอนกับพื้นพลางร้องโอดโอยทันที
““โอย ช่วยด้วยเจ้าข้า ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน มันทำร้ายฉัน มันจะฆ่าฉันแล้ว เห็นไหม”?”
บรรดาแขกเหรื่อไม่มีใครคิดที่จะมาช่วย ได้แต่เผ้ามองอย่างสังเวช พลางกระซิบกระซาบกันหัวร่อขุนช้างที่ไร้ยางอาย ขุนช้างนอนรออยู่นานไม่เห็นมีใครคิดจะมาช่วย ก็เกิดความขลาดกลัวขึ้นมา รีบลูกขึ้นยืน โบกมือขวักไขว่ พลางกล่าว
“พ่อไวยจ๋า ฉันเมามากไป ยกโทษให้ฉันเถิดนะ ฉันจะกลับไปนอนละ ไปละ””
เมื่อเห็นจมื่นไวยฯ ยืนนิ่งไม่แสดงท่าทีอันใด เขาก็รีบลงจากเรือนไปอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางเสียงโห่ไล่ตามหลังของบรรดาแขกเหรื่อที่เกลียดขี้หน้าของขุนช้างอย่างเหลือจะกล่าว

บรรยากาศในคืนวันแต่งงานของจมื่นไวยฯ ในสายตาของบุคคลทั่วไปแล้วช่างชื่นมื่นนัก ได้อยู่ร่วมกับหญิงงามสองนางในห้องเดียวกันมันน่าอิจฉาจริงๆ แต่สำหรับจมื่นไวยฯ แล้วมันช่างเป็นสิ่งที่ขมขื่นยิ่งนัก ด้วยสร้อยฟ้าเป็นธิดาของผู้ที่ถูกเขาโค่นล้ม และคุมตัวมาส่งมอบแก่พระเจ้าแผ่นดิน จะให้เขามอบความรักแก่หล่อนได้หรอกรึ แล้วหล่อนจะรักผู้ที่ทำร้ายบิดา และจับครอบครัวของตนมามอบเป็นนักโทษกระนั้นหรือ ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

ศรีมาลาก็เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ด้วย นางจึงคอยดูแลปรนนิบัติจมื่นไวยฯ อย่างไม่ห่างหาย แต่การนี้กลับสร้างความขัดหูขัดตาแก่สร้อยฟ้าอย่างยิ่ง ท่านคงแปลกใจที่เหตุใดสร้อยฟ้าจึงมีความรู้สึกเช่นนี้ แน่ละ ถึงนางจะเป็นธิดาของเจ้าเมืองเชียงใหม่ และสตรีใดเล่าจะไม่รักบุรุษที่ทั้งงดงาม หล่อเหลา เก่งกาจ อย่างเช่น จมื่นไวยฯ แถมเขายังสามารถโค่นบิดาของนางที่นางเคยบูชาว่าเก่งกาจอย่างไร้ที่เปรียบลงได้อีก นางหลงรักจมื่นไวยฯตั้งแต่แรกที่ได้เห็นหน้าเขาแล้ว เพียงแต่นางไม่แสดงออกเท่านั้นเอง ด้วยอยู่ร่วมกับบิดาและมารดานางจะทำอย่างไรได้เล่า

““สร้อยฟ้า ถ้าเจ้าขัดสายตานักละก็ ทำไมไม่ไปนอนที่ห้องอื่นล่ะ”” จมื่นไวยฯ พูดเสียงไร้อารมณ์ แต่สร้างอารมณ์แก่สร้อยฟ้าอย่างยิ่ง
““ถ้าข้าไปที่อื่น พี่จะได้มีความสุขกับอีนังศรีมาลานี่ใช่ไหมล่ะ ฮึ”” สร้อยฟ้าสะบัดเสียงสะบัดหน้าเข้าใจศรีมาลา
““ถ้าเจ้าคิดอย่างนั้น ข้าก็จนใจ”” จมื่นไวยฯตอบอย่างไม่ไยดีเช่นเดิม ทำให้สร้อยฟ้าน้อยใจยิ่งนัก ลุกขึ้นสะบัดตูดออกนอกห้องไปโดยทันที ทิ้งให้จมื่นไวยฯอยู่กับศรีมาลาเพียงสองคน

““น้องศรีมาลาอย่าไปสนใจเลยนะจ๊ะ พี่เองก็ไม่ต้องการ แต่โดยพระราชโองการ พี่ขัดไม่ได้หรอก ขอให้น้องศรีมาลาเข้าใจพี่ด้วยเถิดนะ”” จมื่นไวยฯ กล่าวพลางตระกองกอดร่างของศรีมาลาไว้แน่น พลางระดมจูบไปทั่วใบหน้าของนาง พลางไซร้มาที่ซอกคอและใบหู จนศรีมาลาเคลิบเคลิ้ม เอามือลูบที่ศรีษะของจมื่นไวยฯ แผ่วเบา พลางสบตาหยาดเยิ้มแล้วยิ้มหวานพร้อมทั้งเอามือข้างหนึ่งปลดเสื้อของจมื่นไวยฯออก แล้วใช้ปากขบดูดที่หัวนมทั้งสองข้างของเขาสลับกัน อีกมือก็ถอดกางเกงของเขาออก พลางใช้มือลูบไล้ไปที่พวงไข่ทั้งสองลูกของเขา

จมื่นไวยฯ ก็ไม่ยอมแพ้ ปลดเสื้อผ้าของศรีมาลาออกจนกระทั่งเปลือยเปล่าดุจเดียวกัน บัดนี้ร่างของทั้งสองเปลือยเปล่าศรีมาลาก็ขึ้นคร่อมร่างของจมื่นไวยฯไว้ ศรีมาลาละมือจากควยของจมื่นไวยฯ แล้วเลื่อนตัวขึ้นมาทาบทับร่างของชายหนุ่มไว้ ปล่อยให้ร่องหีของเธอเสียดสีกับควยของเขา ศรีมาลาก็พริ้มตาพร้อมกับครางออกมาเบาๆ เพราะร่องหีและเม็ดแตดของเธอเสียดสีโดนควยของจมื่นไวยฯ อย่างถนัดถนี่

“ศรีมาลาจ๊ะ อะไรจ๊ะนี่เปียกๆ”” จมื่นไวยฯ ถามล้อๆ
““แหม ก็พี่จูบไซร้ซะน้องมีอารมณ์ ยังจะมีอะไรอีกละจ๊ะ พี่ไวยนอนลงซิจ๊ะ เดี๋ยวศรีมาลาทำให้นะ””
จมื่นไวยฯ ก็นอนลงตามคำบอก ศรีมาลาก็ถดตัวลงไปหน่อยนึง แล้วจับควยของเขาถอกเบาๆ ๒-๓ ที แล้วกลืนมันเข้าไปในปากสวยของเธอ
““อือออออ โออยยยย พี่เสียวจัง น้องศรี อาววว์””

ศรีมาลาดูเหมือนกับรู้ รีบดูดควยของเขา เร่งจังหวะถี่เร็วขึ้น แถมยังยกตูดก้าวคร่อมหน้าของเขา กลายเป็นท่า 69 โคกหีงดงามของศรีมาลามาลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ร่องที่ตีบปิดบัดนี้เยิ้มไปด้วยหยาดน้ำเสียวที่มันเยิ้มมันจนแทบจะหยดมาลงในปากของเขาแล้ว
““พี่ไวยขา เลียให้น้องหน่อยนะคะ น้องเสียวจังเลยค่ะ อูยยยย””
เขาไม่รอจังหวะนี้ยกสองมือแหกแคมหีชมพูแดงออกน้อยๆ พลางแยงลิ้นเข้าไปควานเข้าออกในร่องหี ปากก็ดูดเม็ดแตดแดงที่สั่นระริกด้วยความง่าน ทำเอาศรีมาลาที่อมควยของเขาอยู่ครางเสียงอื๋ออออออออออ ในลำคอ แต่เธอก็ปล่อยให้เขาทำอยู่ได้ไม่นาน ศรีมาลาก็ลุกขึ้น

““ทนไม่ไหวแล้วค่ะ พี่ไวย ขอน้องทำก่อนนะคะครั้งนี้ น้องเสียวจะแย่อยู่แล้วค่ะ””
ศรีมาลาเอาโคกหีอันชุ่มด้วยน้ำลายปนกับน้ำเงี่ยนของเขาจนเส้นหมอยราบลู่เห็นเนินที่ร่องหีขมิบยวบๆ ไม่หยุด มาครอบที่ควยของเขาที่กระดกงึกๆ ด้วยความอยากที่ไม่แพ้กัน แล้วกดลงช้าๆ
““อูยยยยย เสียวววว ไหมจ๊ะพี่ น้องเสียวหีจังเลย อาววววว์””
““เสียวซีจ๊ะเมียจ๋า รูหีเมียดูดหัวควยผัวจนแทบหลุดไปแล้ว อูยยยยย”” ศรีมาลาก็ซูดปาก หลับตาปี๋ ด้วยความเสียวซ่าน

ก็จะไม่ให้เสียวได้ยังไง ก่อนที่จะเข้าห้องหอไม่กี่วัน ขุนแผนก็เรียกเขาไปพบ พลางทำพิธีชุบควยของเขาให้กลายเป็นควยอาคม แถมขุนแผนยังได้ใช้วิธีพิสดารที่ได้มาจากในคุก ก็คือเขาได้จัดการฝังมุกให้แก่ลูกชายของเขา ๗ ลูกด้วยกัน โดยการนี้ขุนแผนใช้สุดยอดอาคมแหวกเนื้อออก แล้วฝังเข้าไปโดยไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว และไม่มีแผลเมื่อทำเสร็จ

ศรีมาลาค่อยกดร่องหีให้กลืนควยอาคมผสมมุกของเขาไปทีละน้อย สูดปากหลับตาปี๋ด้วยความเสียวทุกครั้งที่มุกสะดุดเข้าไปในกลีบหีของเธอ เมื่อมันเข้าไปได้จนสุด เธอก็ค่อยๆ ยกหีขึ้นให้ควยอาคมครูดขึ้นช้าๆ น้ำเสียวไหลอาบควยอาคมเป็นมันเยิ้ม ศรีมาลาค่อยๆ ขย่มขึ้นลงจนร่องหีปรับรับกับควยอาคมแล้ว เธอก็ขย่มแรงขึ้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขาก็กระดกควยรับอย่างตรงจังหวะ สองมือก็บีบเค้นหน้าอกเป็นกระเปาะของเธออย่างเอาเป็นเอาตาย

ศรีมาลาหน้าเหยเก สูดปากร้องครางเบาๆ ขย่มจนมีเสียงดังเจาะแจะๆๆ แล้วเธอก็ยกหีขึ้นจนควยแทบจะหลุดออกมาจากร่องหี แล้วกดลงมามาอย่างแรง จนร่องหีฟาดกับโคนควยดังป้าบ ทำเอาจมื่นไวยฯสะดุ้ง
““เมียจ๋า เสียวจังเลย อูยยยยย ทำอีกซิจ๊ะ นะจ๊ะ พี่ชอบจังเลย มันเสียววววว””
ศรีมาลายิ้มหวานแล้วทำตามที่ผัวรักต้องการ อีกครั้งและอีกครั้ง ทั้งบดหี ขยี้หีก้บควยของเขาอย่างรุนแรงไม่กลัวควยจะหลุดออกมา
““โอยเมียจ๋า ผัวจะเสร็จแล้วน้า เมียจะถึงรึยังจ๊ะ”?”

ศรีมาลาไม่ตอบ ใบหน้างามนั้นบิดเบี้ยวไปด้วยความเสียวที่จวนถึงจุด พลางกดกระแทกดังป้าบๆ ๆ ไม่หยุดยัง เขาก็รู้จังหวะดี เอามือจับก้นของเธอ ดึงบดกับการกระแทกสวนกันอย่างไม่กลัวข้าวของจะพัง
““เมียจ๋า พี่จะ จะ เสร็จแล้ว นะ นะ นะ””
““ผัวขา รออีกนิดนะคะ เมียกำลังมาแล้ว โฮ้ โฮ้ โออออวว””
ศรีมาลาถึงจุดสุดยอดร่องหีตอดรัดควยอาคมตุบ ตุบ ตุบ เป็นจังหวะเดียวกับจมื่นไวยฯ ก็ถึงจุดเช่นกัน น้ำควยพุ่งกระฉูดเข้าไปโพรงหีของศรีมาลาจนร้อนวาบไปทั้งโพรงหี
““เป็นไงจ๊ะน้องศรีมาลา ชอบรึเปล่า”?”
ศรีมาลายิ้มอายๆ พลางค้อนน้อยๆ น่ารัก พลางยกมือขึ้นตีหน้าอกของจมื่นไวยฯ เบาๆ จมื่นไวยฯ จับมือของเธอไว้แล้วจูบมือนั้นด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง ทั้งสองก็นอนกอดกันหลับใหลอย่างมีความสุข


*

Offline kk2fly

  • **********
  • 216
  • 0
    • View Profile
Re: ขุนช้างขุนแผน
« Reply #10 on: May 25, 2017, 09:39:32 PM »
จิตนาการเยี่ยมมากๆ
ขอบคุณครับ